แม้ไม่ใช่เรื่องใหม่ แต่เป็นเรื่องใหญ่ ทุกครั้งที่มีน้ำท่วมขังไม่ว่าจะในชุมชนหรือบนท้องถนน เพราะทำให้การใช้ชีวิตยากลำบากมากขึ้น ซึ่งปีนี้ดูเหมือนน้ำจะมามากและมาเร็วเอาเสียด้วย
วันนี้ “ข่าวสด ยานยนต์” มีโอกาสได้พูดคุยกับกูรูด้านยานยนต์ ‘บอม’ อัษฎาวุธ อาสาสรรพกิจ ไม่พลาดที่จะนำความรู้ ความเข้าใจ เรื่องการขับรถลุยน้ำมาฝากแฟนานุแฟนให้ได้รับทราบโดยทั่วกัน

เทคนิคการขับรถลุยน้ำ
ก่อนอื่นต้องแบ่งออกเป็น 3 รูปแบบ คือ 1.ก่อนขับลุยน้ำ 2.ขณะขับลุยน้ำ และ 3.หลังจากขับผ่านการลุยน้ำไปแล้ว
เริ่มจากก่อนขับลุยน้ำ ขับรถมาดีๆ ถนนแห้งสนิท แต่ข้างหน้ามีน้ำขังเต็มถนน ต้องประเมินก่อนว่า น้ำสูงเท่าไหร่ รถเรา ไปไหวไหม
ถ้าอยู่ที่ขอบล้อด้านล่าง ตรงนี้ขับลุยได้เลย แต่ไม่ควรขับเร็ว เพราะถนนลื่นอาจเบรก ไม่อยู่ และน้ำยังมีโอกาสกระเด็นไปโดนคนใช้รถใช้ถนนร่วมกับเรา
แต่ถ้าสูงกว่านั้น หากมีรถข้างหน้าที่ลุยน้ำอยู่ก่อน ดูว่าเป็นรถที่เตี้ยกว่า หรือสูงกว่ารถเรา ถ้าเตี้ยกว่า แล้วขับไปได้ รถเราก็ควรไปได้เช่นกัน
หรือดูแนวถนน เพราะถนนส่วนใหญ่แล้วจะเป็นแนวสโลป คือตรงกลางสูงกว่าด้านซ้ายและขวา หากเป็นไปได้ขับเกาะเส้นกลางถนนน่าจะดีกว่าแม้จะเป็นรถสูงก็ตาม
ขณะขับลุยน้ำควรปิดแอร์ก่อน แง้มกระจกลงเล็กน้อย เอาไว้ฟังเสียงระดับน้ำ ถ้ามีเสียงน้ำแตะใต้ท้องรถ แสดงว่าสูงจนอยู่ในระดับอันตราย ควรต้องประเมินอีกครั้งว่าไปต่อหรือพอแค่นี้
และยังไว้เพื่อฟังเสียงคนรอบข้างว่ามีการแจ้งข้อมูลอะไรหรือไม่ เช่น รถคันที่สวนมาแจ้งว่าระดับน้ำสูงกว่าตรงที่รถเราอยู่ ไม่ควรขับต่อไป หรือแจ้งว่ามีสิ่งผิดปกติที่รถเรา เป็นต้น
ขับด้วยความเร็วต่ำ ยิ่งน้ำสูงเท่าไหร่ต้องยิ่งขับความเร็วต่ำเท่านั้น น้ำจะได้ไม่ไปกระแทกใส่รถที่วิ่งสวนทางมา
ทำความเร็วต่อเนื่อง และไม่ควรเข้าไปใกล้คันหน้าเกินไปจะได้ไม่ต้องเบรกบ่อยๆ การเบรกจะทำให้น้ำที่ตามท้ายรถ มีแรงกระเพื่อมมาถึงห้องเครื่องยนต์ได้
อีกทั้งการเบรกทำให้รอบเครื่องยนต์เปลี่ยนไป โอกาสที่เครื่องยนต์จะดับมีความเป็นไปได้สูงกว่าการเลี้ยงรอบเครื่องยนต์ไปเรื่อยๆ

หากลุยน้ำอยู่แล้วน้ำลึกขึ้นเรื่อยๆ จนคิดว่าไปต่อไม่ไหว ให้ยกมือขอความช่วยเหลือออกไปนอกตัวรถ แล้วเปิดไฟผ่าหมาก คนรอบข้างจะได้สังเกตเห็น
แต่ขณะรถยังขับได้อยู่ แม้จะลุยน้ำก็ไม่ควรเปิดไฟผ่าหมาก เพราะตัวรถยังเคลื่อนที่อยู่ สัญลักษณ์นี้ใช้เฉพาะเวลาจอดรถเพื่อขอความช่วยเหลือเมื่อเกิดเหตุฉุกเฉิน
และเมื่อขับผ่านพ้นการลุยน้ำไปแล้ว สิ่งที่ควรทำอย่างแรกคือ การย้ำเบรก เนื่องจากเบรกแช่น้ำอยู่ทำให้อุณหภูมิลดลง เคลื่อนรถด้วยความเร็วต่ำแล้วเหยียบเบรก ทำแบบนี้สัก 5-10 ครั้ง แต่ก่อนทำดูหน้าและหลังให้ดีว่าไม่มีรถอยู่ใกล้ๆ
จากนั้นหากพอมีความรู้เชิงช่างอยู่บ้างให้ตรวจเช็กระบบกรองทั้งหมดว่ามีน้ำเข้าไปทำให้เปียกชื้นหรือไม่ รวมถึงอุปกรณ์ที่มีของเหลว เบรก เกียร์ เฟืองท้าย มีโอกาสที่น้ำเข้าไปปนเปื้อนได้ จะทำให้การทำงานไม่สมบูรณ์
แต่ถ้าให้สบายใจแวะไปที่ศูนย์บริการ แล้วแจ้งช่างว่าขับรถลุยน้ำมา ระดับความสูงเท่านี้ ให้ช่างช่วยตรวจเช็กระบบต่างๆ สิ่งไหนจำเป็นต้องเปลี่ยนก็ควรเปลี่ยน
เพื่อความปลอดภัย และการใช้งานรถยนต์ของเราให้ยาวนานยิ่งขึ้น