อ่านเรื่องพระแก้วพระศรีสรรเพชญ์-3กษัตริย์
บุ๊กสโตร์
“สํานักพิมพ์มติชน” เสนอ 3 เล่มมาชวนอ่านให้ใจร่ม

…“พระแก้วมรกต” หนังสือที่จะนำพาผู้อ่านสำรวจความเป็นมาของพระแก้วมรกต ผ่านหลักฐานเอกสารโบราณ เพื่อให้ได้เห็นความเปลี่ยนแปลงในด้านเรื่องราวและความหมายของพระพุทธรูปสำคัญของไทยองค์นี้
การสร้างพระแก้วมรกต และการเขียนตำนานขึ้นมานั้น มีความชัดเจนปรากฏอยู่ในตำนานทุกฉบับว่า เป็นการบุญกุศลสืบอายุพระพุทธศาสนา ดังปรากฏอยู่ในเรื่องความคิดคำนึงของพระนาคเสนในการสร้างพระพุทธรูปด้วยแก้วมรกต ว่า เพื่อเป็นการเตรียมการสำหรับการก้าวสู่สหัสวรรษใหม่แห่งพระพุทธศาสนา คือ พ.ศ. 2000
ตำนานเก่าแก่ที่สุดเกี่ยวกับพระแก้วมรกตรจนาโดยพระรัตนปัญญาเถระ เล่าเรื่องราวการสร้าง “พระแก้วอมรโกฏ” (อมรโกฏ หมายถึง แก้วที่เทวดาสร้าง), มีคำทำนายที่ประดิษฐานในอนาคตของพระแก้วมรกต, การเดินทางของพระแก้วมรกตจากอินเดียสู่บ้านเมืองต่างๆ ตามคำทำนาย (วงศ์กัมโพช, วงศ์อริมัททนะ และวงศ์สยาม) ซึ่งหลักฐานโบราณในเวลาต่อมา ต่างยึดโครงเรื่องที่คล้ายคลึงกับตำนานพระแก้วมรกตของพระรัตนปัญญาเถระเรื่อยมา โดยเสริมเติมแต่งเรื่องราวให้สอดคล้องกับยุคสมัย
พระแก้วมรกตประดิษฐานอยู่เมืองต่างๆ นับแต่แรกพบในพระเจดีย์ที่เมืองเชียงรายดังต่อไปนี้ 1. เมืองเชียงราย ตั้งแต่ พ.ศ.-ถึง พ.ศ. 1979, 2. เมืองลำปาง (32 ปี) ตั้งแต่ พ.ศ. 1979 ถึง พ.ศ. 2011, 3. เมืองเชียงใหม่ (85 ปี) ตั้งแต่ พ.ศ. 2011 ถึง พ.ศ. 2096, 4. เมืองหลวงพระบาง ใน พ.ศ. 2096
5. เมืองเวียงจัน (225 ปี) ตั้งแต่ พ.ศ. 2096 ถึง พ.ศ. 2322, 6. กรุงธนบุรี (5 ปี) ตั้งแต่ พ.ศ. 2322 ถึง พ.ศ. 2327, 7. กรุงรัตนโกสินทร์ (ถึงศักราช 2565 นับเป็น 238 ปี) ตั้งแต่ พ.ศ. 2327 ถึงปัจจุบัน โดยระยะแรก ยังประดิษฐานอยู่ฝั่งกรุงธนบุรี (พ.ศ. 2325-2327) ระยะต่อมา ย้ายมาประดิษฐานอยู่ฝั่งกรุงเทพฯ ตั้งแต่พ.ศ. 2327
ทั้งนี้เมื่อมีการสร้างกรุงเทพมหานครขึ้นบนฝั่งตะวันออกของแม่น้ำเจ้าพระยา พระแก้วมรกตได้รับการประดิษฐานในพระอุโบสถวัดพระศรีรัตนศาสดารามในพระบรมมหาราชวัง ทิศทางของพระอุโบสถหันหน้าตรงกับประตูผี (ข้างวัดสระเกศ ภูเขาทอง) การวางทิศทางเช่นนี้เหมือนกับว่าเป็นการวางผังเมืองที่กำหนดหน้าที่ให้แก่พระแก้วมรกตในฐานะเป็นสิ่งศักดิ์สิทธิ์ช่วยคุ้มครอง ปกปักรักษากรุงเทพมหานครให้พ้นจากความชั่วร้ายมิให้กล้ำกรายเข้าเมืองมา

