พิธีสุดสยองของอินเดีย
ฝึกจิต
ในอินเดียมีพิธีกรรมสุดแปลก แบบสุดโหดอยู่ประการหนึ่ง มีมาตั้งแต่สมัยโบราณ แม้รัฐบาลจะออกกฎว่าให้งดเด็ดขาดแล้วก็ตาม แต่ก็ยังไม่วายที่จะมีบางกลุ่มบางพวก มากศรัทธาเกินพิกัด ถึงกับลักลอบทำจนกลายเป็นข่าวครึกโครมกันอยู่เสมอ
พิธีที่ว่า คือ “สตี” อันเป็นพิธีฆ่าตัวตายตามสามีที่เสียชีวิตไปของผู้หญิงอินเดีย ด้วยการกระโดดเข้ากองไฟ ขณะที่กองเพลิงกำลังเผาไหม้ศพของผู้เป็นสามี!
พิธีนี้มีทั้งผู้หญิงที่เต็มใจทำ อาจเพราะรัก เพราะความเห็นผิด เพราะโดนล้างสมองด้วยค่านิยมผิด หรือ เพราะโดนกดดันจากสังคม กับผู้หญิงที่ไม่เต็มใจทำ แต่ถูกญาติพี่น้องจับโยนเข้ากองไฟไปอย่างโหดร้ายทารุณ
ตามตำราศาสนาของพราหมณ์-ฮินดู พิธีสตี มีต้นแบบมาจาก พระแม่สตี เทวีในศาสนาฮินดู ซึ่งเป็นพระชายาองค์แรกของ พระศิวะ ที่กระโดดเข้ากองไฟด้วยความพิโรธ เนื่องจากบิดาของตนเองดูถูกพระสวามี จึงทำลายตัวเองเพื่อรักษาเกียรติของ พระสวามี ต่อมาพระนางก็กลับมาเกิดใหม่เป็น พระนางปารวตี และมาเป็นพระชายาของพระศิวะอีกครั้ง ดังนั้น กลุ่มที่ศรัทธาพระศิวะและพระนางปารวตี จึงนับถือบูชาการกระโดดเข้ากองไฟ เพื่อบูชาความรัก หรือ พิธีกรรมสตี!
ต่อมาในสายของพวกที่นับถือพระกฤษณะก็เอาตามบ้าง จึงเขียนคัมภีร์กรุณาปุราณะและคัมภีร์ภควคีตาปุราณะ (พ.ศ.1400) สรรเสริญความกล้าหาญของชายาพระกฤษณะ ที่กระโดดเข้า กองไฟตามพระกฤษณะไปปรโลก จึงทำให้ผู้หญิงอินเดียและครอบครัวจำนวนมากเอาเยี่ยงอย่าง
พิธีสตีมารุ่งเรืองสุดขีด ประมาณพุทธศตวรรษที่ 18-20 บ้านไหนบ้านนั้น สามีตายเมื่อไหร่ ภรรยาต้องตายตามในทันที โดยมีบุคคลตัวอย่างที่ได้รับการกล่าวขวัญถึงมากเป็นพิเศษ คือ นารยารานี เทวี ชายาของ ตันธัน ดัส ผู้เสียชีวิตเพราะสุลต่านแห่งแคว้นฮีสสา เพราะสุลต่านอยากได้ม้ามงคล จึงแย่งด้วยการสังหารสวามีของนารยารานี นางเสียใจมากจึงยอมตายพร้อมสวามีด้วยการกระโดดเข้ากองเพลิง ซึ่งเรื่องนี้ได้รับการยกย่องอย่างสูงจากประชาชนทั่วไป จนถึงกับมีการสร้างวัดฮินดู บริเวณที่ นารยารานี ทำสตี พร้อมทั้งตั้งชื่อวัดว่า วัดรานีสตี โดยวัดนี้มีสาขาอยู่ทั่วอินเดีย และมีการเฉลิมฉลองใหญ่ในช่วงเดือนตุลาคมของทุกปี
เมื่อ 500-600 ปีก่อน พิธีสตีเป็นที่นิยมมากในเมืองวิชัยนาก้า (Vijayanagar) จากบันทึกของนิโคโล คอนติ (Nicolo Conti) ชาวอิตาเลียนซึ่งไปเมืองวิชัยนาก้า เมื่อปี พ.ศ.1963 ได้กล่าวว่า
