อวดโฉมใหม่สู่สายตาชาวไทยและชาวโลก “ศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์” ศูนย์การประชุมแห่งแรกของประเทศไทยกลับมาอีกครั้งด้วยภาพลักษณ์ใหม่ที่ทันสมัยแต่ยังคงไว้ซึ่งอัตลักษณ์ไทยรองรับการจัดงานทุกรูปแบบ

หลังจากปรับปรุงครั้งใหญ่ราว 3 ปีครึ่ง วันนี้! ศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์ พร้อมเปิดบริการเป็นทางการในวันที่ 12 ก.ย. 2565 ต้อนรับคณะผู้จัดงานและผู้ใช้บริการทั้งในประเทศและต่างประเทศ พร้อมเป็นตัวแทนประเทศไทยถ่ายทอดอัตลักษณ์ไทยสู่สายตานานาชาติภายใต้แนวคิด “สืบสาน รักษา ต่อยอด” โดยเมื่อวันที่ 7 ก.ย.ที่ผ่านมา นายสุทธิชัย บัณฑิตวรภูมิ รองกรรมการผู้จัดการ บริษัท เอ็น.ซี.ซี. แมนเนจเม้นท์ แอนด์ ดิเวลลอปเม้นท์ จำกัด พร้อม “ทีมออกแบบ” ผู้อยู่เบื้องหลังความสำเร็จของ “ศูนย์ฯ สิริกิติ์โฉมใหม่” นำคณะสื่อมวลชนเยี่ยมชมไฮไลต์และพื้นที่โซนต่างๆ

ศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์ อยู่ภายใต้การกำกับดูแลของ กรมธนารักษ์ กระทรวงการคลัง บริหารงานโดยบริษัท เอ็น.ซี.ซี. แมนเนจเม้นท์ แอนด์ ดิเวลลอปเม้นท์ จำกัด ตั้งอยู่บริเวณถนนรัชดาภิเษก เขตคลองเตย กรุงเทพฯ ติดกับสวนเบญจกิติ

ย้อนไปในอดีต การประชุมต่างๆ ในประเทศไทย ส่วนใหญ่จัดขึ้นที่ศูนย์การประชุมภายในโรงแรมหรู เนื่องจากประเทศไทยไม่มีศูนย์การประชุมอิสระ หลังจากคณะกรรมการบริหารธนาคารโลกเลือกให้ประเทศไทยเป็นเจ้าภาพการประชุมประจำปีของกองทุนการเงินระหว่างประเทศและธนาคารโลก ครั้งที่ 46 ณ กรุงเทพมหานคร หรือเรียกกันสั้นๆ ในขณะนั้นว่า “การประชุมเวิลด์แบงก์” รัฐบาลไทยจึงมีมติในปี 2532 ให้ก่อสร้างสถานที่จัดงานประชุมแห่งชาติที่ได้มาตรฐานสากลโดยกำหนดรูปทรงทางสถาปัตยกรรมที่แสดงถึงเอกลักษณ์ไทย การก่อสร้างเริ่มขึ้นเมื่อ วันที่ 1 พ.ย. 2532 ตัวอาคารแล้วเสร็จวันที่ 30 มิ.ย. 2534

ในวันที่ 29 ส.ค. 2534 พระบาทสมเด็จพระมหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร และสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง เสด็จพระราชดำเนินมาทรงเปิดศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์ โดยได้รับพระมหากรุณาธิคุณจากสมเด็จพระบรมราชชนนีพันปีหลวง พระราชทานพระราชานุญาตให้ใช้พระนามเป็นชื่อศูนย์การประชุม เนื่องในโอกาสพระราชพิธีมหามงคลเฉลิมพระชนมพรรษา 5 รอบ 12 สิงหาคม 2535

