อ่าน “ประชาธิปไตยติดอาวุธ-สิ้นแสงฉาน”
บุ๊กสโตร์
“สำนักพิมพ์มติชน” ชวนมารู้จัก มาเข้าใจ “ประชาธิปไตยติอาวุธ” กับเล่มใหม่ภูมิใจเสนอ
… “ความเรียงว่าด้วยประชาธิปไตยติดอาวุธ” ผลงาน รศ.ดร. ปวริศร เลิศธรรมเทวี ที่ย้อนเส้นทางระบอบการปกครองของตะวันตกสู่ระบอบประชาธิปไตยไทยซึ่งล้มเหลวมามากกว่ากึ่งศตวรรษ ทำลายความเชื่อมั่นต่อระบอบประชาธิปไตย

หนังสือเล่มนี้จะพาทบทวนแนวคิดประชาธิปไตยติดอาวุธว่ามีลักษณะ ขอบเขต และการปรับใช้อย่างไร ศึกษาภูมิหลังของแนวคิดดังกล่าวและการรับหลักในรัฐธรรมนูญไทย รวมถึงประวัติศาสตร์การเมืองไทย และเหตุการณ์สำคัญทางการเมืองไทย ตั้งแต่ พ.ศ. 2475 จนถึงปัจจุบัน
หาคำตอบต่อคำถามที่ค้างคาใจคนไทยหลายคน อาทิ การปฏิวัติ พ.ศ. 2475 และการรัฐประหารทุกครั้งที่ผ่านมาของประเทศไทย ซึ่งอ้างความสงบเรียบร้อยและฟื้นฟูระบอบประชาธิปไตยด้วยการจัดทำและประกาศใช้รัฐธรรมนูญฉบับใหม่ จะถือเป็นการกระทำที่เป็นไปตามแนวคิดประชาธิปไตยติดอาวุธได้หรือไม่
การอ้างสิทธิและเสรีภาพตามรัฐธรรมนูญในกิจกรรมแบบใดถือว่าสอดคล้องกับแนวคิดประชาธิปไตยติดอาวุธและเป็นภัยต่อระบอบประชาธิปไตย อาทิ การคว่ำบาตรการเลือกตั้งในปี พ.ศ. 2549, การรณรงค์ไม่ให้ไปใช้สิทธิเลือกตั้งในปี พ.ศ. 2557 ของคณะกรรมการประชาชนเพื่อการเปลี่ยนแปลงปฏิรูปประเทศไทยให้เป็นประชาธิปไตยที่สมบูรณ์แบบอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข (กปปส.) ซึ่งนำไปสู่การรัฐประหาร, การใช้เสรีภาพในการแสดงความเห็นและชุมนุมตามรัฐธรรมนูญของกลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตยในช่วง ปี พ.ศ. 2548-2552 หรือการเคลื่อนไหวของคณะประชาชนปลดเอก ปี พ.ศ. 2563
“ผู้เขียนมักได้รับคำถามอยู่เสมอทั้งจากผู้เรียนในมหาวิทยาลัยและผู้คนนอกมหาวิทยาลัยเกี่ยวกับสถานการณ์บ้านเมืองในทำนอง ‘แลหลังเพื่อมองไปข้างหน้า’ จึงได้ศึกษาวัฏจักรการปกครอง รัฐธรรมนูญ รัฐประหาร รวมตลอดทั้งสิทธิพิทักษ์รัฐธรรมนูญ ข้อเท็จจริงเหล่านั้นแสดงให้เห็นถึงปัญหาและจุดอ่อนของประชาธิปไตยอย่างหยั่งรากลึก ซึ่งล้วนแล้วแต่จะทำลายความเชื่อมั่นต่อระบอบประชาธิปไตย จึงเป็นจุดเริ่มต้นของ ‘ความเรียงว่าด้วยประชาธิปไตยติดอาวุธ’ ฉบับนี้”

