จากนางงามสู่นางเอก‘ปุ๊กลุก’12ปีวงการบันเทิง
อาทิตย์ใส
มีผลงานการแสดงโดดเด่น รั้งตำแหน่งนางเอกมานานกว่า 10 ปี สำหรับ ‘ปุ๊กลุก’ ฝนทิพย์ วัชรตระกูล จนหลายคนลืมไปแล้วว่าจุดเริ่มต้นของเธอนั้น มาจากสายนางงาม
โดยวันนี้ปุ๊กลุกเจียดเวลามาให้สัมภาษณ์ถึงเส้นทางเดินที่ผ่านมา รวมถึงผลงานแสดงล่าสุดกับละคร “วิวาห์ฟ้าแลบ” ที่จับคู่ ‘โตโน่’ ภาคิน คำวิลัยศักดิ์ พร้อมอัพเดตเรื่องหัวใจกับหนุ่ม ‘ไมค์’ ภัทรเดช สงวนความดี
ละคร “วิวาห์ฟ้าแลบ” เป็นการร่วมงานกับช่องวัน 31 เรื่องที่ 2?
ปุ๊กลุก – “ใช่ค่ะ เรื่องแรก เล่ห์ลวง และเรื่อง วิวาห์ฟ้าแลบ เป็นการกลับมาร่วมงานกับพี่ธง (ธงชัย ประสงค์สันติ) ในรอบ 3 ปีได้ ตอนนั้นเรื่อง นายฮ้อยทมิฬ”
เรื่องนี้ร่วมงานกับโตโน่ครั้งแรก เป็นอย่างไรบ้าง?
ปุ๊กลุก – “ความรู้สึกแรกที่เห็นพี่เขา ดูเป็นคนนิ่งๆ พูดน้อย น่าจะเข้าถึงยาก แต่พอร่วมงานกันจริงๆ เขาเป็นคนตั้งใจ มุ่งมั่น มีแพสชั่นในการทำงาน ปรับตัวเข้าหากันไม่ยาก รู้สึกพี่โน่น่ารักและช่วยเหลือเราเสมอ จนมีเขาเป็นพี่ชายในชีวิตอีกคนนึง”
เราดูเป็นสาวมั่น ลุยได้ทุกบททุกฉาก แต่พอฉากเลิฟซีนกลับไปไม่เป็น ตัวแข็งทื่อ?
ปุ๊กลุก – “ไม่ถนัดเลย แล้วต้องเข้าฉากเลิฟซีนกับพี่โน่ในเวลาที่รู้จักกันแค่สองวัน มันขยับเขยื้อนร่างกายไม่ได้ ตัวแข็ง ในพาร์ต ทีมงานอาจจะมองเป็นวันไนต์สแตนด์ แต่ในพาร์ตเรามันไกลตัว การที่เราจะมีอะไรกับใครซักคนต้องไว้ใจวางใจต้องใช้เวลา ก็เป็นฉากที่ยากที่สุดในเรื่องนี้ เราเป็นนางเอกเล่นดราม่า เข้า เลิฟซีนน้อยมาก ไม่คุ้นชิน จำได้เลิฟซีนแรกที่โหดคือเรื่อง เพื่อนแพง ที่เล่นกับพี่เวียร์ (ศุกลวัฒน์) ตอนนั้นทีมงานไม่สามารถถ่ายเต็มตัวได้ ต้องถ่ายครึ่งตัวเพราะตะคริวกิน ก็เลยรู้สึกว่าบางอย่างในพาร์ตการเป็นนักแสดงก็ไม่ได้เก่งทุกๆ ด้าน”
ตอนนี้ความเป็นนักแสดงโดดเด่นจนหลายคนอาจลืมไปว่า จุดเริ่มต้นของปุ๊กลุกมาจากการประกวดนางงาม คว้ามงกุฎ มิสไทยแลนด์ยูนิเวิร์ส พ.ศ.2553 และไปประกวดนางงามจักรวาลที่อเมริกา ถึงจะไม่ได้มงแต่ก็ยังคว้าตำแหน่งมิสโฟโต้จีนิกกลับมา คิดไหมว่าเส้นทางนางงามเราจะเบนเข็มมาเป็นนางเอกได้ยาวนานขนาดนี้?

