อ่าน ‘การเมืองเรื่องเผด็จการ’
บุ๊กสโตร์
การเมืองข้นเข้ม “สำนักพิมพ์มติชน” มี 3 เล่มเข้มข้นมาชวนอ่านให้รู้เท่าทัน “เผด็จการ” ขาใหญ่ที่ผลักประชาธิปไตยไทยก้าวถอยหลัง
…“ระบอบลวงตา Behind the Illusion” ผลงาน สฤณี อาชวานันทกุล ที่ฉายภาพจะแจ้ง ค่าเสียหายที่เราจ่ายไปก่อนหน้านี้เป็นเพียงเงินต้นเท่านั้น คนรุ่นถัดไปยังคงต้องแบกรับภาระในการผ่อนจ่ายราคาของ “การรัฐประหาร” ไปอีกหลายปี
พาทะลวงระบอบลวงตานับจากการรัฐประหาร 2557 ที่คนไทยเริ่มจ่ายราคาค่างวดเป็นค่าเสียโอกาส ค่าโง่ ค่าเสรีภาพ ค่าประชาธิปไตย และรวมราคาที่จ่ายไปก็มากเกินประมาณ คำถามคือ เหตุใดคนไทยจึงยอมจ่าย หรือที่จริงมีอะไรลวงตาสังคมไทยอยู่

หนังสือเล่มนี้เสมือนยาหยอดตาแก้อาการตาบอดการเมืองอันเป็นโรคประจำถิ่นของระบอบลวงตา เผยให้เห็น “ภาพลวงตา” ที่มิเพียงแต่พรางตาคนไทยบางกลุ่ม แต่ยังพร่าเลือน บิดพลิ้ว และล่อหลอกสังคมให้เห็นว่าระบอบเผด็จการไทย “อย่างน้อยก็ชั่วร้ายน้อยกว่า” (lesser evil) จนกลายเป็นเหตุผลในการ ยอมทน ยอมเจ็บ ยอมจ่าย ของคนไทยในระบอบประยุทธ์
อ่านทะลุไปมองเห็นว่าอะไรลวงตาเราอยู่บ้าง และอะไรกันแน่คือโซ่ตรวนที่ทำให้การเมืองไทยยากที่จะขยับไปข้างหน้า ทั้งแจกแจงให้เห็นว่าที่ผ่านมาเราได้จ่ายค่าเสียหายเป็นอะไรไปแล้วบ้าง สำหรับการ “รัฐประหาร” ผ่านประเด็น การเมือง ความเหลื่อมล้ำ ความยุติธรรม และการฉ้อฉลเชิงอำนาจ เป็นต้นว่า “โซ่ตรวนยุทธศาสตร์ชาติ 20 ปี” “การปฏิรูปที่ไม่เป็นประชาธิปไตย” “การทุจริตคอร์รัปชั่น” “ขั้นกว่าของตุลาการ ภิวัตน์” และ “การฉ้อฉลเชิงอำนาจของระบอบประยุทธ์”
“วันนี้เมื่อมองย้อนกลับไป ผู้เขียนเห็นว่าไม่มีเรื่องใดที่สำคัญต่อการพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมไทยให้ก้าวไปข้างหน้า เท่ากับการช่วยกันอธิบายความเลวร้ายของระบอบอำนาจนิยม (ซึ่ง ผู้เขียนอธิบายในหนังสือเล่มนี้ว่า สมควรเรียกว่า “ฟาสซิสต์”) ที่ครองอำนาจอยู่ปัจจุบัน ให้สังคมไทยบรรลุ “ฉันทามติ” ว่า ระบอบนี้ไม่มีวันนำพาประเทศไปสู่ความเจริญได้ เนื่องจากมุ่งสืบทอดอำนาจของคนกลุ่มน้อยมากกว่ากระจายความเจริญให้กับคนทั้งประเทศ อีกทั้งยังมีโลกทัศน์และทัศนคติที่คับแคบและล้าหลัง ราวกับยังติดอยู่ในสมัยสงครามเย็นเมื่อครึ่งค่อนศตวรรษที่แล้ว”
