วิถีแห่งนักปฏิบัติที่ถูกทาง!

ฝึกจิต

ในช่วงนี้ผู้เขียนได้เปิดคอร์สสอนปฏิบัติวิปัสสนากรรมฐาน ณ ต้นพระศรีมหาโพธิ์ สถานที่ตรัสรู้ เมืองพุทธคยา ในชื่อเก๋ๆ ว่า “เรียนกายรู้ใจ เพื่อให้รู้ตื่นและเบิกบาน ในเมืองพุทธคยา” ซึ่งมีผู้เดินทางบินลัดฟ้ามาจากประเทศไทยเข้าร่วมปฏิบัติธรรม หลายคนด้วยกัน เพราะการปฏิบัติธรรม คือ สิ่งที่ทำให้เราเข้าใจธรรมดาของชีวิต

เนื่องจากบ่อยครั้งที่โลกมักแสดงความจริงในด้านที่โหดร้ายให้เราเห็น จนทำให้เกิดความทุกข์หนัก แต่การ “ไม่ยอมรับความจริง” ในสิ่งที่เกิดขึ้นนั้น กลับเป็นทุกข์ที่หนักหนาสาหัสยิ่งกว่า ซึ่งคนที่ไม่เคยฝึกฝนจิตใจตัวเอง ผ่านกระบวนการปฏิบัติธรรม ย่อมเป็นเรื่องยากมากที่จะเข้าใจความจริง และยอมรับความจริงในสิ่งที่เกิดขึ้นนั้นได้ด้วยใจที่เข้มแข็งมั่นคง

ซึ่งการพัฒนาธรรมในพระพุทธศาสนา มีวิธีการและลักษณะที่เป็นเครื่องบ่งชี้ เพื่อใช้เป็นมาตรวัดความพัฒนาของกาย วาจา ใจ จนแสดงออกมาในภายนอกอย่างคร่าวๆ ประมาณ 11 ประการ ดังนี้

1. ปฏิบัติเหมือนไม่ปฏิบัติ คือ นักปฏิบัติธรรมที่ดี จะใช้ชีวิตเหมือนคนปกติธรรมดา ยิ่งสำหรับฆราวาส แม้จะมีความจำเป็น อย่างยิ่งที่ต้องปฏิบัติธรรม แต่ไม่มีความจำเป็นที่ต้องแสดงออกให้ใครต่อใครรู้ว่าเราเป็นผู้ปฏิบัติธรรม โดยเฉพาะกับคนที่ไม่ได้ปฏิบัติ มิเช่นนั้นอาจอยู่ในสังคมที่ผสมปนเปอยู่ด้วยคนพาลลำบากขึ้น

2. ไม่เพ่งโทษใคร มีแต่ความระมัดระวังใจตัวเองด้วยสติอยู่เสมอ เพราะจิตที่หยาบกระด้างเท่านั้น ถึงจะคอยจ้องจับผิดผู้อื่น ซึ่งพระพุทธเจ้าไม่ได้สอนให้เกิดมาเป็นครูของใคร หากแต่ให้หมั่นสอนใจตัวเอง เตือนตัวเองอยู่เสมอ จึงจะสามารถเข้าถึงความดีในพระพุทธศาสนา

3. ไม่จิกกัดผู้อื่นด้วยวาจา ไม่นินทาว่าร้ายใครด้วยเพราะเหตุกลใดก็ตาม เพราะผู้ปฏิบัติธรรมจะถูกขัดเกลาทั้งกาย วาจา ใจ ให้มีความละเอียดประณีตมากยิ่งขึ้น ดั้งนั้นจึงมีความฉลาด รู้เท่าทันว่า การสร้างวจีกรรม เป็นการทำร้ายผู้อื่นและตัวเองอย่างโหดร้ายทารุณ

4. ไม่บ่น ไม่จุกจิกจู้จี้ ไม่โวยวาย ไม่ออกงิ้ว ไม่แปลงเป็นลิงค่าง เวลาถูกกระทบ เพราะมีสมาธิหล่อเลี้ยงจิตใจจนมั่นคง หากแม้ว่าโกรธ แต่ก็มีสติ พยายามไม่ปล่อยความชั่วร้ายของตัวเองถูกส่งออกสู่กายและวาจา เพราะนั่นเท่ากับเป็นการประจานความชั่วของตัวเอง

