น้ำชำระบาป ในพระพุทธศาสนา
ฝึกจิต
เมืองราชคฤห์ ประเทศอินเดีย ในอดีตเคยเป็นเมืองหลวงของอาณาจักรยิ่งใหญ่อย่างแคว้นมคธ ที่โดดเด่นทั้งเศรษฐกิจการค้า ทั้งการศึกษา จนเจ้าลัทธิส่วนใหญ่ในแผ่นดินชมพูทวีปล้วนไปปักหลักอยู่บนแว่นแคว้นนี้ แม้แต่องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ก็เสด็จไปประกาศพระศาสนาที่เมืองนี้ ต่อจากการเสด็จไปโปรดปัญจวัคคีย์ ณ ป่าอิสิปตนมฤคทายวัน จนสามารถเปลี่ยนพระราชาและชาวเมืองส่วนใหญ่ ให้หันมาเลื่อมใสนับถือพระพุทธศาสนา และทำให้เมืองราชคฤห์ ตลอดจนมคธทั้งแคว้นกลายเป็นฐานที่มั่นสำคัญให้กับพระศาสนาสืบมา
ผ่านมา 2500 ปี เมืองราชคฤห์ ก็ยังคงเป็นสถานที่มีผู้คนอยู่อาศัย แม้ไม่ได้ยิ่งใหญ่เหมือนในอดีต แต่ก็ยังหลงเหลือร่องรอยของพุทธสถานอยู่มากมาย เช่น วัดเวฬุวัน อารามแห่งแรกในพระพุทธศาสนา พระคันธกุฎี ที่ประทับบนยอดเขาคิชฌกูฏ ถ้ำสัตตบรรณคูหา สถานที่ทำสังคายนาพระธรรมวินัยครั้งที่ 1 จนกำเนิด พระไตรปิฎกในพระพุทธศาสนา
ซึ่งวัดพุทธหรือสถานที่สำคัญในอดีต ปัจจุบันมีหลายแห่งได้เปลี่ยนมือมาอยู่ในการครอบครองของศาสนาฮินดู โดยสิ่งที่สร้างศรัทธาให้ชาวฮินดูจนหลั่งไหลมาจากทั่วประเทศมากที่สุดอย่างหนึ่งของเมืองในปัจจุบัน คือ ตโปธาร บ่อน้ำพุร้อนศักดิ์สิทธิ์ ที่ชาวฮินดูเชื่อว่าสามารถชำระล้างบาป และเป็นที่อาบน้ำแบ่งชนชั้นวรรณะ ทั้ง 4 ของคนในศาสนานี้
ที่ตโปธาร คนแต่ละวรรณะต่างก็อาบกันตามฐานะ ตั้งแต่วรรณะพรหมณ์ กษัตริย์ แพศย์ ศูทร ลดหลั่นกันลงไปตามชั้นต่างๆ น้ำที่คนชนชั้นบนอาบ จะไหลลงไปสู่คนชั้นล่างให้ได้อาบต่อ เมื่อลงไปสู่คนชั้นล่างสุดน้ำก็ดำสนิท และเต็มไปด้วยคราบไคล แต่ชาวฮินดูเหล่านี้ก็ยังคงตั้งหน้าตั้งตาอาบอย่างจริงจัง จนทำให้ได้คิดว่า สิ่งที่คนฮินดูอาบไม่ใช่เพียงแค่น้ำ แต่เป็นการอาบความเชื่อ อาบศรัทธา ว่าตนจะบริสุทธิ์ หายจากโรคภัยไข้เจ็บ ได้จากการได้อาบน้ำศักดิ์สิทธิ์แห่งนี้
ด้วยหลักชนชั้นวรรณะ คนฮินดูจะไม่อาบน้ำในชนชั้นที่ไม่ใช่ของตน เพราะถือเป็นการโกหกหลอกลวงเทพเจ้า ซึ่งคนแต่ละชนชั้น สามารถดูได้จากนามสกุล หรือ ดูได้จากการพูดจา ผิวพรรณวรรณะ และลักษณะกิริยาท่าทาง ก็เปรียบกับที่คนไทย ที่อาจพอมองกันออกว่า ใครเป็นคนภาคใต้ คนภาคเหนือ คนภาคอีสาน หรือ คนภาคกลาง เป็นต้น
เรื่องของวรรณะ อยู่กับคนฮินดูมาตั้งแต่เกิด จนถึงตาย แม้แต่การเผาศพ ก็ต้องแบ่งสูงต่ำตามวรรณะเช่นเดียวกัน เป็นกฎทางศาสนาที่ไม่อาจล่วงละเมิดได้ แล้วถามว่าทำไมเขาจึงไม่เปลี่ยนศาสนา นั่นเพราะคนฮินดู จำนวนมากไม่ได้รู้สึกเป็นทุกข์ กับการที่เขาเกิดมา ในวรรณะต่ำ และถูกกระทำในฐานะคนวรรณะล่าง เพราะการถูก หล่อหลอมให้ยอมจำนนรับสภาพ มาโดยความเชื่อที่ฝังรากหยั่งลึกมานับพันปี จนยากจะถอดถอน