…“อุปถัมภ์ค้ำใคร : การเลือกตั้งไทยกับประชาธิปไตยก้าวถอยหลัง” ผลงาน “เวียงรัฐ เนติโพธิ์” ที่เสนอเนื้อหานอกจากนำทำความเข้าใจหลากหลายรูปแบบของระบบอุปถัมภ์ที่มีอยู่ในการเมืองไทย ยังเสมือนเป็นบันทึกประวัติศาสตร์ร่วมสมัยที่ ชี้ให้เห็นว่าหลังการรัฐประหาร คสช. และเครือข่ายอุปถัมภ์ที่รายล้อม เข้ามาบ่อนทำลายความเป็นประชาธิปไตยในระบบเลือกตั้งอย่างไร
ตีแผ่ความสัมพันธ์แบบอุปถัมภ์ในระบอบอำนาจนิยมที่ประกอบสร้างขึ้นจากคณะรัฐประหารครั้งล่าสุด กระบวนการทำลายประชาธิปไตยตลอดหลายปีที่ผ่านมา พร้อมกับชี้ชวนให้เห็นความพยายามก่อร่างและเปลี่ยนแปลงความสัมพันธ์แบบอุปถัมภ์ภายใต้ระบอบ คสช. ซึ่งเป็น “สาเหตุ” ส่วนสำคัญที่นำพาประชาธิปไตยไทยก้าวถอยหลังไปในยุคที่เก่ากว่า นำไปสู่ความถดถอยทางการเมืองที่ส่งผลต่อภาพรวมการพัฒนาของประเทศมาอย่างยาวนาน
หนังสือเล่มนี้มุ่งตอบคำถามสำคัญ 2 ประเด็นหลักๆ คือ 1 ระบอบการเมืองส่งผลอย่างไรต่อความสัมพันธ์แบบอุปถัมภ์ ในเครือข่ายทางการเมือง และ 2 ระบอบอำนาจนิยมของ คสช. ใช้กลไกอะไรทำลายและสร้างเครือข่ายทางการเมือง เพื่อให้ได้เปรียบในการเลือกตั้งเมื่อปี 2562 ที่ผ่านมา
“ความสัมพันธ์ภายใต้ระบอบ คสช. เป็นความสัมพันธ์แบบอุปถัมภ์ที่มีคุณภาพต่ำที่สุด ล้าหลังที่สุด ไม่ก่อให้เกิดพลวัตเพื่อการพัฒนาต่อไปได้”

…“กำเนิด ‘ประเทศไทย’ ภายใต้เผด็จการ” ภิญญพันธุ์ พจนะลาวัณย์ พาย้อนกลับไปสำรวจถึงการเมืองไทยในทศวรรษ 2500 (พ.ศ.2500-2510) ซึ่งนับเป็นช่วงการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ในสังคมไทย โดยเฉพาะด้านการเมืองการปกครองที่กลุ่ม “อำนาจทหาร” อย่าง จอมพลสฤษดิ์ ธนะรัชต์ ก้าวขึ้นมาเป็นนายกรัฐมนตรี
ซึ่งแม้จะปกครองด้วยระบอบ “เผด็จการพ่อขุนอุปถัมภ์” แต่ปฏิเสธไม่ได้เลยว่าเป็นยุคที่ประเทศไทยก้าวไปสู่ยุคพัฒนา เกิดถนนหนทางจากกรุงเทพฯ สู่ท้องถิ่น พร้อมสิ่งอำนวยความสะดวกในทุกด้าน ดังประโยคที่ทุกคนคุ้นหูกันอย่าง “น้ำไหล ไฟสว่าง ทางสะดวก” ชี้ชวนให้เห็นถึงการยึดโยงและ “ความรู้สึกร่วม” ในการเป็นคนไทยและประเทศไทยของคนในประเทศ จนอาจเรียกได้ว่าความเป็นไทยยุคสมัยจอมพล ป.พิบูลสงครามคือของปลอม แต่ยุคสมัยจอมพลสฤษดิ์ คือไทยจริง
แต่ความสะดวกสบายดังกล่าว แลกมาด้วยนัยยะซ่อนเร้นด้านการเมืองการปกครอง ซึ่งน้อยคนนักที่จะรู้ถึงการแทรกซึมนี้ อันเป็นผลจากความพยายามและความสามารถของรัฐในการสร้าง “พื้นที่ประเทศไทย” ให้เกิดขึ้นภายใต้อำนาจรัฐเผด็จการ
ผู้สื่อข่าวหรรษา