5. ไม่อวดรู้ อวดดี วางฟอร์ม ร้อนวิชา หรือ ฟาดฟันผู้อื่นด้วยธรรมะ ใครพูดถูกก็รับฟัง พูดผิดก็รับฟัง ถ้ามีเหตุให้พูดก็พูด หมดเหตุให้พูดก็หยุด พร้อมจะทำหน้าที่กัลยาณมิตร คือ ให้คำแนะนำด้วยกรุณา ไม่ซ้ำเติม ไม่ดันทุรังไปเปลี่ยนใครให้คิดเหมือนตัวเอง ให้โอกาส และคอยเป็นกำลังใจให้เสมอ

6. ใจเย็น รักความสงบ ไม่ชอบวุ่นวาย ไม่ปรารถนาการเบียดเบียน ไม่ต้องใช้ความครื้นเครงสนุกสนานเฮฮาของหมู่คณะมาเป็นเครื่องแก้เหงา เหล่านี้คือ สมบัติของผู้ปฏิบัติธรรม ใครอยู่ใกล้ก็พลอยได้รับความสงบเยือกเย็น สบายกาย สบายใจตามไปด้วย

7. รอได้ เพราะผู้ปฏิบัติธรรม สามารถเปลี่ยนนาทีที่น่าเบื่อจากการ “รอ” ให้เป็นเวลาทองแห่งความสุขได้ด้วยการ “ภาวนา” แล้วความทุกข์ทั้งปวงจากการรอก็จักสลายตัวไป

8. ตรงต่อเวลา ด้วยความที่คนปฏิบัติธรรมจำเป็นต้องมีสัจจะ นัดใคร หรือ รับปากสิ่งใดไว้ ต้องทำให้สำเร็จ จะไม่เป็นผู้มักอ้างว่า เช่น รถติด ฝนตก ตื่นสาย ทำไม่ได้ ฯลฯ หากลองได้ลั่นวาจาไปแล้ว ต้องพยายามอย่างถึงที่สุดเพื่อรับผิดชอบสัจจะของตัวเอง ข้อนี้เป็นสิ่งหนึ่งที่พิสูจน์คุณธรรมของผู้ปฏิบัติธรรมได้ดี

9. ทำเรื่องยากให้ง่าย ทำสิ่งที่มากให้น้อย ทำสิ่งที่ใหญ่ให้เล็ก มีชีวิตอยู่กับหน้าที่ที่ได้รับมอบหมาย แต่ก็พร้อมจะปล่อยวางเมื่อหมดเหตุปัจจัย รู้จักยืดหยุ่น ผ่อนสั้น ผ่อนยาวได้ ประนีประนอม ไม่ค่อยถือสาหาความอะไรใคร และพร้อมที่จะให้อภัย

10. พยายามพัฒนากายใจอย่างต่อเนื่อง คือ ชอบก็ทำ ไม่ชอบก็ทำ เหนื่อยก็ทำ ขี้เกียจก็ทำ ง่วงก็ทำ ร้อนก็ทำ ไม่มักอ้างว่า และหาเหตุให้คลายความเพียร ต้องแบบนี้เท่านั้นถึงจะเข้าถึงธรรมได้จริง

11. เห็นซึ้งถึงกฎแห่งกรรม คือ ใจของผู้มีธรรม จะถือความเข้าใจเป็นใหญ่ ไม่ถือความถูกผิดเป็นเกณฑ์ แต่มิใช่ไม่เห็นผิด ไม่รู้ถูก หรือแยกดีชั่วไม่ออก ตรงกันข้าม คือ ย่อมรู้ดีชั่วอย่างชัดเจนยิ่งกว่าใคร แต่ใจของผู้ปฏิบัติจะเต็มไปด้วยพรหมวิหารธรรม ไม่โกรธเกลียดคนทำผิด ท่านจึงไม่เห็นใครเลว เพราะทราบชัดว่าทุกเรื่องล้วนดำเนินไปตามกฎแห่งกรรม

ธรรมะของพระพุทธเจ้าเป็นสิ่งที่น่าอัศจรรย์ เพราะบางครั้ง แค่ได้ฟัง ได้อ่าน หรือได้เห็นข้อความสั้นๆ เพียงแค่นั้นก็อาจพลิกใจที่หดหู่เศร้าหมองให้กลับกลายเป็นสว่างไสว เห็นรำไรถึงทางแห่งความสุข ลองคิดดูเถิดว่า ถ้าได้ลองปฏิบัติธรรมจนวิมุตติรสบังเกิดแก่ใจจริงๆ จะดื่มด่ำกับความสุขอันล้ำลึกได้ขนาดไหน… คุณลองคิดดู

พระเฉลิมชาติ ชาติวโร
พระธรรมทูตเชิงลึกแดนพุทธภูมิ
สถาบันโพธิคยาวิชชาลัย ๙๘๐

ติดตามข่าวสด

ข่าวเด่นประจำวัน