การกลับมาปฏิบัติหน้าที่นายกรัฐมนตรีอีกครั้งของ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา
เป็นที่จับตาว่าจะมีการปรับครม.หรือไม่ เกิดการยุบสภาหรือเปล่า กระแสข่าวรัฐประหารก็ยังมีการพูดถึง
สถานการณ์การเมืองหลังจากนี้จะเกิดอะไรบ้าง มีความเห็นจากนักวิชาการ
วันวิชิต บุญโปร่ง
รัฐศาสตร์ ม.รังสิต
ปัญหาเร่งด่วนเฉพาะหน้าที่รัฐบาลต้องดำเนินการต้องเร่งบริหารน้ำท่วมก่อน เพราะเรื่องเศรษฐกิจคงสายเกินไปแล้ว เนื่องจากนักธุรกิจชั้นนำต่างออกมาวิพากษ์วิจารณ์ถึงการแก้ปัญหาเศรษฐกิจ ทั้งที่ผ่านมาเป็นกองหนุนหลักรัฐบาลมาตลอด ซึ่งเป็นทางเลือกที่ตีบตันมากของ พล.อ.ประยุทธ์ ในการแก้ปัญหาเศรษฐกิจ และการกลับมาเป็นนายกฯอีกครั้งหลังหยุดปฏิบัติหน้าที่ไม่มีพรรคไหนเต็มที่ พลังประชารัฐก็เปลี่ยนไป ดังนั้น นาทีนี้ พล.อ.ประยุทธ์ ต้องใช้เวลาให้คุ้มค่าที่สุด ดังนั้นการใช้ภาพไปตรวจน้ำท่วมก็เพื่อยื้อเวลา
หลังกลับมานั่งนายกฯอีกครั้ง ดูทิศทางแล้ว พล.อ.ประยุทธ์ เจตนาลากยาวโดยไม่สนเสียงกดดันให้ยุบสภา หรือปรับครม.ก็คงไม่ปรับใหญ่ คงปรับเล็กตามความต้องการของพรรคร่วมรัฐบาลและไม่ปรับเร็วในช่วงเวลานี้ คงต้องรอให้แก้น้ำท่วมผ่านไปจนสถานการณ์ดีขึ้นก่อน เพราะถ้าปรับ ครม.โดยปรับใหญ่จะส่งผลต่อภาพรัฐบาล
แต่ที่ต้องคำนึงถึงคือ พล.อ.ประยุทธ์อาจเชื่อว่าตัวเองมีอำนาจต่อรอง แต่ถ้าพรรคประชาธิปัตย์หรือภูมิใจไทยได้ปรับครม. โดยที่เพิกเฉยต่อความต้องการของพรรคพลังประชารัฐ ก็เป็นการยากที่พลังประชารัฐจะรับปากหรือเต็มใจสนับสนุน พล.อ.ประยุทธ์ เป็นแคนดิเดตนายกฯ
และยังมีแรงกดดันต่อรัฐบาลที่ชัดเจนคือการเป็น เจ้าภาพจัดประชุมเอเปก ซึ่งเป็นแรงกดดันในอนาคต ต้องดูว่าจะมีชาติใดที่ตอบรับเข้าร่วมประชุมบ้าง ซึ่งยังไม่มีข้อมูลที่ชัดเจนตรงนี้ รวมถึงปัญหาทางการเมืองในพรรคร่วมรัฐบาลที่ความสัมพันธ์ยังอึมครึมอยู่ หรือกับ พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ หัวหน้าพรรคพลังประชารัฐ
หากพล.อ.ประยุทธ์จะยุบสภาก่อนครบวาระคิดว่าต้องรอกฎหมายลูก คิดแบบเอาใจคนอยากเลือกตั้งก็คงเป็นหลังปีใหม่ แต่ก็เว้นช่วงแค่ 2 เดือนครึ่งก็ครบวาระแล้ว ฉะนั้นสู้ลากไปให้ครบเทอมไม่ดีกว่าหรือ และการอยู่ครบเทอมอาจสร้างปัจจัยใหม่ในการเสนอชื่อตัวเองกลับมาเป็น นายกฯอีกครั้ง
จึงยังเชื่อว่าพล.อ.ประยุทธ์ อยู่ครบเทอม เพราะแน่นอนว่าการอยู่ครบเทอมจนถึงเดือนมี.ค. 66 ยังมีอะไรให้ทำอีก หมายความว่ายังมีการปรับ โยกย้ายข้าราชการในส่วนต่างๆ โดยเฉพาะตำรวจและกองทัพ
แม้จะไม่ใช่ตำแหน่งสำคัญแต่ก็เป็นการวางกลไกให้มีการหมุนหรือขันนอตให้แน่นขึ้น แม้จะเพิ่งแต่งตั้งโยกย้ายข้าราชการหลายกระทรวงเมื่อ ก.ย.ที่ผ่านมาก็ตาม แต่ กลางปีก็สามารถวางคนไว้ล่วงหน้าเพื่อมองทิศทาง หรือการสร้างความได้เปรียบของกลไกเชิงโครงสร้างอำนาจด้วย