นับตั้งแต่เริ่มเปิดเป็นทางการ ศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์รองรับผู้เข้าร่วมการประชุมเวิลด์แบงก์ ครั้งที่ 46 กว่า 10,000 คน จาก 154 ประเทศ ระหว่างวันที่ 1-15 ต.ค. 2534 ก่อนจะมีบทบาทสำคัญใน การเป็นผู้นำด้านธุรกิจไมซ์ในประเทศไทยตลอดมากว่า 30 ปี โดย ปิดปรับปรุงครั้งใหญ่ตั้งแต่วันที่ 26 เม.ย. 2562 เป็นเวลากว่า 3 ปี ด้วยงบลงทุน 1.5 หมื่นล้านบาท

นายสุทธิชัย บัณฑิตวรภูมิ รองกรรมการ ผู้จัดการ บริษัท เอ็น.ซี.ซี. แมนเนจเม้นท์ แอนด์ ดิเวลลอปเมนท์ จำกัด ผู้บริหารศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์ เผยว่า จุดมุ่งหมายสำคัญที่ทำ ให้เราตัดสินใจปรับปรุงศูนย์ฯ สิริกิติ์ คือ ความต้องการแสดงศักยภาพและผลักดันประเทศไทยให้เป็นผู้นำธุรกิจอีเวนต์ในเอเชียและระดับโลก การพัฒนาโครงการนี้เราใช้ ผู้เชี่ยวชาญจำนวนมากรวมถึงบริษัทแถวหน้าในประเทศไทย หนึ่งในนั้นคือทีมออกแบบ หรือ “เดอะ ครีเอเตอร์” ประกอบไปด้วยสถาปัตยกรรมภายนอก สถาปัตยกรรมภายใน และภูมิสถาปัตย์ ร่วมกันปรับพื้นที่ภายใต้แนวคิด “สืบสาน รักษา ต่อยอด” เพื่อให้ศูนย์ฯ สิริกิติ์โฉมใหม่เป็น “ที่สุดของอีเวนต์แพลตฟอร์ม” รองรับการจัดงานทุกรูปแบบ และเป็นตัวแทนประเทศไทยในการเป็นสถานที่รองรับแขกบ้านแขกเมืองที่สะท้อนความเป็นไทยสากลสู่สายตานานาชาติได้เต็มภาคภูมิ

ด้าน นายนพดล ตันพิวัฒน์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท ดีไซน์ 103 อินเตอร์เนชั่นแนล จำกัด หัวเรือใหญ่การออกแบบด้านสถาปัตยกรรม เผยว่า ศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์ถือเป็นศูนย์การประชุมแห่งแรกของประเทศไทย และเป็นสถานที่จัดงานสำคัญระดับชาติและนานาชาติกว่า 20,000 งาน ดังนั้น ตัวอาคารโฉมใหม่จึงต้องเก็บเรื่องราวในอดีต และสะท้อนภาพลักษณ์แห่งอนาคต เราจึงวางแกนหลักไว้ 3 เรื่อง ได้แก่ แรงบันดาลใจ บูรณาการ และนวัตกรรม เริ่มจากดึงคอนเซ็ปต์ “สืบสาน รักษา ต่อยอด” มาตีความ เป็นความอ่อนน้อมอันเนื่องมาจากพระจริยวัตรอันงดงามของพระองค์ท่าน สู่การใช้เส้นโค้ง เติมความสมบูรณ์ให้พื้นที่นำความเป็นไทยผสานกับสากลมากขึ้น

น.ส.อริศรา จักรธรานนท์ สถาปนิกผู้ร่วมก่อตั้ง บริษัท ออนเนียน จำกัด รับหน้าที่วางคอนเซ็ปต์และตกแต่งภายใน เล่าว่า “ความโดดเด่นของพื้นที่ภายในเรียกได้ว่าเป็นภาพจำใหม่ ด้วยรายละเอียดที่เล่าความเป็นไทยชัดเจน โดยมีแรงบันดาลใจจากฉลองพระองค์ของสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง พระองค์ทรงเป็นแบบอย่างที่ดีในการอนุรักษ์ศิลปวัฒนธรรมของชาติอย่างเช่นผ้าไทย ที่มักทรงสวมใส่ด้วยพระองค์เอง เราจึงนำ ไอเดียดังกล่าวมาต่อยอด ดึงอัตลักษณ์ผ้าไทยในหลากหลายแบบมาเป็นแกนหลักในการออกแบบโดยประยุกต์ให้เข้ากับพื้นที่ต่างๆ อย่างมีเอกลักษณ์”

