อ่านประวัติศาสตร์การพิมพ์-ภาพถ่าย และบางกอก
บุ๊กสโตร์
“การพิมพ์มีพลังกระตุ้นการรับรู้หรือเรียนรู้สู่โลกกว้างที่ต่างจากเดิม (คือเรื่องโลกแบนมีแกนกลางเป็นเขาพระสุเมรุ) การพิมพ์ในไทยเป็นงานริเริ่มบุกเบิกของบาทหลวงชาวตะวันตกเพื่อพันธกิจทางศาสนา ส่วนข้อมูลข่าวสารเพื่อการรับรู้หรือเรียนรู้สู่โลกกว้างในเบื้องต้นเป็นผลพลอยได้จากการเผยแผ่คริสต์ศาสนา จึงต้องรอถึงเบื้องปลาย การพิมพ์จึงจะเป็นไปเพื่อแบ่งปันข้อมูลข่าวสารและความรู้สู่โลกกว้าง แต่หนทางสู่โลกใบใหม่ก็มักถูกผู้มีอำนาจรัฐรวมศูนย์ใช้อาญาสิทธิ์ปิดกั้น”
สุจิตต์ วงษ์เทศ บรรณาธิการ บอกเล่าไว้ดังนี้ถึงสาระของ “สยามพิมพการ : ประวัติศาสตร์การพิมพ์ในประเทศไทย” หนังสืออันมีต้นเรื่องมาจากปรารภ พ.ศ.2547 เมื่อ ขรรค์ชัย บุนปาน บอกว่าน่าจะชำระสะสางเรื่องราวความเป็นมาพื้นฐานเกี่ยวกับการพิมพ์ในประเทศไทยตั้งแต่สมัยดั้งเดิมเริ่มแรกจนถึงสมัยปัจจุบัน เช่น โรงพิมพ์ สำนักพิมพ์ และหนังสือพิมพ์

นำสู่การ “ทบทวนวรรณกรรม” ด้วยการสำรวจและอ่านเอกสารงานค้นคว้าวิจัยเกี่ยวกับการพิมพ์ในไทย พร้อมไปกับการปรึกษาหารือสอบถามผู้สันทัดโดยตรง ทำให้ได้ข้อมูลและหลักฐานมากมายมารวบรวมและเรียบเรียงใหม่เป็นประวัติศาสตร์ขนาดใหญ่ ฉายแจ่มชัดให้ได้เห็นประวัติศาสตร์การพิมพ์ตั้งแต่สมัยอยุธยาจนถึงทศวรรษ 2520
เล่าเรื่องราว ตำนาน และการเดินทางของคนกลุ่มหนึ่งที่นำความรู้จากโลกเก่าสู่โลกใหม่ รุ่นสู่รุ่น ทุ่มเทน้ำพักน้ำแรงหลีกเร้นกายอยู่หลังม่านความเปลี่ยนแปลงทั้งทางการเมือง เศรษฐกิจ และสังคม ซุ่มซ่อนส่งผ่านความรู้ในนามของนักเขียน บรรณาธิการ ปรู๊ฟ ช่างเรียงพิมพ์ สำนักพิมพ์ และ ฯลฯ หรือที่เรียกรวมๆ ว่า “คนทำหนังสือ”
สยามพิมพการแสดงให้เห็นความกระหายและฝันใฝ่ถึงความรู้ของผู้คนในอดีตนับตั้งแต่สมัยอยุธยาจวบจนถึงหลังกึ่งพุทธกาล อันเป็นมูลสารของพลังความเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ๆ ที่เกิดขึ้นบนหน้าฉากประวัติศาสตร์ไทยทุกยุคทุกสมัย
นอกจากประวัติการพิมพ์ที่บันทึกไว้ทั้งประวัติเทคโนโลยีการพิมพ์, ประวัติหนังสือพิมพ์ในประเทศไทย, ประวัตินิตยสารในประเทศไทย และประวัติสำนักพิมพ์ในประเทศไทย ยังมีบทวิเคราะห์ “ชาติไทยในสิ่งพิมพ์” ว่าด้วยบทบาทของบุคคล สังคม ที่มีผลกระทบต่อการพิมพ์ในยุคเริ่มแรกของไทย นำเสนอเรื่องการพิมพ์ในสังคมไทยช่วงแรกเริ่ม โดยเฉพาะเมื่อการพิมพ์ยังอยู่ในมือของชนชั้นสูง และภาคผนวกที่รวบรวมรายชื่อหัวหนังสือพิมพ์ในประเทศไทยตั้งแต่สมัยรัชกาลที่ 3 ถึงรัชกาลที่ 7 ภาพถ่ายหนังสือพิมพ์และสิ่งพิมพ์ไทยสมัยต่างๆ