บางทีคนไปเยือน คนไปเห็น อย่างพวกเราชาวไทย ก็กลับกลายเป็นคนทุกข์เสียยิ่งไปกว่าเขาอีก! และยังทำให้คนไทยหลายคนได้สติขึ้นมาว่า “บุญเหลือเกิน” ที่ได้นับถือพระพุทธศาสนา อันเป็นศาสนาแห่งเสรีภาพ ไม่มีการบังคับฝืนใจ ขึ้นอยู่กับปัญญาของแต่ละคน ว่าต้องการความดีหรือความสุขในระดับไหน หรือถ้าต้องการพ้นทุกข์อย่างถาวร หลักธรรมในพระพุทธศาสนานี้ก็ยังคงสมบูรณ์
บ่อน้ำพุร้อนแห่งนี้ มีมาตั้งแต่สมัยก่อนพุทธกาล เป็นสถานที่เลื่องชื่อลือชาไปทั่วชมพูทวีปว่า เป็นน้ำพุร้อนศักดิ์สิทธิ์จากภูเขาเวภารบรรพต ที่สามารถรักษาโรคภัยไขเจ็บได้ จึงทำให้มีผู้คนทั้งใกล้ไกลเดินทางหลั่งไหลมาอาบน้ำชำระกายใจกันอย่างไม่ขาดสาย
พอถึงสมัยพุทธกาล ที่แห่งนี้ ได้กลายเป็น 1 ใน 16 อารามของพระพุทธศาสนา ในเมืองราชคฤห์ ชื่อว่า ตโปธาราม
ทั้งพระราชา พ่อค้า ประชาชน แม้กระทั่งพระภิกษุ ก็ชอบมาอาบสรงน้ำพุร้อนแห่งนี้ เพราะเป็นสถานที่อันผ่อนคลาย และน้ำพุร้อนสามารถรักษาโรคบางอย่างได้ แต่ด้วยความที่พระสงฆ์มาอาบกัน จนถี่ มีคราวหนึ่ง ทำให้พระเจ้าพิมพิสาร พระราชาแห่งแว่นแคว้น ต้องรอนานด้วยความเกรงใจพระสงฆ์ ที่สุดก็รอจนมืดค่ำ ทำให้กลับเข้าเมืองไม่ทันเวลาประตูเมืองปิด พอความทราบถึงพระพุทธเจ้า พระองค์จึงบัญญัติสิกขาบท ให้ภิกษุอาบน้ำได้ 15 วัน ต่อครั้งเท่านั้น โดยหมายเอาการอาบน้ำที่บ่อน้ำพุร้อนแห่งนี้
ปัจจุบัน ตโปธาร เป็นที่รู้จักของคนอินเดียทั่วไปในชื่อ วัดลักษมี นารายัน โดยยังคงเชื่อว่า ธารน้ำอุ่นนี้ไหลมาพรหมโลก ผ่านแม่น้ำสรัสวดี และมาสู่ภูเขาเวภารบรรพต จึงมีความศักดิ์สิทธิ์ สามารถชำระล้างบาป และทำลายโรคภัยไข้เจ็บได้ จึงดึงดูดคนชาวฮินดูจากทั่วอินเดียมาสู่สถานที่แห่งนี้
จะเห็นได้ว่า เรื่องของความเชื่อ เป็นสิ่งที่ฝังลึกจมลงในทิฏฐิ ได้โดยง่าย ถ้าเป็นมิจฉาทิฏฐิก็อันตรายข้ามภพชาติ ดังนั้น วันนี้หลักธรรมอันเป็นสัมมาทิฏฐิในพระพุทธศาสนายังคงสมบูรณ์แบบ ทั้งหลักการชำระจิตใจให้บริสุทธิ์ ก็ไม่จำเป็นต้องถ่อมาไกลถึงอินเดีย มาอาบน้ำศักดิสิทธิ์ เพียงแค่ทำกาย วาจา ใจ ของตนให้สุจริต มีศีล สมาธิ ปัญญา เพียงเท่านี้ ย่อมเข้าถึงความบริสุทธิ์หมดจดและศักดิ์สิทธิ์อย่างแท้จริง ชนิดที่มนุษย์หรือเทวดาหน้าไหนก็ดูถูกไม่ได้อีกต่อไป
พระเฉลิมชาติ ชาติวโร
พระธรรมทูตเชิงลึกแดนพุทธภูมิ
สถาบันโพธิคยาวิชชาลัย ๙๘๐