ถือโอกาสครั้งแรก พาคณะสื่อมวลชนลงพื้นที่ เกาะสมุย จ.สุราษฎร์ธานี พร้อมจับไมค์แถลงทิศทางการทำงานในฐานะ “อธิบดีกรมสรรพสามิต” ของ นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ ซึ่งมีเรื่องเก่า เรื่องใหม่ ที่ต้องติดตามกันไม่ใช่น้อย แบบคำต่อคำ

นายเอกนิติระบุว่า ในช่วง 2-3 เดือนที่ผ่านมา หลังรับตำแหน่ง ได้รับความร่วมมืออย่างมากจากทีมงานของกรมสรรพสามิตจากการไปตรวจเยี่ยมทุกที่ในกรมสรรพสามิตจึงได้ข้อมูลอย่างมาก มีการทำกลยุทธ์ ยุทธศาสตร์ร่วมกัน และได้ใช้การทำยุทธศาสตร์แนวใหม่อย่างเป็นระบบ

ภายใต้คำถามที่ว่า 1.โลกในอนาคตจะกระทบการดำเนินงานของกรมอย่างไร 2.ฟังจากลูกค้า ไปคุยลูกค้าว่ามีความคิดเห็นกับกรมอย่างไร 3.คุยกับคนในกรมสรรพสามิตว่า อยากให้ผู้บริหารทำอะไร

ทั้งนี้ ความท้าทายของกรมสรรพสามิตจะเจออะไรบ้าง แม้ว่า เป้าหมายการจัดเก็บรายได้ปีละ 5-6 แสนล้านบาท คิดเป็นสัดส่วน 25% ของรายได้รัฐ แต่พอมาดูภารกิจจริงๆ กรมทำมากกว่ารายได้ 1.สถานการณ์ในระยะสั้นที่ส่งผลกระทบกับกรม เช่น เศรษฐกิจที่กำลังฟื้นตัวจากโควิด-19 แต่โดนผลกระทบสงคราม แรงกดดันไต้หวัน จีน ราคาพลังงานสูง กรมจึงจำเป็นต้องลดภาษีน้ำมัน เป็นบทบาทสรรพสามิตทำบนความท้าทายในหน้าที่สรรพสามิต

เอกนิติ นิติทัณฑฑ์ประกาศ

2.ความท้าทายธุรกิจดิจิทัล ดิสรัปชั่น เทรนด์ธุรกิจเปลี่ยนไป ที่กระทบสุดคือ รถยนต์ สินค้าที่เก็บรายได้อันดับ 2 ของกรม ที่กระทบคือ คนจะเริ่มมาใช้รถไฟฟ้ามากขึ้น รถเติมน้ำมันลดลง ก็มีความจำเป็นต้องมาสนับสนุนรถยนต์ไฟฟ้า (อีวี) เพื่อเป็นฐานการผลิตประเทศไทย ที่จะทำต้อง อีวีไปอย่างเดียวไม่ได้ ต้องมีแบตเตอรี่ ที่จะทำต่อไป

3.ซึ่งเป็นเรื่องใหญ่มาก คือ สังคมผู้สูงอายุ ในปี 2570 จะมีผู้ที่อายุเกิน 60 ปี อยู่ 20% หรือ 1 ใน 5 ของประชากร ภาระการดูแลผู้ป่วยหลังเกษียณ ปัจจุบันเป็นผู้ป่วยเบาหวาน 5 ล้านคน ต้องฟอกไต 1-2 แสน ใช้เม็ดเงิน 3-4 หมื่นล้านบาท และจะมากขึ้นเรื่อยๆ เป็นภาระรัฐบาล เป็นหน้าที่สรรพสามิต ต้องมาดูแลตั้งแต่วันนี้ จึงมีทั้งภาษีความหวาน และภาษีความเค็ม บุหรี่ โรคปอด บุหรี่ไฟฟ้า ก็จะมาทำเรื่องนี้ เสริมโดยการเพิ่มพิกัดสรรพสามิต

และ 4.ใหญ่สุดคือ เรื่องสิ่งแวดล้อม โลกมันผันผวนมาก สิ่งแวดล้อมจะเป็นกติกาใหม่ของโลก ประเทศไทยประกาศความเป็นกลางทางคาร์บอน (Carbon Neutrality) ในปี 2050 และปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์ (Net Zero Emission) ภายในปี 2065 แต่ยังไม่เทกแอ๊กชั่นเท่าไหร่ สรรพสามิตจะช่วยได้ ผ่าน “ภาษีคาร์บอน” (CARBON TAX)

“บทบาทสรรพสามิตจะเปลี่ยนไปจากอดีต ไม่ใช่เก็บรายได้อย่างเดียว วัตถุประสงค์หน่วยงานสมัยใหม่ สรรพสามิตจะมีอยู่เพื่ออะไร ความจำเป็นที่สรรพสามิตจะมีบทบาท เราจะขับเคลื่อนเศรษฐกิจด้วยภาษีสรรพสามิต มุ่งเน้นสิ่งแวดล้อม สังคมและธรรมาภิบาล เราจะเป็นกรม ESG เพื่อเดินหน้าสร้างมาตรฐานสากลเดินหน้าประเทศไทยสู่ความยั่งยืน”