…“เล่นแร่แปลภาพ ประวัติศาสตร์สยามจากเบื้องหลังภาพถ่าย” นักรบ มูลมานัส พาไปสืบ เสาะ ส่องประวัติศาสตร์ช่วงรอยต่อยุคแสวงหาความศิวิไลซ์ในสยามตั้งแต่สมัยรัชกาลที่ 4 เป็นต้นมา ผ่านภาพถ่ายที่แฝงเรื่องราวและความสัมพันธ์อันสลับซับซ้อนกับตะวันตก ทั้งการมองเรือนกายผู้คนในอิริยาบถต่างๆ การตีความนัยวัตถุ จนถึงการถอดรหัสสัญญะในสถาปัตยกรรม
เรามักถูกทำให้เชื่อว่า ภาพถ่ายนำเสนอความจริงบางอย่างเสมอ แต่หากลองมองอีกมุม ภาพถ่ายที่ผ่านการเลือกสรรนำเสนอเรื่องราว อาจจะไม่ได้เป็นตัวแทนความจริงเสมอไป ความนัยที่ซ่อนอยู่ในภาพถ่ายจึงเป็นสิ่งที่น่าเข้าไปค้นหา
“หนังสือเล่มนี้ถ่ายทอดเรื่องราวของผู้ที่อยู่ในภาพถ่าย พวกเขาถูกจดจำ เรามองเห็นดวงหน้า เราจินตนาการถึงพวกเขาได้ชัดกว่า ผู้เขียนจึงขออุทิศหนังสือเล่มนี้ให้แก่ผู้ที่ไม่ได้ถูกบันทึก ไม่ได้ถูกจดจำไว้ในภาพถ่าย”
อ่านสารพัดเรื่อง สารพันเกร็ดสนุก เช่น เบื้องหลังการ “ไม่ยิ้ม” ของคนในภาพถ่าย กับความเชื่อแบบสมบัติผู้ดี, สืบเหตุที่ชาวสยามไม่ชอบถ่ายรูป กับความเชื่อแบบไทยๆ ในยุคที่ “กล้อง” เป็นของใหม่, ทำไมศิลปินอิตาลีผู้วาดจิตรกรรมประดับโดมพระที่นั่งอนันตสมาคมจึงว่า “สยามเป็นเหมือนคำสาป”, ที่มาของการถ่ายภาพคนตายไว้เป็นเครื่องเตือนใจว่า “เธอต้องตาย” ฯลฯ

…“Siamese Melting Pot ก่อร่างเป็นบางกอก” ผลงานด้านมานุษยวิทยาจากนักวิชาการมากประสบการณ์ เอ็ดวาร์ด แวน รอย (Edward Van Roy) ผู้กล่าวว่า “สิ่งที่ผมคิดแต่แรกว่าไม่ได้มีความพิเศษใดนอกเสียจากเป็นย่านกลางเมืองเรียบง่าย แท้จริงแล้วเต็มไปด้วยความหลากหลายอันโดดเด่นที่เปี่ยมไปด้วยเสน่ห์ลี้ลับ”
หมายถึง “บางกอก” ที่เขาใช้เวลากว่าครึ่งศตวรรษใน การสังเกตการณ์ดินแดนที่เต็มไปด้วยความน่าสนใจและความหลากหลายทางวัฒนธรรมเช่นประเทศไทย โดยเฉพาะบางกอกในยุคกรุงธนบุรี รัตนโกสินทร์ กระทั่งเป็นกรุงเทพมหานคร
การศึกษาอย่างลึกซึ้งพบว่า เสน่ห์อันล้ำค่าของบางกอก ไม่ได้อยู่ที่เอกลักษณ์แบบไทยๆ แต่คือดินแดนที่รวบรวมไว้ซึ่งความหลากหลายทางเชื้อชาติ ศาสนา และวัฒนธรรม คือดินแดนที่พบกับความแปลกใหม่ได้ในทุกฉากทัศน์ อันเป็นส่วนผสานจากอัตลักษณ์ข้ามหลากวัฒนธรรม
แล้วกลุ่มต่างๆ ที่ผสานอยู่ ก็กลืนกลายจากหลาก “ชาติพันธุ์” หลอมเป็น “ชาติไทย” บางกอกในวันนั้นคงไม่อาจเป็นกรุงเทพฯ ในวันนี้ได้ หากปราศจากพลังประกอบสร้างจากพหุชาติพันธุ์ที่แตกต่าง