‘ระฆัง’เสียงสวรรค์ในแดนพุทธภูมิ
ฝึกจิต
ในประเทศอินเดียที่คนกว่าพันล้านนับถือศาสนาฮินดู สิ่งที่ขาดไม่ได้ทุกเทวสถานของเจ้าแม่เจ้าพ่อ คือ “ระฆัง” ด้วยความเชื่อทางศาสนาและวัฒนธรรม ทำให้ระฆังกลายเป็นสัญลักษณ์และส่วนประกอบสำคัญของพิธีกรรมการบูชาเหล่าทวยเทพ การสั่นระฆังของผู้ศรัทธามีความหมายได้อย่างหลากหลาย เช่น การสั่นระฆังใบใหญ่ก่อนเข้าสู่เทวสถาน คือ การขออนุญาตต่อเทพเจ้าเพื่อเข้าไปยังภายในอันเป็นที่สถิตขององค์เทพ การสั่งระฆังก่อนเริ่มพิธีกรรมบูชา คือ การส่งเสียงมงคลเพื่อปลุกเหล่าเทพเจ้า เป็นต้น
โดยระฆังหรือกระดิ่งนั้น ภาษาสันสกฤต เรียกว่า ฆัณฏา ชาวฮินดูเชื่อว่าเป็นสิ่งมงคลที่ถือว่ามีเทวดารักษาอยู่ (วาสตุเทวตา) โดยเทวดาในฆัณฏานั้น จะนำเอาคำอธิษฐานของผู้ลั่นระฆังไปสู่เทพเจ้า และถือว่าเสียงของระฆัง จะขับไล่สิ่งชั่วร้ายออกไป ทุกเช้า-ค่ำ วัดฮินดูจะมีการประโคมเสียงระฆังเพื่อเป็นการสักการะเทพเจ้าประมาณช่วงละ 5-10 นาที อย่างไม่เคยขาด
ซึ่งสมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมพระยาดำรงราชานุภาพ ได้ทรงอธิบายว่า ประเพณีการตีกลองย่ำค่ำ อันเป็นจารีตปฏิบัติของวัดวัง มาแต่โบราณของสยาม เพื่อบอกเวลา คือสิ่งที่ได้รับอิทธิพลมาจากการ ตีระฆังเขย่าบัณเฑาะว์ของอินเดียในเวลาเช้าค่ำ ซึ่งเป็นที่มาของคำว่า “ทุ่ม-โมง”
“เสียงระฆัง” ในสังคมอินเดีย เป็นสิ่งพิเศษที่เมื่อใครได้ยินก็ต้องนึงถึงเทพเจ้า เพราะเสียงอันเกิดจากการสั่นระฆังมีลักษณะพ้องกับคำว่า “โอม” ซึ่งหมายถึงเทพเจ้าทุกพระองค์ทั่วทั้งจักรวาล จึงทำให้เสียงระฆัง เป็นมหามงคลแก่ผู้ได้ยินเป็นอย่างยิ่ง นอกจากนี้เสียงระฆังยังมีความหมายในด้านการชำระจิตใจให้สะอาดบริสุทธิ์ รวบรวมกำลังบุญ หยุดยั้งความฟุ้งซ่าน และสามารถช่วยชำระล้างความอัปมงคลออกจากสถานที่นั้นๆ หรือขับไล่ความชั่วร้ายให้ออกไปจากจิตใจได้อีกด้วย
กลับมาสู่ฝั่งของพระพุทธศาสนา ที่ตั้งแต่สมัยพุทธกาล การใช้เสียงระฆังส่งสัญญาณต่างๆ ก็เป็นสิ่งที่ถือปฏิบัติกันเป็นปกติในหมู่สงฆ์ ดังในอรรถาธิบายในกรณียเมตตสูตร จากพระสุตตันตปิฎก ที่มีปรากฏว่า “พระผู้มีพระภาคเจ้าครั้นทรงยังเทศนา (กรณียเมตตสูตร) ให้จบ อย่างนี้แล้ว จึงตรัสกับภิกษุเหล่านั้นว่า ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย พวกเธอจงไป จงอยู่ในราวป่านั้น และถือเอาสูตรนี้ จงเคาะ ‘ระฆัง’ ประชุมกันในวันเป็นที่ฟังธรรม… กระทำธรรมกถา สอบถาม อนุโมทนา เสพ เจริญ ทำให้มาก ซึ่งกรรมฐาน…”