นายเอกนิติระบุว่า ในปีงบประมาณ 2566 กรมจะผลักดันยุทธศาสตร์ ขับเคลื่อนเศรษฐกิจ ด้วยภาษีสรรพสามิต โดยมุ่งเน้น สิ่งแวดล้อม สังคม และธรรมาภิบาล (ESG) สร้างมาตรฐานสากล เดินหน้าประเทศไทยสู่ความยั่งยืน

เหล็ก

เพื่อให้การขับเคลื่อนประเทศไทยสู่ความยั่งยืนสอดคล้องตามนโยบายภาพใหญ่ของกระทรวงการคลังและภาครัฐ ภายใต้การเดินหน้าแผนกลยุทธ์ EASE Excise

ประกอบด้วย การดำเนินงานภายใต้ 4 เสาหลัก (Pillar) ได้แก่ 1.ESG/BCG Focus คือการใช้มาตรการทางภาษีเพื่อส่งเสริมศักยภาพให้กับสินค้า บริการ ในกลุ่ม ESG/BCG ส่งเสริมสินค้าที่สนับสนุน ESG เช่น น้ำมันถ้าปล่อยคาร์บอนสูง จะเก็บภาษีสูง อะไรที่เป็นพลังงานทางเลือก ก็จะไม่เก็บ เป็นต้น

2.Agile way of working คือการทำงานที่เน้นความคล่องตัว พัฒนาบุคลากรให้มีทักษะหลากหลายและจำเป็นต่อการปฏิบัติงานยุคใหม่ way ทำให้กรมคล่องตัว รวดเร็ว โลกมันเปลี่ยนเร็ว จะตั้งโรงเรียนสรรพสามิต เพื่อสอนน้องรุ่นใหม่กรมสรรพสามิต

3.Standardization คือการปรับเปลี่ยนกระบวนงานในทุกมิติเพื่อเปลี่ยนผ่านสู่องค์กรดิจิทัล (Digital Transformation) ลูกค้าอยากได้มาตรฐานเดียวกัน เราจะทำเรื่องมาตรฐาน กระบวนงานจะทำให้เป็นมาตรฐานและง่าย และ 4. End-to-End Customer-Centric Service บริการผู้เสียภาษีตั้งแต่ต้นจนจบในทุกช่องทางแบบไร้รอยต่อ (Omni Channel)

น้ำหวาน

ทั้งนี้ ในกลยุทธ์ ESG/BCG Focus จะช่วยสนับสนุนการดูแล สิ่งแวดล้อมและดูแลสุขภาพประชาชนมากขึ้น ยกตัวผ่านการปฏิรูปโครงสร้างภาษีสินค้า 6 ประเภท ศึกจะทำผลการศึกษาให้แล้วเสร็จในปีงบประมาณ 2566 คือ

1.การสนับสนุนการนำเอทานอลบริสุทธิ์มาใช้ในการผลิตพลาสติกชีวภาพ (Bio Plastic) 2.เชื้อเพลิงชีวภาพอากาศยาน (Bio Jet) 3.การปรับโครงสร้างภาษีแบตเตอรี่ที่สามารถรีไซเคิลได้เหลือ 2% 4.เพิ่มพิกัดอัตราภาษีคาร์บอนเครดิต 5.เพิ่มพิกัดภาษีบุหรี่ไฟฟ้า และ 6.เพิ่มพิกัดภาษีเบียร์ สุรา แอลกอฮอล์ 0%

สำหรับหลักการในการจัดเก็บภาษีคาร์บอน จะต้องมีการศึกษาให้ชัดเจน โดยเฉพาะประเทศที่มีการนำมาใช้แล้ว ในกลุ่มประเทศยุโรป ที่มีการจัดเก็บภาษีคาร์บอนในอุตสาหกรรม 5 ประเภท คือ

ปุ๋ย

1.ปูน 2.เหล็ก 3.อะลูมิเนียม 4.ปุ๋ย และ 5.ไฟฟ้า ซึ่งเป็นไปตามมาตรฐานโลก และการจัดเก็บก็ทำได้ 2 รูปแบบ คือ 1.คำนวณจากสินค้าหน้าโรงงาน ใครผลิตออกมาเยอะ เก็บเยอะ ใครไม่ปล่อยคาร์บอนก็ไม่เก็บ

และ 2.คำนวณจากกระบวนการผลิต ต้นน้ำ ปลายน้ำ ซึ่งจะต้องร่วมมือกับองค์การบริหารก๊าซเรือนกระจก ว่าจะมีแนวปฏิบัติอย่างไร ซึ่งการศึกษาจะได้เห็นผลในงบประมาณ 2566

สำหรับในปี 2566 กรมตั้งเป้าหมายการจัดเก็บรายได้ที่ 5.67 แสนล้านบาท แม้ว่าจะได้รับผลกระทบจากการลดภาษีสรรพสามิตน้ำมันดีเซลไปบ้าง แต่ก็เป็นผลระยะสั้น

