บรรยากาศการเมืองเขม็งเกลียว หลังประธานสภาส่งคำร้องฝ่ายค้านไปถึงศาลรัฐธรรมนูญ ขอให้วินิจฉัยวาระนายกฯ 8 ปีของพล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา
นอกจากลุ้นว่าศาลจะรับคำร้องหรือไม่ ถ้ารับแล้วจะมีคำสั่งให้หยุดปฏิบัติหน้าที่หรือไม่
อีกคำถามที่สังคมสงสัยคือ ระยะเวลาพิจารณาคดีหลังมีคำสั่งรับคำร้องไว้วินิจฉัย จะนานกี่วัน กี่เดือน ก่อนหรือหลังเอเปกเดือนพ.ย.
เรื่องนี้อัยการผู้เชี่ยวชาญ ดร.ธนกฤต วรธนัชชากุล จากสำนักงานอัยการสูงสุด ให้ความรู้ความเห็นส่วนตัวทางวิชาการด้านกฎหมาย
สรุปใจความได้ว่า ปัจจุบัน ศาลรัฐธรรมนูญแต่งตั้งคณะตุลาการ 2 คณะ เพื่อพิจารณาว่าจะรับคำร้องไว้วินิจฉัยหรือไม่ แต่ละคณะมีตุลาการ 4 คน
เมื่อได้รับคำร้อง หน่วยงานธุรการ จะส่งเรื่องให้คณะตุลาการคณะใดคณะหนึ่ง พิจารณาภายใน 2 วัน ว่าจะรับหรือไม่รับคำร้อง
อย่างไรก็ตาม ในคดีสำคัญจำเป็นเร่งด่วน ศาลรัฐธรรมนูญคณะใหญ่ 9 คน อาจเป็น ผู้พิจารณาและมีคำสั่งว่าจะรับคำร้องไว้หรือไม่ แทนที่จะเป็นตุลาการคณะเล็กข้างต้น
ซึ่งกรณีนี้ศาลรัฐธรรมนูญต้องพิจารณาและมีคำสั่งภายใน 5 วัน
สำหรับคดีวาระนายกฯ ครบ 8 ปีหรือไม่ รัฐธรรมนูญไม่ได้กำหนดกรอบเวลาพิจารณาไว้ แตกต่างจากคดีบางประเภทที่กำหนด 15 วัน 30 วัน 60 วัน เป็นต้น
คดีนายกฯ 8 ปี ต้องส่งสำเนาคำร้องให้ผู้ถูกร้องคือพล.อ.ประยุทธ์ ซึ่งมีเวลายื่นคำชี้แจงแก้ข้อกล่าวหาภายใน 15 วัน
ในคดีสำคัญเร่งด่วน ศาลอาจกำหนดระยะเวลาน้อยกว่า 15 วัน เพื่อให้การพิจารณาคดีรวดเร็วขึ้น
ปัจจัยอีกอย่างคือ การพิจารณาคดีของศาลรัฐธรรมนูญใช้ระบบไต่สวน ทำให้มีอำนาจใช้ดุลพินิจพิจารณาพยานหลักฐานได้กว้างขวาง
หากศาลเห็นว่าคดีใดเป็นปัญหา ข้อกฎหมาย หรือมีพยานหลักฐานเพียงพอ จะพิจารณาวินิจฉัยได้ ศาลมีอำนาจพิจารณา และวินิจฉัยคดีโดยไม่ทำการไต่สวนก็ได้
ดังนั้น หากศาลรัฐธรรมนูญเห็นว่า ประเด็นระยะเวลาดำรงตำแหน่งของ นายกฯ ครบ 8 ปีตามรัฐธรรมนูญแล้ว หรือไม่ เป็นปัญหาข้อกฎหมาย หรือมีพยานหลักฐานเพียงพอพิจารณาวินิจฉัยได้
ศาลมีอำนาจพิจารณาและวินิจฉัยคดีได้โดยไม่ต้องทำการไต่สวน ซึ่งจะทำให้ขั้นตอนในกระบวนพิจารณาคดีหลายอย่าง ถูกตัดออกไป
ส่งผลให้การพิจารณาคดีสั้นและรวดเร็ว กว่าคดีที่ต้องทำการไต่สวนตามขั้นตอนปกติ
ตามที่มีกระแสข่าวในสื่อล่าสุด ว่าอาจใช้ เวลาราว 1 เดือน