ขณะที่ นายยุทธพล สมานสุข ผู้ช่วยรองผู้อำนวยการและผู้อำนวยการฝ่ายออกแบบ บริษัท ฉมา จำกัด ผู้ออกแบบภูมิสถาปัตยกรรม กล่าวถึงการปรับปรุงพื้นที่โดยรอบว่า ศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์โฉมใหม่ปรับปรุงภูมิสถาปัตยกรรมให้เข้ากับอัตลักษณ์ที่เปลี่ยนไป สอดรับกับสภาพสังคมเมืองในยุคปัจจุบันมากขึ้น ยังคงรักษาพื้นที่ สีเขียวและการเชื่อมต่อกับพื้นที่โดยรอบ วางระบบให้คนสัญจรง่าย ไม่หลงทาง ปรับปรุงลานหน้าศูนย์การประชุมซึ่งเป็นที่ตั้งของ “โลกุตระ” ให้กว้างขวางเพื่อเพิ่มจุดเด่น และเป็นพื้นที่สาธารณะที่ใช้งานได้หลากหลาย รวมถึงองค์ประกอบเล็กน้อยต่างๆ จัดเรียงใหม่ให้สวยงามสบายตา เปิดมุมมองสู่สวนเบญจกิติ ทั้งยังนำพื้นที่จำกัดมาใช้เต็มประสิทธิภาพ

นอกจาก “ทีมออกแบบ” ผู้อยู่เบื้องหลังความสำเร็จ ศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์ยังร่วมมือกับผู้เชี่ยวชาญในหลากหลายด้านเพื่อ ตอบโจทย์ทั้งด้านเทคโนโลยี ความยั่งยืนและความปลอดภัย เพื่อเป็นสถานที่จัดงานที่พร้อมด้วยสิ่งอำนวยความสะดวก เทคโนโลยีทันสมัย โดยขยายพื้นที่รวมมากกว่าเดิม 5 เท่า ด้วยพื้นที่ 300,000 ตารางเมตร รองรับการจัดงานได้ปีละ 300-400 งาน (จากเดิม 100 งานต่อปี) จำนวนผู้ใช้บริการปีละ 13 ล้านคน (จากเดิม 6 ล้านคนต่อปี)

ภายในประกอบด้วยโถงประชุมและนิทรรศการจำนวน 8 ฮอลล์ ห้องเพลนารีฮอลล์ ห้องบอลรูม ห้องประชุมย่อย พื้นที่ค้าปลีก และร้านอาหาร รองรับผู้ใช้บริการได้มากสุด 100,000 คนต่อวัน พื้นที่จอดรถ 3,000 คัน พร้อมเปิดให้สัมผัสความเป็น “ที่สุดของอีเวนต์แพลตฟอร์ม” ตั้งแต่วันที่ 12 ก.ย. 2565 เบื้องต้นมีผู้จัดงานระดับชาติและนานาชาติจองเข้ามาแล้ว ทั้งงานมหกรรมหนังสือแห่งชาติฯ คอนเสิร์ต และอีเวนต์อีกมากมายทั้งจากฮ่องกงและสิงคโปร์

รวมถึงการได้รับคัดเลือกให้เป็นสถานที่จัดการประชุมผู้นำ เขตเศรษฐกิจเอเปก 2022 ในเดือนพ.ย.นี้!!

ติดตามข่าวสด

ข่าวเด่นประจำวัน