สภาสถาปนิกมีไว้เพื่อ?
เลาะรั้ว
พระราชบัญญัติสภาสถาปนิก พ.ศ.2543 มีขึ้นเพื่อให้สถาปนิกกำกับ ดูแล ควบคุมกันเอง ส่งเสริมการปฏิบัติวิชาชีพให้ก้าวหน้าไปทันกับความเจริญและความเปลี่ยนแปลงของโลก อันจะทำให้การพัฒนาประเทศ ประชาชน เป็นไปอย่างมีจุดมุ่งหมาย
แต่เมื่อมีการปรับปรุงร่างพ.ร.บ.สภาสถาปนิกขึ้นมาใหม่ที่ไปไกลเลยจุดมุ่งหมายของการตั้งสภาสถาปนิกไปเสียแล้ว โดยเฉพาะเมื่อภาครัฐได้เข้ามาควบคุมการประกอบวิชาชีพนี้มากขึ้น มีการออกข้อบังคับที่มิได้เป็นไปตามวัตถุประสงค์หลายฉบับ
และแต่ละฉบับก็เป็นเรื่องของการควบคุมและการบริหารการเงิน เป็นลักษณะกีดกัน สร้างปัญหา ภาระยุ่งยากเกินความจำเป็นในการประกอบวิชาชีพที่มากขึ้น เช่น การเรียกเก็บ ค่าธรรมเนียมต่างๆ ตามที่ได้เขียนเสนอมาก่อนหน้านี้
บางฉบับก็เป็นเรื่องของระเบียบวิธีการในการที่สภาสถาปนิกจะต้องเป็นผู้ดำเนินการให้กับสมาชิก เช่น การรับรองหลักสูตรการศึกษาด้านสถาปัตยกรรมที่ทำได้เฉพาะสถาบันการศึกษาในประเทศเท่านั้น อันเป็นความไม่ยุติธรรมกับ ผู้ประสงค์จะขอจดทะเบียนเป็นผู้ได้รับอนุญาตให้ประกอบวิชาชีพ กำหนดหลักเกณฑ์การเลื่อนลำดับขั้นคุณวุฒิคุณสมบัติของสถาปนิกให้ยุ่งยากหนักขึ้น
ทั้งๆ ที่สาระสำคัญของสภาสถาปนิกก็เพื่อให้สถาปนิกผู้ได้รับอนุญาตประกอบวิชาชีพ ดำรงตนอยู่ในความซื่อสัตย์ มั่นคง ให้บริการแก่ผู้มาขอรับบริการ ด้วยความรู้ความถูกต้องตามหลักวิชาการและเต็มความสามารถ
การเพิ่มกำหนดอัตราการเรียกเก็บค่าธรรมเนียมที่สูงลิ่ว การกำหนดหลักเกณฑ์ในการเลื่อนลำดับขั้นของสถาปนิก คือ ปัญหา อุปสรรค จึงมิได้สนองตอบต่อการพัฒนาวิชาชีพแต่อย่างใด ซึ่งก็คือการขัดต่อจุดมุ่งหมายของสภาสถาปนิกอย่างสำคัญ
สาระสำคัญอันเป็นต้นเหตุของการปรับปรุงแก้ไข พ.ร.บ.สถาปนิก ที่อ้างเป็นเหตุผลในการปรับปรุงแก้ไขก็คือ การเปิดโอกาสให้สถาปนิกต่างชาติเข้ามาประกอบวิชาชีพควบคุมในประเทศได้
จึงมาสู่คำถามว่า แล้วเราจะได้อะไรจากเรื่องนี้
ข้อสังเกตที่ 1 ก็คือ พ.ร.บ.สภาสถาปนิก 2543 ก็บัญญัติไว้อยู่แล้วว่า สถาปนิกต่างชาติที่จะเข้ามาทำงานในประเทศได้นั้น ต้องเข้าร่วมกับนิติบุคคลสถาปนิกไทยที่จดทะเบียนนิติบุคคลสถาปนิกไว้กับสภาสถาปนิกทั้งนี้ก็หวังเพื่อให้มีการถ่ายทอดความรู้ ความสามารถ วิชาการ และเทคโนโลยี อันเป็นนวัตกรรมให้แก่สถาปนิกไทย ดังที่มีตัวอย่างจากจีนที่จีนจ้างสถาปนิกวิศวกรต่างชาติทำให้เกิดการถ่ายทอดประสบการณ์ ความรู้ ซึ่งหลังจากนั้นไม่เกิน 10 ปี จีนก้าวขึ้นมาเป็นผู้นำทางสถาปนิกวิศวกรของโลก
แต่การปรับปรุงร่างพ.ร.บ.สภาสถาปนิก กลับบัญญัติแต่เพียงอนุญาตให้สถาปนิกต่างชาติเข้ามาทำงานในประเทศไทยได้โดยตรงนั้น ย่อมไม่เกิดการถ่ายทอดความรู้ ความชำนาญการใดๆ หรือวิชาการใดๆ ให้สถาปนิกไทยได้
ข้อสังเกตข้อที่สองคือ สภาสถาปนิกจะกำกับ ดูแล การประกอบวิชาชีพสถาปนิกต่างชาติให้ปฏิบัติตามกรอบจรรยาบรรณแห่งวิชาชีพนี้ได้หรือไม่ อย่างไร
เมื่อสถาปนิกเปลี่ยนแปลงวัตถุประสงค์ที่จะให้มีสภาสถาปนิกไว้ดูแลกันเอง ไว้ควบคุมให้ปฏิบัติวิชาชีพภายใต้จรรยาบรรณแห่งวิชาชีพเสียแล้ว ประเทศจะมีสภาสถาปนิก เอาไว้เพื่อประโยชน์อะไร
นายช่าง