ระดับขั้นของคน ‘สายมู’

ฝึกจิต

ในช่วงเศรษฐกิจขาลง ปนกับพิษโควิด-19 ยังไม่เลิก ผู้คนจำนวนมากจึงหันหาที่พึ่งทางจิตใจ ด้วยการเข้าวัดทำบุญ หาหมอดู ทำพิธีกรรมเสริมโชคลาภตามความเชื่อในสำนักครู หรือตำหนักทรงต่างๆ และการหาเครื่องรางขลังพกติดตัว เหล่านี้เรียกรวมกันว่า “สายมู” หรือ “มูเตลู”

คำว่า มูเตลู มาจากชื่อภาพยนตร์เก่าจากอินโดนีเซียที่เคยนำมาฉายในประเทศไทย เมื่อประมาณ 28 ปีก่อน ซึ่งหนังเรื่องนั้นชื่อว่า “มูเตลู ศึกไสยศาสตร์” อันเป็นเรื่องราวของผู้หญิงสองคนที่ใช้คาถาอาคมและเวทมนตร์ แย่งชิงชายที่หมายปอง!

แต่ปัจจุบันคำว่า สายมู หรือ การมู ก้าวหน้าไปมากกว่านั้น เพราะนอกจากไสยศาสตร์แล้ว ยังรวมไปการทำบุญให้ทาน การเดินสายขอพรตามวัดต่างๆ การทำพิธีกรรมเสริมดวง การไหว้เจ้า ปักธูปกลางแจ้ง ตั้งโต๊ะบวงสรวง ตลอดจนการกระทำทุกอย่างให้ชีวิตดีขึ้นด้วยการพึ่งศาสนา ความเชื่อ พิธีกรรม และวัตถุมงคล

วิธีการมู ก็มีระดับขั้น โดยแบ่งออกเป็น 5 ชั้น ซึ่งเชื่อว่า คนส่วนใหญ่ยังไม่ทราบ คือ

1. การมูกับผี! รวมถึงไสยศาสตร์มนต์ดำ อันเป็นการมูในระดับต่ำสุด เช่น ทำพิธีไสยศาสตร์กับหมอผี ขอพรศาลเจ้าพ่อ เจ้าแม่ตามทางสามแพร่ง เซ่นผีพราย ไหว้กุมารทอง บูชาผี ตามต้นไม้ สักการะศาลเพียงตา ตลอดจนรับขันธ์เปรต จำพวก มหิธกาเปรต หรือ เปรตจำพวกที่มีฤทธิ์ เหล่านี้ถือเป็นการมูกับผี ซึ่งเหมือนจะดีในช่วงแรก แต่ที่สุดก็มักจะไปไหนไม่รอด ใน ระยะยาวต้องวนเวียนกลับไปกลับมาอยู่กับสำนักหรือตำหนัก เหล่านี้ ไม่สามารถออกจากวังวนไปสู่การพึ่งตนเองได้

2. การมูกับเทพระดับต่ำ คือ การขอพรกับเจ้าที่เจ้าทาง การไหว้ตี่จู้เอี๊ยะ การขอพรเทพ ขอความรักจากกามเทพ ผูกด้ายแดงกับผู้เฒ่าจันทรา การบูชายักษ์ หรือ อสูรบางจำพวก การไหว้ศาลหลักเมือง ขอเลขกับต้นตะเคียน หรือ ไม้มงคลภายในวัด เป็นต้น ซึ่งในระดับนี้ ส่วนใหญ่ไม่ค่อยมีโทษใด แต่กำลังขอเทพเหล่านี้ก็มีจำกัด อาจไม่ได้ให้ดังที่ขอแบบฉับพลันทันด่วน เพราะท่านมีกฎ มีระเบียบของท่านเนื่องจากความเป็นเทวดา จึงต้องดูวาระ ดูบุญของผู้ที่ขอประกอบด้วย

