กทม.2ดินแดง – เมื่อวันที่ 19 ก.ย. ที่อาคารธานีนพรัตน์ นายชัชชาติ สิทธิพันธุ์ ผู้ว่าฯ กทม. กล่าวถึงกรณีที่ สำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (สปสช.) ได้ยกเลิกสัญญาบริการสาธารณสุขโรงพยาบาลเอกชนในระบบหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ หรือ บัตรทอง 30 บาท ซึ่งจะมีผลตั้งแต่วันที่ 1 ต.ค.2565 ว่า มีคนไข้จำนวน 696,103 คน ต้องเปลี่ยนหน่วยบริการปฐมภูมิ จึงต้องเร่งหารือแนวทางแก้ไขร่วมกับ นายจเด็จ ธรรมธัชอารี เลขาธิการ สปสช. ว่าเตรียมแผนรองรับกันอย่างไร เพราะกทม.ยังไม่แน่ใจว่าจะไปรักษาที่ไหน แต่ทาง กทม.ปฏิเสธคนไข้ไม่ได้อยู่แล้ว ต้องเป็นหน่วยรับปฐมภูมิก่อน
ต่อมา นายชัชชาติกล่าวภายหลังประชุมคณะกรรมการดิจิทัลกรุงเทพมหานครว่า อนาคตการบริการจัดการกรุงเทพมหานคร จะมีการบังคับใช้เทคโนโลยีมากขึ้นแน่นอน โดยจะเพิ่มประสิทธิภาพทุกอย่าง เช่น ทราฟฟี่ ฟองดูร์ ที่ผ่านมา เป็นการลงทุนน้อยแต่ได้ผลมหาศาล โดยจะต้องนำเทคโนโลยีมาใช้โดยเฉพาะเรื่องการแพทย์ ระบบ เทเลเมดิซีน หรือการแพทย์ทางไกล นอกจากนี้ จะพัฒนาเรื่องการบริหารทรัพยากรองค์กรด้วย เชื่อมโยงระหว่างหน่วยงานต่างๆ ของกทม. แชร์ข้อมูลกันอย่างไหลลื่น
ด้านน.ส.ทวิดา กมลเวชช รองผู้ว่าฯ กทม. กล่าวว่า กทม. มีคณะกรรมการใหญ่ในการขับเคลื่อนนโยบายผู้ว่าฯ กทม.ทางด้านดิจิทัลทั้งหมด โดยแยกเป็น 2 ส่วน ดูแลเรื่องของการทำ การเปิดเผยข้อมูลศักยภาพสูงของกทม. ทำข้อมูลสื่อสารออกไปข้างนอก โดยมีกรรมการภายนอก ซึ่งเป็นเครือข่าย และคณะกรรมการที่จะดูเรื่องของโครงสร้างพื้นฐาน โดยให้ชุดหนึ่งเป็นคณะกรรมการภายนอก และอีกชุดเป็นกรรมการภายใน ทำหน้าที่ดูเรื่องราวเกี่ยวกับโครงสร้างภายใน ดูการใช้ระบบบริหารจัดการ การเชื่อมต่อ กทม.1 กทม.2 ศูนย์บริการสาธารณสุข โรงพยาบาล การให้บริการประชาชน และสมาร์ทเซอร์วิสทั้งหมด รวมทั้งช่วยดูในเรื่องของการใช้งบประมาณให้เหมาะสม ทั้งประสิทธิภาพและการตอบโจทย์นโยบาย
ขณะที่เรื่องการแลกเปลี่ยนข้อมูลกับประชาชน และการรวมระบบไอทีของแต่ละหน่วยงานเพื่อให้แชร์กันได้ และรับการบริหารจัดการให้เป็นอี-ออฟฟิศ (สำนักงานอิเล็กทรอนิกส์) ต่อไป

 

ติดตามข่าวสด

ข่าวเด่นประจำวัน