ดังนั้น สิ่งที่จะมาช่วยเรื่องรายได้ คือฐานภาษีใหม่ๆ โดยเฉพาะภาษีสิ่งแวดล้อม ในหลักการ คนที่ไม่น่ารัก ที่ทำลายสิ่งแวดล้อม ไม่เห็นแก่สังคม ต้องเก็บภาษีมากขึ้น ต้องรักษาสมดุล ที่อยากจะบอก กรมสรรพสามิตยุคใหม่ ไม่ใช่แค่เรื่องรายได้ แต่ภาษีสรรพสามิตต้องช่วยขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทยด้วย

ในโอกาสนี้ ยังพาคณะสื่อมวลชนนั่งเรือติดตามติดตั้งระบบป้องกันลักลอบน้ำมันเขียว โดยนายเอกนิติกล่าวว่า ที่ผ่านมากรมมีปัญหาการตรวจสอบติดตามควบคุมกำกับดูแลการจำหน่ายน้ำมันเขียวให้กับเรือประมงทำได้ยาก

เนื่องจากไม่มีข้อมูลที่เป็นปัจจุบันที่จะนำมาใช้ในการตรวจสอบได้อย่างเรียลไทม์และข้อมูลทั้งหมดจะได้จากรายงานของผู้ควบคุมเรือและจากการทำบัญชีของผู้ควบคุมเรือเท่านั้น ทำให้ไม่สามารถ ตรวจสอบความถูกต้องได้อย่างชัดเจน

ทำให้ปัจจุบันข้อมูลขาดความน่าเชื่อถือ ส่งผลให้มีการลักลอบนำน้ำมันเขียวที่ได้รับการยกเว้นภาษีและมี ราคาถูกเข้ามาจำหน่ายในทะเลอาณาเขต หรือนำมาจำหน่ายบนบกหรือนำไปใช้ ผิดวัตถุประสงค์จำนวนมาก

ในปีงบประมาณ 2564 กรมตรวจจับการลักลอบขนย้ายน้ำมันเขียวประมาณ 2-3 ล้านลิตร สูญเสียรายได้รัฐราว 105 ล้านบาท คิดเป็นเม็ดภาษีสรรพสามิต ราว 20 ล้านบาท และเชื่อว่าปริมาณลักลอบน่าจะสูงกว่าตัวเลขที่กรมจับกุมได้

เนื่องจากหลังการจัดระเบียบเรือประมงของไอยูยู ทำให้จำนวนเรือประมงลดลงจาก 1 หมื่นลำ เหลือ 8,445 ลำ แต่ปริมาณการจำหน่ายน้ำมันเขียวยังคงสูงเฉลี่ย 50 ล้านลิตรต่อเดือน มานาน 10 ปี และยังพบว่า การลักลอบส่วนใหญ่เกิดจากการลักลอบขนย้ายจากเรือบรรทุกน้ำมันเขียว และสถานีจำหน่ายน้ำมันเขียว

ดังนั้น กรมจึงพัฒนาระบบสำแดงข้อมูลเรืออัตโนมัติ Automatic identification system หรือ AIS เพื่อติดตามการขนถ่ายน้ำมันของเรือประมงตั้งแต่ต้นทางจนถึงปลายทาง และสามารถตรวจสอบพิกัดการขนน้ำมันย้อนหลังได้แบบเรียลไทม์ และข้อมูลจะถูกส่งไปยังศูนย์การปราบปรามออนไลน์ ที่ตั้งอยู่กรมสรรพสามิตซึ่งจะเปิดในเดือนต.ค. 2565 จึงมั่นใจว่าจะเพิ่มประสิทธิภาพในการตรวจจับและลดสถิติการลักลอบ ทำให้มีผลต่อการจัดเก็บรายได้ของกรมได้เต็มประสิทธิภาพ

รถอีวี

เบื้องต้นกรมได้ติดตั้งระบบ AIS บนเรือประมงที่ขึ้นทะเบียนกับกรมแล้ว 4,000 ลำ คิดเป็น 50% ของจำนวนเรือทั้งหมด ขณะที่ปริมาณจำหน่ายน้ำมันเขียวเดือนเม.ย. 2565 ลดลงเหลือ 20 ล้านลิตร ส่วนหนึ่งเป็นผลมาจากราคาน้ำมันดีเซลบนบกถูกลง จากการชดเชยภาษีสรรพสามิตน้ำมันและการอุดหนุนจากกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง ควบคู่กับการติดตั้งระบบ AIS ด้วย

นับเป็นอีกบทบาทหนึ่งของอธิบดีเอกนิติ หลังการข้ามห้วยจากอธิบดีกรมสรรพากร สู่อธิบดีกรมสรรพสามิต

โจทย์ใหญ่และความท้าทายใหม่ที่ถูกวางไว้จะเห็นผลเป็นรูปธรรมหรือไม่ ต้องติดตามกันต่อไป

ติดตามข่าวสด

ข่าวเด่นประจำวัน