เสียงวิพากษ์วิจารณ์หนาหู ทั้งจากฝั่งรัฐบาลและ ฝ่ายค้าน กรณีกกต.ออกข้อปฏิบัติ-ข้อห้าม ช่วง 180 วัน ก่อนสภาครบวาระ
เอื้อฝ่ายบริหารหรือรัฐมนตรี ขณะที่ส.ส.ถูกตีกรอบ
ในมุมมองนักวิชาการ เห็นว่าฝ่ายไหนได้เปรียบ หรือเสียเปรียบมากกว่ากัน
สติธร ธนานิธิโชติ
ผอ.สำนักนวัตกรรมเพื่อประชาธิปไตย
สถาบันพระปกเกล้า
เกณฑ์การหาเสียงช่วง 180 วันก่อนสภาครบวาระที่ กกต.กำหนดนั้น ลงรายละเอียดมากเกินไปจนทำให้เกิดข้อถกเถียงกันวุ่นวาย โดยเฉพาะการยกตัวอย่างของ กกต. แม้จะเข้าใจได้ว่าเป็นเจตนาดี ต้องการให้เกิดความเข้าใจ เช่น การแยกเป็นกลุ่มต่างๆ ต้องการให้เข้าใจง่ายขึ้นว่าบทบาทแต่ละคนมีข้อห้ามหรือข้อปฏิบัติที่ทำได้แตกต่างกัน
แต่ผลลัพธ์ที่ออกมากลับตรงกันข้าม เมื่อลง รายละเอียดย่อยมากเกินไปก็ทำให้เกิดความสับสน คนรับสารก็อาจสงสัยได้จากรายละเอียดที่เยอะมาก จนเกิดการขยายความเป็นที่น่าตกใจ ถ้าดูกันจริงๆ จะเห็นว่ากฎเกณฑ์ที่กกต.ออกมานั้น เป็นเรื่องที่ปฏิบัติได้หรือไม่ได้อย่างปกติ และเป็นสิ่งที่ต้องระมัดระวังกันอยู่แล้วในช่วงการใกล้เลือกตั้ง
กฎเกณฑ์ที่กกต.กำหนดมีความชัดเจนในข้อกฎหมาย แต่ที่นักการเมืองกังวลว่ายังไม่ชัดเจนคือเรื่องวิธีการปฏิบัติ คำวินิจฉัยและการตีความ เพราะบางเรื่องตีความแคบได้ ขณะที่บางเรื่องตีความกว้างได้
และเมื่อถึงเวลาบังคับใช้มีความจริงจังมากน้อย แค่ไหน หรือแค่เขียนไว้ให้ระมัดระวัง และจะใช้กับ ทุกคนหรือไม่ หรืออาจหลับตาข้างหนึ่งให้ฝ่ายหนึ่ง เปิดตาสองข้างให้อีกฝ่ายหนึ่งหรือไม่ เรื่องพวกนี้ทำให้เกิดความกังวลไปหมด
ส่วนที่ฝ่ายค้านกังวลการลงพื้นที่ของรัฐมนตรีนั้น เนื่องจากรัฐมนตรีมีหน้าที่ดูแลรับผิดชอบด้านบริหาร ดูนโยบาย การกำกับควบคุมการบริหารบ้านเมือง การทำโครงการ ซึ่งเป็นหน้างาน ดังนั้น โดยธรรมชาติของงานทำให้รัฐมนตรีลงพื้นที่ได้
ขณะที่ส.ส.ไม่ได้มีบทบาทหน้าที่ตรงนั้นโดยตรง หน้าที่ของส.ส.คือออกกฎหมาย ตรวจสอบรัฐบาล ดูแลประชาชนในฐานะการประสานงาน ถามไถ่สารทุกข์สุกดิบ แต่ไม่ใช่หน้าที่หลักที่ส.ส.จะไปจัดสรรงบประมาณ เอาโครงการไปลง
จึงไม่แปลกที่ดูเหมือนว่าเหตุใดรัฐมนตรีทำได้เยอะ แต่ส.ส.ทำได้น้อย แต่พอถึงวันที่มี พ.ร.ฎ.เลือกตั้ง รัฐมนตรีก็ต้องสวมหมวกผู้สมัครส.ส.ไปลงพื้นที่หาเสียง ส.ส.ก็เช่นกัน พอถึงเวลาก็สลัดความเป็นส.ส.ออก กลายเป็นผู้สมัคร แต่ก็ทำให้เกิดความรู้สึกว่าก่อนวัน ลงสนาม ทำไมมีคนได้เปรียบ วันนี้สถานะต่างแต่วันข้างหน้าก็กลายเป็นผู้เล่นกันหมด