และการตีระฆังก็มิใช่มีเพียงสมัยของพระพุทธเจ้าพระองค์นี้เท่านั้น ในอดีตสมัยของพระพุทธเจ้าผู้มีพระนามว่า กัสสป ก็มีการใช้ระฆังเป็นเครื่องบอกสัญญาณการออกบิณฑบาตของพระสงฆ์ ดังมีปรากฏใน พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย คาถาธรรมบท อีกด้วย
นอกจากนี้ “ระฆัง” ยังเป็นวัตถุที่ตั้งของบุญกุศลที่ผู้ฉลาดมักใช้ถวายแก่หมู่สงฆ์เพื่อประโยชน์และความสุขแก่ตนอยู่เนืองๆ เช่น นางวิสาขามหาอุบาสิกา ผู้เป็นพระอริยบุคคลตั้งแต่อายุ 7 ขวบ เมื่อคราวสร้างวัดบุพพาราม ถวายแก่พระพุทธเจ้าพร้อมด้วยหมู่ภิกษุสงฆ์ ท่านได้สร้างระฆังทองใบขนาดย่อม เพื่อประดับไว้รอบชายคา โลหะปราสาท โดยความตั้งใจว่า เวลามีลมพัดกระดิ่งกระทบกับระฆัง จะเกิดเสียงดังกังวานสดใส ให้เป็นนิมิตหมายแห่งสติและการตื่นรู้ อีกทั้งยังหมายให้เกิดเป็นเสียงบุญ ส่งสัญญาณสู่ผู้อยู่ใกล้เคียงวัด ให้นึกถึงคุณงามความดีของพระพุทธศาสนา อันจะเป็นประตูสู่สรวงสวรรค์ได้อีกด้วย
ด้วยเหตุที่ ระฆัง คือ สิ่งสำคัญที่ทำให้ “การปฏิบัติธรรม” ของพระสงฆ์, ผู้อยู่อาศัยในวัด หรือชุมชนชาวพุทธรอบวัด ได้เริ่มต้นขึ้นในแต่ละวันตั้งแต่เช้าตรู่ อีกทั้งเสียงระฆัง ยังเป็นสัญญาณเตือนให้พระที่จำพรรษาในอาวาสนั้นออกมาดูแลกันและกัน เวลาที่เจ็บป่วย หรือมีเหตุจำเป็นต่างๆ ดังนั้นชาวพุทธผู้มีปัญญาจึงนิยมถวายระฆัง ให้แก่วัดเพื่อสร้างบุญกุศลให้แก่ตนและครอบครัว
โบราณจารย์ได้กล่าวถึงอานิสงส์แห่งการถวายระฆังไว้มากมายเหลือประมาณ เช่น ทำให้ผู้ถวายมีชื่อเสียงโด่งดัง มีเกียรติคุณเกริกไกล มีคนนับหน้าถือตามาก อีกทั้งยังเป็นที่รักแก่มนุษย์และเทวดา ทั้งหลาย ซึ่งอานิสงส์นี้สามารถติดตัวข้ามภพชาติไปได้อย่างยาวนาน ด้วยเหตุนี้ ดารานักแสดง หรือ คนในวงการบันเทิง จึงนิยมสร้างระฆังถวายวัดกันมาก
อานิสงส์ในด้านอื่นของผู้ที่ถวายระฆังไว้ในพระพุทธศาสนา คือ เมื่อต้องเกิดอีกจะเป็นผู้มีแก้วเสียงไพเราะก้องกังวาน ไม่เป็นใบ้ หูไม่หนวก มีคำพูดศักดิ์สิทธิ์ เป็นที่ยอมรับน่าเชื่อถือ เจรจากิจการงานใดย่อมสำเร็จประโยชน์ได้ง่ายกว่าปกติ เป็นต้น ด้วยประโยชน์ในแง่นี้ กลุ่มนักธุรกิจที่ต้องการชื่อเสียง ต้องการความสะดวกในการติดต่อเจรจาค้าขายจึงนิยมสร้างระฆังถวายวัดด้วยเช่นกัน
เสียงระฆังสำหรับผู้มีบุญ ย่อมบังเกิดบุญทุกขณะเมื่อได้สดับ และย่อมสร้างกุศลให้เกิดขึ้นเสมอเมื่อได้ยิน…
พระเฉลิมชาติ ชาติวโร
พระธรรมทูตเชิงลึกแดนพุทธภูมิ
สถาบันโพธิคยาวิชชาลัย ๙๘๐