มีความสุขกับการแสดงภาพยนตร์ “ใจฟู..สตอรี่” ตอน “คนตรงข้าม” สำหรับนางเอกสาว ‘เอสเธอร์ สุปรีย์ลีลา’ ที่จับคู่พระเอกมาดติสต์ ‘ณัฏฐ์ กิจจริต’

โดยเจ้าตัวให้สัมภาษณ์ถึงบทบาทการแสดงในภาพยนตร์เรื่องดังกล่าว พร้อมอัพเดตธุรกิจร้านกาแฟ K+E CAFE และร้านอาหารสุปรีย์ รวมถึงความรักกับแฟนหนุ่ม ‘เคน ภูภูมิ’

ภาพยนตร์ “ใจฟู..สตอรี่” เรื่องนี้บทบาทเป็นอย่างไร?
เอสเธอร์ – “เรื่องนี้รับบท จิงจิง ผู้หญิงห้าวๆ คาแร็กเตอร์ค่อนข้างใกล้เคียงตัวเองตรงที่เป็นคนสบายๆ เรียบง่าย เรื่องนี้การทำงานมีความสุขมาก ไม่ต้องแบกรับความกดดันและความเครียด บทเป็นเชิงคอมเมดี้ฟีลกู๊ด ดราม่า น้อยมาก ไม่เคยเล่นอะไรแบบนี้”

“ตอนที่หนูเล่นคือ คนตรงข้าม เล่นคู่กับ พี่นัท (ณัฏฐ์ กิจจริต) รู้จักกันตรงระเบียง อพาร์ตเมนต์ ในเรื่องเจอกันน้อยมากๆ ด้วยเราถ่ายกันคนละตึก บางวันต้องถ่ายรับหน้าเขาคนเดียว บางวันรับหน้าเรา ในเรื่องเจอพี่นัท 2 ฉากถ้วนที่เห็นหน้าเราทั้งสองคน ที่เหลือไม่เจอเลย แล้วในเรื่องนี้หนูถ่ายแค่ 2 วันจบเลย ทุกอย่างเร็วมาก”

เท่ากับเราต้องเล่นคนเดียวซะส่วนใหญ่ ยากไหม?
เอสเธอร์ – “สำหรับหนูไม่ยาก มันยากแค่ว่าต้องเล่นคนเดียว ที่เหลือก็แฮปปี้ เสื้อผ้าไม่ต้องเปลี่ยนเยอะ เพราะในเรื่องเป็นแอร์โฮสเตสแล้วกลับมากักตัว 14 วันในคอนโดฯตัวเอง เป็นเรื่องราวของคนยุคใหม่ที่เจอสถานการณ์โควิด ต่างคนต่างมีเรื่องราวของตนเอง เรื่องนี้มีความเป็นมนุษย์มาก บทหนังไม่ได้เยอะไปหรือน้อยไป ที่ตัดสินใจรับเล่นเรื่องนี้เพราะบท พออ่านบทแล้วตลก มันตลกด้วยสถานการณ์ที่เรียลมาก จนกลายเป็นตลกของมันเอง บทมันธรรมชาติ”

งานละครล่ะ?
เอสเธอร์ – “มีรับไว้แล้ว รอบท อย่างเดียว เรื่องนึงบทดราม่า อีกเรื่องบทจะน่ารัก แฟนตาซีหน่อยๆ ก็ยังคงเป็นละครของช่องวัน ตอนนี้ยังแฮปปี้กับการเป็นนักแสดงอิสระ แต่ส่วนใหญ่ จะร่วมงานกับช่องวัน จริงๆ ก็เหมือนสัญญาใจ ผู้ใหญ่ในช่องดูแลเรา แต่เราก็ยังสามารถเล่นละครกับช่อง อื่นได้”

นอกจากงานแสดง เรายังมีธุรกิจ เป็นยังไงบ้างในช่วงโควิด?
เอสเธอร์ – “ธุรกิจตอนนี้มีร้านอาหาร ร้านกาแฟ ที่น่าเป็นห่วงคือร้านอาหาร รายรับไม่พอกับรายจ่ายเลยหมุนเงินไม่ค่อยทัน ตอนนี้พยายามปรับเปลี่ยน ว่าจะเปลี่ยนโลเกชั่นร้านใหม่ เปลี่ยนระบบจัดการหลังบ้านใหม่ ลองดูอีกสักตั้ง ส่วนร้านกาแฟ มันเลี้ยงตัวเองได้ แล้วฟิกซ์คอร์สไม่เยอะเท่าร้านอาหาร”

