พลันที่ได้ยินคำพูดว่าด้วย “แรง” ว่าด้วย “บันดาล” จาก พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ
ไม่เพียงแต่แวดวง “สื่อ” บังเกิดอาการตื่นตะลึง หากแม้กระทั่งในแวดวง “ศิลปะ” ก็ทอดตามองและติดตามด้วยความสนใจอย่างเป็นพิเศษ
ต่อคำที่ว่า “ใช้ใจเป็นแรงบันดาล”
เนื่องจากนี่เป็นท่วงทำนองอย่างใหม่จาก พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ เกิดขึ้นในท่ามกลางการเปลี่ยนแปลงเป็นอย่างสูงในทางการเมือง
คำถามจึงอยู่ที่ว่ามี “แรงบันดาลใจ” มาอย่างไร
ไม่มีใครเชื่อว่าทั้งหมดนี้มาจากความริเริ่มของ พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ
ที่ไม่เชื่อมิได้เป็นการลบหลู่หรือดูหมิ่น หากแต่มองจากพื้นฐานที่เติบใหญ่มาทางด้านการทหาร อยู่ห่างไกลจากคำที่ว่า “แรงบันดาลใจ” เป็น อย่างยิ่ง
ต่างจาก พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ที่ชมชอบ “เสียงเพลง”
ขณะเดียวกัน ก็รับรู้ว่าทีมทำงานทางด้านการกำหนด “ภาพลักษณ์” ที่แวดล้อมโดยรอบกาย พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ มากด้วยความ ละเอียดอ่อน
นำเอาคำ “แรงบันดาลใจ” มาเป็นจุดเริ่ม
ทั้งหมดนี้สะท้อนความสัมพันธ์ระหว่าง “ใจ” กับ “แรง” ที่มีอยู่อย่างแนบแน่น
ความโดดเด่นอยู่ตรงที่ก่อนวันที่ 24 สิงหาคม ภาพของ พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ เป็นภาพ ของคนที่อ่อนแอจนโน้มเอนไปทางด้านปวกเปียก
เดินเหินก็ต้วมเตี้ยม ต้องมีคนประคอง คอยให้เกาะไหล่
แต่พอหลังจากวันที่ 24 สิงหาคม พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ ก็กลายเป็น “คนใหม่” ลงจากรถประจำตำแหน่งได้เองโดยไม่ต้องมีคนประคอง
นี่เป็นเพราะ “ใจ” บันดาลให้กลายเป็น “แรง” โดยแท้
ต้องยอมรับว่ารากฐานของ “แรงบันดาลใจ” มาเป็น “ใจบันดาลแรง” มีความประณีต
เป็นความประณีตอันสะท้อนความเป็น “การเมือง” ที่อยู่เหนือ “การทหาร” และ สัมพันธ์อยู่กับรากฐานในทาง “ศิลปะ” อย่าง เด่นชัด