ปุ๊กลุก – “จริงๆ เป็นคนมีความฝันว่าจะต้องประสบความสำเร็จ แรงขับเคลื่อนมาจากอยากให้พ่อแม่สบาย โอเคว่าอยากเป็นนักแสดงตั้งแต่เด็ก แต่สุดท้ายเราอยากได้ความสำเร็จ โดยมีพ่อแม่เป็นแรงผลักดัน เหมือนตั้งเป้าอะไรไว้ก็ได้ตามเป้า แต่ การใช้ชีวิตในวงการบันเทิงเหมือนสู้กันวันต่อวัน คือนางงาม ส่วนใหญ่จะมีระยะเวลาในวงการบันเทิงค่อนข้างน้อย ส่วนใหญ่จะคิดว่านางงามพอจบหนึ่งปีเดี๋ยวก็ไม่มีงานแล้ว เราก็อยู่ในความรู้สึกวิตกกังวลว่าปีหน้าจะมีงานไหม จะได้เล่นละครหรือเปล่า คืออยู่ในสภาวะแบบนี้มาตลอด มีความกังวลในธงที่คนอื่นตั้งไว้ ในส่วนของเราก็ทำเต็มที่ให้ดีที่สุด คิดว่าทุกเรื่องที่เล่นทุกอีเวนต์ที่ไปจะเป็นเสมือนงานสุดท้ายของเรา เงยหน้าขึ้นมาอีกทีรู้สึกว่าเราก็มาไกลเหมือนกัน ภูมิใจมาก ไม่ได้สนใจว่าตัวเองจะดังแค่ไหน แต่ระหว่างทางมีความสุขกับสิ่งที่ทำค่ะ”
ตอนเล่นละครก็ขึ้นแท่น ลูกรักช่อง 7 มีงานแน่นมาก?
ปุ๊กลุก – “ต้องขอบคุณ คุณแดง สุรางค์ เปรมปรีดิ์ มี ทุกวันนี้ได้เพราะคุณแดงจริงๆ คุณแดงเมตตาเห็นศักยภาพของเราในวันที่เรายังมอง ไม่เห็นตัวเองเลยด้วยซ้ำ ตอนแรกที่เริ่มเล่น เล่นดี แค่ไหนคนก็ด่า ตอนนั้นไม่เข้าใจ ทำเต็มที่แล้วแต่คนยังว่าเล่นแย่ เล่นแข็ง ไม่สวย เป็นดาราได้ไง ได้นางงามมายังไงก็ไม่รู้ สารพัดที่จะบูลลี่ เราก็รู้สึกว่าเล่นละครหน้าห้องเพื่อนก็ชม ทำไมเล่นในทีวีแล้วโดนด่า หรือมันไม่ใช่อาชีพที่เธอรัก ก็พยายามทำจนวันนึง ไม่ไหว พอกันทีอาชีพนักแสดง เดี๋ยวจะกลับไปเรียนเอแบค คณะนิติศาสตร์ เพราะอยากเป็นนักกฎหมาย”
“แล้วก็มีละครเรื่อง เรือนกาหลง พี่ธงนี่แหละพาโอกาสนี้มาให้ แล้วก็ไม่ได้เป็นนางเอกเต็มตัวนะ เป็นผีครึ่งเรื่อง คนครึ่งเรื่อง แต่อ่านบทแล้วดีมาก ก็ปฏิญาณกับตัวเองว่าถ้าเรื่องนี้ไม่ดังจะออกจากวงการ ก็พยายามทำทุกทางเพื่อจะเล่นละครเรื่องนี้ให้ดีที่สุด ไปเรียน การแสดงไปเข้าคลาสต่างๆ ก็เลยประสบความสำเร็จและทำให้มีปุ๊กลุกในวันนี้ค่ะ”
นอกจากโอกาสที่ได้รับจากผู้ใหญ่แล้ว คิดว่าอะไรที่ทำให้ตัวเองมาถึงจุดนี้ได้?
ปุ๊กลุก – “คิดว่าความซื่อสัตย์กับอาชีพตัวเอง จะไม่รับเล่นเลยถ้าคิดว่าตัวละครตัวนี้ไม่สามารถช่วยเหลือใครได้ จะไม่รับเลยถ้าไม่รู้สึกอินกับตัวละคร แล้วตั้งแต่วันแรกจนถึงวันนี้ไม่เคยคิดว่าเงินเป็นปัจจัยสำคัญมากกว่างานที่ดี หลายคนบอกว่าไปขอเพิ่มค่าตอนสิ เล่นละครมีแต่ละครหนักๆ ขี่ควาย ลุยโคลน เราก็แบบขอทำไมอ่ะ ไม่ได้อยากได้เงิน แต่อยากได้งานที่ดี คือไม่เคยขอค่าตอนขึ้น มีแต่ขอโอกาสให้เราทำเต็มที่ได้ไหม แล้วทุกๆ ฉากและทุกๆ บทที่เล่น จะบอกกับตัวเองเสมอว่ามันคือโอกาสสุดท้ายในชีวิต นอกจากจะมีความสุขแล้วยังให้มันมีคุณภาพที่สุดในงานที่เราทำด้วย”
12 ปีที่อยู่วงการบันเทิง ให้อะไรกับเราบ้าง?