เข้าเนื้อไปกี่หลักแล้ว?
เอสเธอร์ – “ไม่เคยนับ น่าจะ 6 หลักปลายๆ ใกล้ 7 หลักแล้ว เปิดร้านมา 3 ปี เปิดช่วงโควิดลงพอดี เปิดได้แป๊บเดียวเจอล็อกดาวน์ ล็อกดาวน์ 6 เดือนทุกอย่างก็มาหมด แต่สู้ค่ะ เพราะใจรัก แล้วดื้อกันทั้งบ้าน ไม่มีใครถอย (หัวเราะ) ต้องขอบคุณธุรกิจต้นไม้ที่ทำให้ยืนหยัดมาได้ถึงทุกวันนี้”

ต้นไม้ ตอนนี้ขยายไปขนาดไหนแล้ว?
เอสเธอร์ – “ถ้าไม่ขายตอนนี้ก็ขึ้นถึงหลังคาแล้วค่ะ (หัวเราะ) กลายเป็นภาระมาก มีช่วงหนึ่งที่พี่เคนไม่ยอมขาย เพราะเขารักทุกต้น แต่จะรักทุกต้นไม่ได้ เพราะต้นไม้เดือนหนึ่งมันขึ้นหลายใบ แล้วต้นก็ใหญ่ขึ้น ก็บอกว่าถ้าพี่เคนไม่ขายเลย มันจะกลายเป็นภาระ พื้นที่บ้านเราก็ไม่ได้ใหญ่ ต้องระบายออกบ้าง จนสุดท้ายนางยอมขาย จริงๆ อยากขยายสวนมาก แต่สถานการณ์ยังไม่สู้ดี เก็บเงินไว้ก่อน คือรายได้จากธุรกิจต้นไม้ มันเลี้ยงเราได้เลย ขอบคุณมากๆ ที่เข้ามาในช่วงโควิด เพราะตอนนั้นเราว่าง ก็ศึกษาลงมือทำ พอทำแล้วเลี้ยงชีพได้ดีเลย ขอบคุณที่สนใจเรื่องต้นไม้ตอนนั้นค่ะ”

แผนชีวิตคู่ตอนนี้วางไว้อย่างไร?
เอสเธอร์ – “อีกนานเลยค่ะ คู่เราคบกันปีนี้เข้าปีที่ 7 ถามว่ากังวลไหม ไม่นะคะ เพราะทุกๆ ปีก็ท้าทายขึ้นเรื่อยๆ ตามจังหวะชีวิต ขึ้นอยู่กับว่าเราคุยกัน ทำความเข้าใจกัน ในช่วงยุควัยที่เปลี่ยนไปของแต่ละคนได้มันก็โอเค ก็ทำวันนี้ให้ดีที่สุด ส่วนคุณพ่อคุณแม่ท่านชิลมาก เหมือนให้เราตัดสินใจเองเป็นหลัก แต่เขาก็คอยดูอยู่ห่างๆ”

ครั้งก่อนที่เราบอกว่าโอเคนะถ้าจะอยู่ก่อนแต่ง มีฟีดแบ็กอะไรกลับมาบ้าง?
เอสเธอร์ – “ไม่มีใครพูดถึงเลย หนูว่าเรื่องแบบนี้แล้วแต่บุคคล ไม่ได้ฟิกซ์ว่าอะไรถูก หรือผิด ขึ้นอยู่กับเราสบายใจแบบไหน เรื่องแต่งงานคงไม่ใช่เร็วๆ นี้ อยากให้ธุรกิจที่หนูรักไปได้ก่อนค่ะ”

กับเคน ยังต้องปรับจูนกันอยู่ไหม?
เอสเธอร์ – “จูนทุกปี จูนทุกวันค่ะ ต้อง จูนกันไปจนแก่เฒ่า (หัวเราะ) คือพี่เขายิ่งแก่ ยิ่งอินดี้หนัก บางทีก็ตามไม่ทัน หนูรู้สึกว่าคนสองคน มันมีความเป็นตัวเอง ยิ่งรู้จักกันไปนานๆ ความเป็นตัวเองก็สูงขึ้น เราต้องเข้าใจในแบบของเขา เขาก็ต้องเข้าใจในแบบของเรา ถ้าเรายอมรับกันได้ก็โอเคค่ะ”

อนงค์ จันทร

ติดตามข่าวสด

ข่าวเด่นประจำวัน