แต่ถ้าคิดกันให้ละเอียด หลังมี พ.ร.ฎ.เลือกตั้ง ก็มีข้อห้ามที่ต้องทำในขณะเป็นรัฐมนตรีรักษาการ ซึ่งต้องมีความระมัดระวัง เพราะจะมีข้อกฎหมาย กฎระเบียบ ที่จะออกมาควบคุมคนเหล่านี้ ก็มีความเสียเปรียบ และความเสี่ยงเหมือนกัน เพราะมีตำแหน่งรักษาการรัฐมนตรีพ่วงผู้สมัครส.ส.ไปด้วย ทำให้รายละเอียด ในการปฏิบัติตัวเมื่อถึงเวลานั้นอาจมากกว่า ดังนั้น ต่างฝ่ายต่างมีช่วงเวลาที่ได้เปรียบเสียเปรียบแตกต่างกัน
ส่วนที่ ส.ส.กังวลกฎเกณฑ์ที่ กกต.กำหนดไม่ให้แจกของชาวบ้าน แต่ขณะนี้หลายพื้นที่ประสบอุทกภัยชาวบ้านเดือดร้อน ก็สืบเนื่องจากความกังวลว่ากกต.ตีความเคร่งครัดหรือไม่ หากมีคนช่วยเหลือชาวบ้านจะนำไปร้องเรียนกันใช่หรือไม่ ต้องดูกันที่เรื่องของเจตนาในการช่วยเหลือด้วยหรือไม่ ทั้งหมดเกิดจากความกลัวการได้เปรียบเสียเปรียบ เพราะช่วงใกล้เลือกตั้งนักการเมืองกลัวอย่างเดียวคือกลัวเสียเปรียบเพื่อน
อย่างไรก็ตาม หากมีการยุบสภาก็ต้องนับหนึ่งเรื่องกฎเกณฑ์กันใหม่ กฎเหล็ก 180 วันจึงเป็นเรื่องที่ไม่ควรไปกังวลกันมาก เพราะถ้ายุบสภาก่อนกฎเกณฑ์เหล่านี้จะถูกยกเลิกไป

บัณฑิต จันทร์โรจนกิจ
คณะรัฐศาสตร์ จุฬาฯ
กฎกติกาของ กกต.ที่ประกาศมา เป็นการป้องกัน การได้เปรียบเสียเปรียบในช่วงก่อนการเลือกตั้ง ก่อนมี พ.ร.ฎ.ให้มีการเลือกตั้ง พูดง่ายๆ คือป้องกันการซื้อเสียง ล่วงหน้า ฉะนั้นอาจมีบางส่วนได้เปรียบเสียเปรียบ หรือชอบไม่ชอบ
เห็นด้วยว่าควรต้องมีกติกา แต่บางเรื่องในมุมมองประชาชน อาจเห็นว่ากติกาของ กกต.มากไปนิด หน้าที่ของ กกต.คือต้องวางหลักการ และต้องไม่ทำให้เกิดความได้เปรียบเสียเปรียบ แต่มีหลายเรื่องที่เกินความรับผิดชอบทำให้หลายคนกังวลเพราะมีบทเรียน
เช่น กรณีแจกใบส้ม นายสุรพล เกียรติไชยากร จากการใส่ซองทำบุญแต่ศาลตัดสินว่าไม่ผิด กกต.จะรับผิดชอบอย่างไร หรือกรณีหากผิดจริง กกต.ไล่บี้เอาเงินจากเขาในการจัดเลือกตั้ง กกต.ไปทำหน้าที่เป็นศาล มีการกระชับอำนาจโดย กกต.ทำให้หลายคนกังวล
ที่บอกว่าใส่ซองงานแต่ง หรืองานบวช งานบุญไม่ได้ มอบพวงหรีดไม่ได้ทั้งที่ความจริงเป็นเรื่องเบสิกและสำคัญ กกต.ต้องวางตัวให้ดี ส่วนการจัดงานห้ามจัดขนาดใหญ่ ต้องดูเรื่องความเหมาะสม
แทนที่กกต. จะถือไม้เรียวกำกับ ถือกฎหมายลงโทษคนผิด ควรหันมารณรงค์ให้ข้อมูลและประชาสัมพันธ์ แทนที่จะใช้วิธีการกำกับ กกต.ต้องรณรงค์ประชาสัมพันธ์ให้คนรับรู้ว่าหากไปทำอย่างนั้นอาจเป็นสีเทา
ถ้าระบุแต่ข้อกฎหมายคนอาจเข้าไม่ถึง กกต.ต้องบอกให้ชัดว่าเรื่องนี้ เรื่องนั้นอาจทำให้เกิดความได้เปรียบเสียเปรียบ โดยประชาชนจะเป็นคนตัดสิน และพรรคการเมืองก็จะไปดำเนินการให้ถูกต้องเอง แต่อย่าไปบอกว่าใส่ซอง จัดเลี้ยง จัดงานกฐินไม่ได้ ซึ่งดูเกินไปเพราะมองข้อเท็จจริงในรอบหลายปีที่ผ่านมาก็ทำกันอยู่ไม่ใช่น้อย