ปุ๊กลุก – “ให้เยอะมาก ให้ความรัก ไม่ว่าจะทำอะไรในสังคมที่เป็นสิ่งดีหรือบางครั้งที่เราล้มเราท้อ ประชาชนจะให้เอ็นเนอร์จี้บวก กับเรา ถ้าเราเป็นคนปกติก็จะมีแค่คนข้างๆ คนในครอบครัวที่ให้กำลังใจเรา แต่พอเป็นนักแสดงก็จะมีคนกลุ่มใหญ่มากที่พร้อมซัพพอร์ตให้กำลังใจเรา ในทางกลับกัน ในวันที่เราพลาดมันก็สอนเราเยอะ รุนแรงเหมือนกันในบางครั้ง ซึ่งข้อดีของการที่เราโดนว่าในโซเชี่ยลมีเดียมันก็ทำให้เราโตเร็ว บางทีเราต้องกระโดดลงไปใส่ความเจ็บบ้างเพื่อที่เรา จะได้เติบโตขึ้น”
มาถึง เส้นทางความรักบ้าง หวือหวาตั้งแต่รักครั้งแรกกับพระเอกดังช่อง 7?
ปุ๊กลุก – “จริงๆ ขอบคุณทุกคนในชีวิตที่ผ่านเข้ามานะคะ ชีวิตคนเรามีความพร้อมในความรักในแต่ละคนที่แตกต่างกันไป ย้อนกลับไป เราก็งี่เง่าก็ดื้อ เข้าใจแล้วที่พ่อแม่บอกว่าอย่าเพิ่งมีแฟน แต่เราก็พร้อมมากเลยที่จะมี พอโตขึ้นมาแล้วการที่จะมีใครอยู่เคียงข้างเรามันยากมากจริงๆ ที่เขาจะดีกับเราและรักเราในแบบที่ เราเป็น ที่ผ่านมาความรักมันสอนให้เรา โตขึ้น”
จบจากรักครั้งนั้นก็ไม่เปิดตัวหนุ่ม คนไหนอีกเลย ทั้งที่มีเข้ามาจีบตลอด เข็ดจากรักครั้งก่อนหรือเปล่า?
ปุ๊กลุก – “มันเหนื่อยมาก ช่วงนั้นจะออกจากวงการบันเทิงเลย งานก็หนัก เล่นละครคนก็ด่า ยังมีดราม่าต่างๆ อีก ก็เลยเหนื่อย ไม่เอาแล้วความรัก มาตั้งหลักกับตัวเอง ต่อให้ใครจะผ่าน เข้ามาในชีวิตเราก็รู้สึกว่ายังไม่ใช่ ก็เลยชอบมีด่านทดสอบเสมอ ซึ่งก็ไม่เคยมีใครเข้ารอบ”
“มีพี่คนหนึ่งมาชอบ เขาค่อนข้างมีฐานะ เราเลยคาดหวังว่าวันวาเลนไทน์เขาจะปลูกสวนดอกไม้หน้าบ้านให้ โลกสวย คิดว่าเป็นอั้ม พัชราภา แต่เปิดประตูบ้านออกมาไม่มีดอกไม้สักดอก แล้วมาดึกๆ เป็นช่อ ลูกโป่งก็เหี่ยว ก็เลยไม่เอา ไม่เข้ารอบ คือจิตเรามันไม่ได้ไขว่คว้า พอมีใครเข้ามาเราก็ไม่ได้อยากได้ เหมือนเจ็บมาเยอะยังไม่พร้อมมีใคร ช่วงแรกๆ เข็ดนะ แต่ทุกวันนี้เรียกว่าขัดเกลาตัวเองมาเยอะแล้วควรค่ากับความรักที่ดี”
อย่างตอนนี้ก็ไม่ใช่ว่าโสด?
ปุ๊กลุก – “โสด (หัวเราะ)”
กับไมค์ ภัทรเดช หลายคนลุ้นว่าเมื่อไหร่จะเรียกแฟนสักที เพราะที่ผ่านมาไมค์ก็พิสูจน์ตัวเองหลายอย่าง?