…อีกเล่มว่าด้วยพระพุทธรูปสำคัญ “พระศรีสรรเพชญ์ ไม่ถูกไฟเผาลอกทอง ตอนกรุงแตก” ในพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ พระนคร มีพระเศียรพระพุทธรูปขนาดใหญ่โตประดิษฐานอยู่มานานพอสมควร ไม่มีใครทราบ หรือกล้าที่กล่าวว่าพระเศียรองค์นี้เป็นของพระศรีสรรเพชญ์จริงหรือไม่
ผศ.ดร.รุ่งโรจน์ ภิรมย์อนุกูล ได้พยายามวิเคราะห์รวบรวมข้อมูล จนประจักษ์ชัดว่า พระเศียรดังกล่าวคือ พระศรีสรรเพชญ์ แห่งวัดพระศรีสรรเพชญ์ จ.พระนครศรีอยุธยา ทั้งยังพบข้อมูลอีกว่า พระศรีสรรเพชญ์ไม่ได้ถูกอังวะเผาลอกทอง ดังที่ประวัติศาสตร์กระแสหลักชาตินิยมกล่าว
“ก่อนอื่นเราควรมาพิจารณาว่าถ้าจะเผาไฟเอาทองจนองค์พระพุทธรูปพระศรีสรรเพชญ์ชำรุดจะต้องใช้อุณหภูมิเท่าใด พระศรีสรรเพชญ์เป็นพระพุทธรูปสำริดหุ้มทอง ดังนั้นโลหะสำคัญที่ใช้ในการสร้างพระพุทธรูปองค์นี้จึงประกอบด้วยดีบุกผสมทองแดงกลายเป็นสำริดและทอง ซึ่งถ้าจะคิดว่ากองทัพอังวะ เผาพระพุทธรูปพระศรีสรรเพชญ์จนทองละลาย อย่างน้อยจะต้องใช้ความร้อนมากกว่า 1,064 องศาเซลเซียส เป็นอุณหภูมิที่สูงมากเกินกว่ามนุษย์จะทนได้
อีกทั้งความร้อนขนาดนี้จะต้องใช้เชื้อเพลิงจำนวนมากเพียงใด และถ้าเผาจนองค์พระชำรุด เหตุใดผนังพระวิหารหลวงไม่พังทลายหรือมีสภาพเหมือนผนังด้านในเตาเผาภาชนะ รวมถึงจากรายงานการขุดแต่งพระวิหารหลวงทำไมจึงไม่พบชั้นดินถูก ไฟไหม้”

…กระตุกวงการประวัติศาสตร์ โดยเฉพาะสายโรแมนติกประดิษฐ์ นิตยสาร “ศิลปวัฒนธรรม” ฉบับเดือนกันยายน 2565 เปิดหลักฐาน “3 กษัตริย์ไม่ได้สร้างเชียงใหม่”
นักวิชาการประวัติศาสตร์ สมฤทธิ์ ลือชัย นำเสนอบทความเห็นต่างที่ได้จากการค้นคว้าหลักฐานมาตรวจสอบถึงความสัมพันธ์ระหว่าง 3 กษัตริย์ พญามังราย-พญางำเมือง-พญาร่วง (พ่อขุนรามคำแหง) ว่าคือผู้ร่วมสร้างเมืองเชียงใหม่จริงหรือไม่ โดยเหตุที่อดีตโพ้นโน้น หากกษัตริย์จะเสด็จต่างแดน ก็มีแต่เรื่องการศึกสงคราม, ศาสนา และการแต่งงานเพื่อผูกญาติ ความสัมพันธ์ 3 กษัตริย์ จึงต้องสงสัยว่า“ถึงขั้น”มาช่วยกันสร้างเมืองเลยหรือ หลักฐานอะไรที่เอามายืนยันกันในเรื่องนี้
อาจารย์สมฤทธิ์เสนอคำถาม 3 กษัตริย์เป็นมิตรกันจริงไหม และถ้าจริงทั้ง 3 มีมิตรภาพแน่นแฟ้นจนต้องร่วมกันสร้างเมืองเชียงใหม่จริงหรือ
การศึกษาเพื่อหาคำตอบต่อคำถามที่ว่าโดยอาศัยหลักฐานทั้ง เอกสารทางประวัติศาสตร์, ศิลาจารึก และหลักฐานหรือพยานแวดล้อมอื่นๆ อาทิ ศิลปกรรม ภาษา ศาสนา ฯลฯ เพื่อตรวจสอบยืนยันว่าเรื่อง “3 กษัตริย์สร้างเชียงใหม่” ความจริงมีแค่ไหน?
ผู้สื่อข่าวหรรษา