ส่วนที่ฝ่ายค้านมองว่ารัฐบาล รัฐมนตรีได้เปรียบในการลงพื้นที่ ทั้งการใช้งบประมาณและบุคลากรก็แน่นอน ก็ต้องกลับมาเรื่องมารยาทและจริยธรรมทางการเมือง กติกาที่ไม่ต้องเขียนเป็นลายลักษณ์อักษรแต่รู้กันว่าควรทำหรือไม่ควรทำ และฝ่ายการเมืองต้องพูดกันเอง จะใช้กฎหมายอย่างเดียวไม่ได้ เพราะที่การเมืองของเราล้าหลังและทำให้ทุกอย่าง อึมครึม คือบอกว่าต้องแก้กฎหมายแต่ท้ายที่สุดก็ใช้อำนาจจากกฎหมาย โดยไม่ได้แก้ปัญหาแต่เพิ่มปัญหา
ข้อจำกัดช่วงสถานการณ์ภัยธรรมชาติ กกต.ต้องพูดให้ชัดว่าฝ่ายการเมืองอย่าไปร้องให้เป็นคดีความ และฝ่ายรัฐบาล ที่มีข้อกังขา เช่น กรณีรัฐมนตรีบางคนไปพูดเรื่องม็อบมากแล้วจะไม่ได้เลือกตั้ง กกต.ต้องออกมาเตือน เมื่ออยู่ในตำแหน่งในหน้าที่ควรปฏิบัติอย่างไร เพราะกกต.ตั้งมาเพื่อป้องกันการได้เปรียบเสียเปรียบของฝ่ายการเมือง
เห็นด้วยที่กกต.ออกมาพูดถึงกติกาก่อนมีเลือกตั้ง แต่ต้องประกาศไปถึงผู้ใช้อำนาจทางการเมืองคือฝ่ายบริหารด้วย เพราะการอยู่มา 8 ปี ที่ผ่านมาไม่เคยเห็นฝ่ายรัฐบาล เสียเปรียบและยิ่งกว่าได้เปรียบ เพราะมีเวลาทำงานในรอบหลายปีที่ผ่านมา
ฝ่ายการเมืองถ้าไม่ยอมรับกฎของ กกต.ก็ต้องมาประชุมกับกกต.บอกว่าไม่ใช่มารยาทที่เคยทำกันมา พรรคการเมืองต้องสะท้อนปัญหาออกไป เช่น เรื่องทำบุญ ก็ต้องระบุลิมิตจำนวนเงิน และเรื่องที่ต้องกังวลมากกว่าคือรัฐมนตรีไปแจกของน้ำท่วม ถ้าไปในนามรัฐบาลต้องมีหนังสือสั่งการจาก นายกฯมอบอำนาจ ถ้าอ้างไปเพราะเป็นเหตุเฉพาะหน้าประชาชนเดือดร้อนก็ต้องยอมรับกันไปว่าอาจถูกมองว่าเป็นสีเทาได้
ขณะที่พรรคการเมืองที่ระบุว่าเสียเปรียบเพราะไปแจกของไม่ได้ ลงพื้นที่ไม่ได้ หรือไปสังเกตการณ์ก็ยังน่าเป็นห่วง กกต.ก็ต้องขยับมาตรการให้เหมาะสมขึ้น
สดศรี สัตยธรรม
อดีตกรรมการการเลือกตั้ง
ที่ผ่านมาระเบียบของ กกต.ก็เหมือนกันในทุกๆ ครั้งที่มีการเลือกตั้ง แต่อาจมีบางเรื่องที่ไม่ได้ระบุไว้ ในระเบียบ กกต. ซึ่งพรรคต่างๆ สามารถสอบถาม มายัง กกต.ได้ และแต่ละปีมีการสอบถามเข้ามาจำนวนมาก โดยกกต.ต้องตอบข้อข้องใจว่า อันไหนทำได้ ทำไม่ได้
เข้าใจว่าระเบียบต่างๆ มีรายละเอียดมากมายบางทีก็นึกไม่ถึง เช่น กรณีถ้ามีงานวัดแล้วผู้สมัครไปยืนเฉยๆ ในงาน อาจมีบางฝ่ายมองเป็นการ ไปแสดงตัว เรื่องนี้อาจเป็นเรื่องที่ กกต.ไม่ได้พูดถึง ซึ่งกกต.วางเป็นหลักเกณฑ์ได้แบบกว้างๆ เท่านั้น
การที่รัฐมนตรีลงพื้นที่ได้ แต่ส.ส.ทำไม่ได้ กกต.เองเคยวางระเบียบว่าถ้าหลังจากปฏิบัติงานแล้ว เช่น หลังเวลา 16.30 น. สามารถไปหาเสียงได้ เป็นช่วงที่ไม่ใช่เวลาราชการหรือไม่ใช่ช่วงที่ปฏิบัติงาน
แต่กรณีของส.ส.นั้น ถ้านักการเมืองสามารถ จะออกไปเยี่ยมเยียนประชาชนในช่วงเสาร์-อาทิตย์ ซึ่งเป็นช่วงวันหยุดราชการ หรือในช่วงเลยเวลาราชการแล้วก็น่าจะทำได้เช่นกัน ในฐานะที่เป็นส.ส.