3. การมูกับสัตว์เทพ เช่น พญานาค พญาครุฑ เสือ สิงห์ ปี่เซียะ กิเลน มังกร หรือ พวกสัตว์เทพทั้งสี่ของจีน เป็นต้น ซึ่งการมูกับสัตว์เทพพวกนี้ ค่อนข้างได้ง่าย เพราะสัตว์เทพเหล่านี้ก็มีฤทธิ์มีกำลังตามสมควร และมักไม่ค่อยคิดมาก เพียงเห็นใครบูชาสักการะตนด้วยศรัทธาก็ชอบใจ ก็อาจช่วยให้สมประสงค์โดยง่าย แต่! ขอเสียคือ จะทำให้เกิดความยึดติดในสัตว์เทพนั้นๆ จนมีจิตผูกพัน เมื่อตายก็มักกลายไปเป็นบริวารของสัตว์เทพเหล่านี้ ซึ่งส่วนใหญ่ สัตว์เทพมักเป็นสัตว์เดรัจฉานกึ่งทิพย์ แม้จะมีฤทธิ์มาก แต่ก็อยู่ในภูมิที่ต่ำกว่าความเป็นมนุษย์ และไม่สามารถบรรลุธรรมได้ ดังนั้นเมื่อถึงที่สุดแล้ว จึงนับว่าเป็นการขาดทุนอยู่ไม่น้อย

4. การมูกับเทพระดับสูง คือ พรหม เทพ เทวดา ที่สูงโดยตำแหน่ง หรือ สูงด้วยคุณธรรม ซึ่งมีอยู่ไม่น้อยที่นิยมในบ้านเรา เช่น ท้าวเวสสุวัณ พระอินทร์ พระอิศวร ท้าวมหาพรหม เจ้าแม่ กวนอิม เป็นต้น ท่านเหล่านี้มีฤทธิ์มีเดชมาก แต่ก็ไม่ใช่ว่าจะประทานพรให้บังเกิดความสำเร็จได้กับทุกคน เพราะท่านเหล่านี้ล้วนเคารพกฎแห่งกรรม ต้องบุญวาสนาบารมีถึง จึงจะสมประสงค์ได้ การมูกับเทพระดับนี้ ไม่มีโทษใดๆ

5. การมูกับพระ คือ ไปขอพรพระพุทธรูปศักดิ์สิทธิ์ ขอบารมีพระรัตนตรัย ขอพรองค์หลวงปู่หลวงพ่อที่ศักดิ์สิทธิ์ ซึ่งการมูในระดับนี้ถือเป็นขั้นสูงสุด เป็นการมูที่ปราศจากโทษ แต่มักต้องใช้บุญกุศลเข้าแลก เช่น ต้องถวายสังฆทาน รักษาศีล หรือ ปฏิบัติธรรม 3 วัน 7 วัน เป็นต้น

ทั้งนี้ เรื่องของการมู ไม่เพียงแต่จะมีในเฉพาะมนุษย์เท่านั้น แม้แต่เทวดาก็มูเช่นกัน เพราะเทวดาเองก็แสวงหาความสุข แสวงหาสิ่งที่เป็นมงคล แสวงหาสิ่งที่จะทำให้ชีวิตตนเองดียิ่งขึ้นไป จนพวกเทวดาเคยถกเถียงกันให้วุ่นวายไปทั้งสวรรค์เป็นเวลายาวนานถึง 12 ปีเต็ม ในที่สุดท้าวสักกเทวราช จึงต้องให้ไปถามพระพุทธเจ้าว่า อะไร คือ สิ่งที่เป็นมงคลสูงสุดอย่างแท้จริง พระพุทธเจ้าจึงได้ตรัส มงคล 38 ประการ!

เป็นอันว่า สุดยอดการมู หรือ สุดยอดมงคล ก็อยู่ในพระพุทธศาสนา อันเป็นเรื่องของการลงมือกระทำความดีด้วยตนเอง เมื่อทำดีเวลาใด เวลานั้นย่อมขึ้นชื่อว่าดี เมื่อลงทุนสร้างเหตุที่ดี อย่างไรผลก็ย่อมต้องออกมาดีอยู่วันยังค่ำนั่นเอง!

พระเฉลิมชาติ ชาติวโร
พระธรรมทูตเชิงลึกแดนพุทธภูมิ
สถาบันโพธิคยาวิชชาลัย ๙๘๐

ติดตามข่าวสด

ข่าวเด่นประจำวัน