“หญิงม่ายแทบไม่เหลืออยู่ในเมือง เพราะทุกคนทำสตีตายตามสามีหมด ที่ไม่ทำเองก็โดนจับโยนเข้ากองไฟเป็นที่น่าสยดสยองยิ่งนัก และบางครั้งมีนางสนมกว่า 3,000 คนต้องตาย จนกองกันเป็นภูเขาเลากาน่าอนาถยิ่งนัก”
เฟอนัว นูนิง (Fernao Nuning) ชาวโปรตุเกส ซึ่งเดินทางไปเมืองวิชัยนาก้าเมื่อปี พ.ศ.2079 เล่าว่า
“มหาราชาองค์หนึ่งมีชายา 500 คน พอมหาราชาตายไป สนมทั้งหมดพร้อมบริวารก็โดนเผาไปด้วย กลิ่นเนื้อไหม้ตลบอบอวลไปทั้งเมือง จนนับว่าเป็นโศกนาฏกรรมที่สุดจะทนดูได้”
ในความเป็นจริงพิธีสตีถูกสั่งห้ามไปเมื่อปี พ.ศ.2372 คือ 193 ปีก่อน โดยลอร์ด วิลเลียม เบนทิก ผู้สำเร็จราชการบริติชอินเดียในสมัยนั้น เนื่องจากชาวอังกฤษเห็นว่าเป็นพิธีที่โหดร้ายป่าเถื่อน แต่กระนั้นก็ยังมีคนอินเดียแอบทำสตีกันอยู่ตลอด แม้กระทั่งช่วงรอยต่อก่อนอินเดียจะได้รับเอกราชในปี พ.ศ.2490 ก็ยังมีชาว หมู่บ้านเดโอราล่า ลักลอบทำสตีไป 3 ราย
พออินเดียได้รับเอกสาร มีรัฐธรรมนูญเป็นของตัวเอง ก็ออกกฎหมายห้ามการ ทำสตีอย่างเด็ดขาด แต่จนแล้วจนรอด ในปี พ.ศ.2530 ก็ยังมีผู้ฝ่าฝืน คือ นางรูป กันวาร์ ชาวหมู่บ้านเดโอราลา จนทำให้เรื่องนี้มีผู้ถูกฟ้องร้องฐานฆาตกรรมรวม 45 คน และมีผู้เข้าร่วมพิธีหลายคนถูกจับกุมฐานส่งเสริมพิธีสตี รวมไปถึงระดับนักการเมืองท้องถิ่น และในปีเดียวกันนั้นเอง รัฐบาลอินเดียก็ออกรัฐบัญญัติป้องปรามพิธีสตี โดยกำหนดโทษสูงสุดถึงขั้นประหารชีวิตหรือจำคุกตลอดชีวิตแก่ผู้สมรู้ร่วมคิดในการประกอบพิธี และแม้แต่การยกย่องสรรเสริญพิธีสตีก็ยังมีโทษจำคุกตั้งแต่ 1-7 ปีเลยทีเดียว
จึงทำให้พิธีสตี ค่อยๆ เลือนหายไป คงเหลือไว้แต่ตำนานอันสยดสยอง และบางเมือง เช่น พาราณสี ก็ออกระเบียบไว้ว่า ห้ามผู้หญิง เดินทางไปเผาศพคนในครอบครัวที่ท่าน้ำโดยเด็ดขาด เพื่อป้องกันเหตุการณ์สตี ที่อาจเกิดขึ้นอย่างกะทันหัน
เรื่องนี้ ได้สอนให้เรารู้ว่า “ความเห็นผิด” เป็นเรื่องสำคัญที่ทำให้ชีวิตมีปัญหาได้ตั้งแต่ชาตินี้ จนตัวตาย และอาจติดข้ามภพข้ามชาติ เป็นระยะเวลายาวนานในสังสารวัฏ ถ้าไม่ได้พบพระพุทธเจ้า ไม่ได้ฟังพระสัทธรรม ก็เป็นไปไม่ได้เลย ที่จะถอนความเห็นผิดออกจากชีวิตจิตใจ จนสามารถจะพ้นทุกข์ได้อย่างแท้จริง!
พระเฉลิมชาติ ชาติวโร
พระธรรมทูตเชิงลึกแดนพุทธภูมิ
สถาบันโพธิคยาวิชชาลัย ๙๘๐