ปุ๊กลุก – “จุดเริ่มต้นวันแรกที่รู้จักไมค์คือเกลียดกัน เพราะตอนถ่ายปฏิทินช่อง เขาไม่ยกมือไหว้ คิดว่าเขาเป็นน้อง เด็กๆ จะถือเนื้อถือตัวมาก คิดว่าตัวเองอายุเยอะแล้วรุ่นน้องต้องไหว้ แต่จริงๆ เขาเป็นพี่ แค่เข้าวงการทีหลัง แล้วเราหน้าแก่เขาหน้าเด็ก คือ เหมือนเฟิร์สต์ อิมเพรสชั่น ไม่ถูกจริต พอวันนึงมาร่วมงานกัน เราขี้ร้อนก็พกพัดลมตัวใหญ่มาจากบ้านแล้วเขียนชื่อปุ๊กลุก ซึ่งชื่อมันจาง เขาก็หันพัดลมไป เราต้องให้ผู้ช่วยไปหันกลับมา เขาก็งง ก่อนจะมากลางๆ เรื่องถึงมีโอกาสคุยกัน แต่ตอนนั้นก็ยังไม่มีความสำคัญอะไรที่มากไปกว่าคนรู้จัก แม้กระทั่งคำว่าเพื่อนยังไม่ใช้เลย แล้วคิดว่าเขาต้องเจ้าชู้แน่ๆ คือเป็นคนที่มีสเปซกับผู้ชายอยู่แล้ว จนละครจบก็เหมือนมีเรื่องคุยกัน กระทั่งวันนึงมารู้สึกว่าจริงๆ มันมากกว่าเพื่อน แค่ไม่เคยพูดกันว่าเราคืออะไร ความสัมพันธ์ก็พัฒนาไปเรื่อยๆ หลายคนก็ถามว่าตกลงเป็นอะไรกัน เราก็ไม่รู้เหมือนกัน เป็นสถานะที่ต่างคนต่างรู้กันว่าเราแฮปปี้ เป็นกำลังใจดีๆ ซึ่งกันและกัน”
“และมาวันนึงคุณแม่ล้มป่วย เราคาดหวังในตัวเขาเยอะมาก รู้สึกเราทุกข์มาก แล้วเขาต้องทุกข์แบบเดียวกับเรา เป็นความเห็นแก่ตัว คุณสนิทกับเรา เป็นแฟนเรา แม่เราป่วย คุณต้องมาเยี่ยมแม่เราทุกวัน เราไปคาดหวังอื่นๆ เพราะความหวังเรามันเหลือน้อยนิดมากๆ จนเรารู้สึกว่าเขาดีเกินกว่าจะมาทะเลาะกับเรื่องที่จริงๆ แล้วเป็นที่จิตเราไม่ปกติเอง ก็เลยบอกเขาว่าอย่างนั้นเรากลับมาเป็นสถานะที่ลดลงมา คือไม่ได้เลิกกัน แต่ไม่อยาก คาดหวังในตัวเธอ ไม่อยากเสียคนดีอย่างเธอไป ช่วยถอยลงมาเหมือนเดิม ก็เป็นเพื่อนที่ดีที่สุดเป็นคนให้กำลังใจเสมอ ซึ่งเวลานี้ก็มีความสุขดีแล้วกับสถานะนี้”
ถ้าความสัมพันธ์ดีอย่างนี้ไปเรื่อยๆ อนาคตอาจจะมีข่าวดี?
ปุ๊กลุก – “เป็นไปได้แน่นอน ชีวิตก่อนหน้านี้มันหนักมาก ไม่อยากโฟกัสกับอะไรที่เรารู้สึกว่ามันอาจจะไม่สำคัญสำหรับเรา ก็คือสถานะ ไม่ต้องมาคาดหวังว่าจะแต่งงานกันเมื่อไหร่”
แล้วผู้ชายที่จะแต่งงานกับเราต้องเป็นยังไง?
ปุ๊กลุก – “ต้องเป็นคนที่รักเราจากใจจริง ไม่ปล่อยมือเราในวันที่เราลำบาก ต้องเป็นคนทุ่มเทและพร้อมเคียงข้างเรา ซึ่งระยะเวลาที่จะแต่งงานคิดว่าน่าจะอีก 5 ปี”
คนคนนั้นคือไมค์ใช่ไหม?
ปุ๊กลุก – “ยังไม่รู้ (หัวเราะ)”
อชริญา บุญชู