… สำนักพิมพ์มติชนยังชวนนักอ่านต้อนรับการกลับมาของงานเขียนที่ผ่านการตีพิมพ์ถึง 21 ครั้ง “สิ้นแสงฉาน” นวนิยายกึ่งสารคดีประวัติศาสตร์ เขียนโดย “สุจันทรีมหาเทวี” ราชินีคู่บัลลังก์ “เจ้าจาแสง” เจ้าฟ้าองค์สุดท้ายแห่งเมืองสีป่อ รัฐฉาน
เรื่องราวความรักและโศกนาฎกรรมที่เกิดขึ้นจริงใต้เงื้อมมือของเผด็จการทหาร เล่าผ่านสายตาของสุจันทรีมหาเทวี หรือ อิงเง่ เซอร์เจน หญิงสาวชาวออสเตรียที่จับพลัดจับผลูได้ขึ้นเป็นมเหสีคู่บัลลังก์เจ้าจาแสงผู้ถูกจับตัวไปในปี ค.ศ. 1962 โดยมีเพียงจดหมายฉบับเดียวที่ถูกส่งมาถึงมือสุจันทรีมหาเทวี “ยอดรัก ผมถูกขังอยู่ในค่ายทหารบาตูเมี้ยว”ยังปลอดภัยดี” ก่อนที่กองกำลังภาคตะวันออกของพม่าจะปฏิเสธคำกล่าวหาที่ว่าเจ้าจาแสงถูกทหารจับตัวไป
ทั้งคู่พบรักครั้งศึกษาอยู่ที่สหรัฐอเมริกา โดยที่อิงเงไม่ล่วงรู้ความจริงว่าสามีของตนเป็นเจ้าแคว้น จนกระทั่งกลับมาที่เมียนมา อิงเง เซอร์เจน กลายเป็นสุจันทรีมหาเทวี ราชินีคู่บัลลังก์ของเจ้าจาแสง ตำแหน่งที่เธอได้รับมาโดยไม่ทันตั้งตัว
ชีวิตในฐานะเจ้าผู้ปกครองแคว้นมาพร้อมความฝันและแรงมุ่งมั่นในการพัฒนาการเมืองการปกครองของสีป่อจากระบบเจ้าผู้ปกครองนครรัฐให้เป็นประชาธิปไตย รวมไปถึงปรับเปลี่ยนวิถีชีวิตความเป็นอยู่ของประชาชนให้ดีขึ้น
แต่แล้วเหตุการณ์ “ยึดอำนาจ” ของนายพลเนวินในปี พ.ศ. 2505 ก็ดับไฟฝันลงอย่างสิ้นเชิง อิสรภาพและความหวังถูกผลาญสิ้น เจ้าจาแสงถูกเจ้าหน้าที่ทหารจับตัวและหายสาบสูญไป ในขณะที่อิงเงพาธิดาทั้งสองคนออกจากเมียนมาและใช้ชีวิตอยู่ที่สหรัฐอเมริกา พร้อมเรียกร้องรัฐบาลเมียนมาต่อการสาบสูญของสวามี
60 ปีผ่านไปแล้ว ปัจจุบันในวัย 90 ปี สุจันทรีมหาเทวี หรือ อิงเง่ ไม่เคยหมดหวังในการตามหาพระสวามี ที่สำคัญ อดีตราชินีของเจ้าฟ้ารัฐฉานยังคงเคลื่อนไหวเพื่อสังคม โดยการตั้งองค์กร Burma Lifeline ช่วยเหลือผู้อพยพชาวพม่า
มือครู “มนันยา” แปลผลงานชิ้นนี้จากฉบับภาษาอังกฤษ Twilight over Burma, My Life as a Shan Princess ตีแผ่การใช้อานาจคุกคามเสรีภาพจนสูญสิ้นแผ่นดินฉาน

… ข่าวแจ้งแฟนนิตยสาร “ศิลปวัฒนธรรม” ทราบ นับจากฉบับประจำเดือนสิงหาคม 2565 เป็นต้นไป ศิลปวัฒนธรรมรายเดือนจะเปิด Pre-Order เพื่อสั่งซื้อสะดวก-ส่งตรงถึงบ้าน ติดตามรายละเอียดได้ที่เว็บไซต์สำนักพิมพ์มติชน www.matichonbook.com
สำหรับฉบับสิงหาคมนี้เสนอเรื่องเด่น “พระพุทธบาท: สัญลักษณ์ ศักดิ์สิทธิ์ของศาสนาและการเมืองสมัยอยุธยา” นำค้นหาคำตอบ ที่มาของความสำคัญ ความศักดิ์สิทธิ์ของพระบาทที่สระบุรี และการบูชารอยพระพุทธบาทในสมัยอยุธยาสะท้อนนัยยะทางการเมืองอย่างไร เมื่อ “พระบาท” ถูกสถาปนาขึ้นเป็นสิ่งศักดิ์สิทธิ์ของอาณาจักร
ผู้สื่อข่าวหรรษา