ระเบียบต่างๆ ในแต่ละปีที่มีการเลือกตั้งอาจมีการแก้ไข ซึ่งเป็นเรื่องที่กกต.เองต้องนำมาพิจารณา ไม่ใช่ว่าคนเป็นรัฐมนตรีทำได้ แต่ส.ส.ทำไม่ได้ เรื่องนี้ก็มองว่าไม่ถูกต้อง และเป็นเรื่องที่กกต.ควรกำหนดให้มีแนวทางปฏิบัติเหมือนกัน ส.ส.ก็คือนักการเมือง รัฐมนตรีก็คือนักการเมือง ฉะนั้นก็ไม่ควรจะแยกแยะ
อีกอย่างเมื่อรัฐมนตรีลงพื้นที่แล้วจะมีคำถาม ตามมาเรื่องการใช้เงินหลวง หรือแม้กระทั่งการใช้บุคลากรรัฐ จริงๆ แล้ว กกต.ควรวางระเบียบระบุ เลยว่าอย่างไหนทำได้ อย่างไหนทำไม่ได้
ส่วนเรื่องที่เป็นกรณีฉุกเฉิน เช่น น้ำท่วม กกต.ควรพิจารณว่าถ้าเป็นกรณีฉุกเฉินเกิดอุทกภัย ภัยพิบัติ รัฐมนตรีลงไปช่วยควรแยกให้ออกไปในฐานะไหน ถ้าเป็นไปเพื่อหาเสียงให้พรรคการเมืองก็ต้องดูว่าเงินหลวงหาเสียงแฝง แต่ยอมรับว่าเป็นเรื่องยากสำหรับ กกต.ที่จะพิจารณา
เรื่องนี้ฝ่ายบริหารได้เปรียบอยู่บ้าง ดังนั้น กกต.จำเป็นต้องให้รัฐมนตรีชี้แจงว่าเป็นภารกิจจำเป็นจริงๆ ใช่หรือไม่ และไม่เกี่ยวกับการหาเสียงให้พรรค จึงต้องพยายามดูเป็นกรณีไป และต้องแจกแจงเงินที่นำมาใช้บรรเทาความเดือดร้อนด้วย หรือเป็นไปได้หรือไม่ที่ กกต.จะให้รัฐมนตรีลาออกจากพรรค ไม่ให้ มีตำแหน่งหรือไม่ได้เป็นสมาชิกพรรคใดพรรคหนึ่ง ปัญหาการทำงานของกกต.ชุดนี้ คือ ไม่ค่อยประชาสัมพันธ์ มีเรื่องอะไรก็จะให้เลขาธิการ กกต.เป็นคนแถลง อีกทั้งการออกมาแถลงแต่ละครั้ง ก็ไม่ได้ระบุว่าเป็นฉันทามติของ กกต. จึงน่าจะดีถ้ามี กกต.คนใดคนหนึ่งออกมาพูดเอง จะทำให้เกิดความมั่นใจว่าทุกสิ่งเป็นมติที่มาจาก กกต.
ฉะนั้นทางที่ดีคือ กกต.อย่าเก็บตัว ให้ออกมา พูดเลย จะเป็นการสร้างความมั่นใจให้กับประชาชนได้มากเลย