อย่างไรก็ตาม ส่วนตัวมองว่าพล.อ.ประยุทธ์ จะไม่ได้กลับมาเป็นนายกฯแล้ว พล.อ.ประยุทธ์มั่นใจแค่ไหนว่าตัวเลขส.ส.ของพรรคการเมืองที่สนับสนุน และชูตัวเองจะประสบความสำเร็จในสนามการเลือกตั้ง จะทำอย่างไรให้ได้ตัวเลขที่ตัวเองต้องการซึ่งเป็นโจทย์ที่ยาก
ที่ฉุกคิดกันเรื่องรัฐประหารจากกรณีนายชัยวุฒิ ธนาคมานุสรณ์ รมว.ดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม พูดปรามกลุ่มต้านนั้น คิดว่าเป็นการพูดลักษณะกลอนพาไป เป็นความคะนองปากมากกว่า เขารู้ว่าผลค่าเสียหายที่ต้องจ่ายไปมีมูลค่าสูงมาก ทำให้พรรค พลังประชารัฐที่ภาพไม่ดีอยู่แล้วถูกมองอย่างตกต่ำมากขึ้น
ขณะเดียวกัน กองทัพยุคนี้มีระยะห่างจากรัฐบาลพอสมควรหลายเรื่อง ดูจากการแต่งตั้งโยกย้ายที่คาดว่าคนใกล้ชิด 3 ป. จะได้ตำแหน่งสำคัญก็ไม่บรรลุผลตรงนั้น ถือว่ากองทัพเล่นเกมเพลย์เซฟและรักษาภาพลักษณ์ตัวเอง ดังนั้นโอกาสที่จะเกิดรัฐประหารศูนย์เปอร์เซ็นต์
ยุทธพร อิสรชัย
คณะรัฐศาสตร์ มสธ.
ที่น่าสนใจคือช่วงเวลากว่า 30 วัน ที่ พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รักษาการนายกฯ ภาพที่ถูกชูขึ้นโดยรัฐบาล หรือในพรรคพลังประชารัฐ การลงพื้นที่ของแต่ละพรรค ต่างพูดถึงแคนดิเดตนายกฯของตัวเอง ส.ส.เขตจะส่งใคร โดยไม่ได้ยินชื่อ พล.อ.ประยุทธ์เลย เป็นการเมืองที่ก้าวข้ามพล.อ.ประยุทธ์ ไปพอสมควร
จึงน่าสนใจว่า พล.อ.ประยุทธ์กลับมาแล้วยังฟื้นความนิยม ภาพลักษณ์ คะแนนเสียงให้ตัวเองได้หรือไม่ เพราะตอนนี้ในพรรคพลังประชารัฐยังมีการพูดกันแล้วว่าแคนดิเดตนายกฯ จะเป็นพล.อ.ประวิตร พล.อ.ประยุทธ์เป็นรองนายกฯ สะท้อนว่า พล.อ.ประยุทธ์อาจไม่มีบารมีเหมือนเดิม
ในการอภิปรายไม่ไว้วางใจก่อนหน้านี้ก็จะเห็นว่าพล.อ.ประยุทธ์ บารมีทางการเมืองน้อยกว่าพล.อ.ประวิตรอยู่แล้ว จากนี้จึงเป็นบทพิสูจน์โค้งสุดท้ายของ พล.อ.ประยุทธ์ ก่อนจะเข้าสู่การเลือกตั้ง
งานแรกที่สำคัญคือการประชุมเอเปก พล.อ.ประยุทธ์ จะสร้างภาวะผู้นำได้หรือไม่ อีกส่วนหนึ่งคือการแก้ปัญหาเศรษฐกิจที่ยืดเยื้อยาวนานและเป็นข้อวิพากษ์วิจารณ์สำคัญ ของรัฐบาล
อีกส่วนในแง่ความชอบธรรมของ พล.อ.ประยุทธ์เอง แม้ศาลรัฐธรรมนูญจะวินิจฉัยว่าการนับ 8 ปีเริ่ม 2560 แต่ในความรู้สึกของคนทั่วไป พล.อ.ประยุทธ์อยู่มาตั้งแต่ปี 2557 ความถูกผิดทางกฏหมายไม่สามารถตอบความชอบธรรมทางการเมืองได้ นี่คือโจทย์ใหญ่ที่พล.อ.ประยุทธ์ ต้องแก้ไขให้ได้
ส่วนการปรับครม. ไม่เห็นความจำเป็น เพราะเป็นช่วงโค้งสุดท้ายแล้ว อำนาจ 3 ป. หรือ คสช.สามารถควบคุม กำกับการเมืองเอาไว้ได้ทั้งหมดอยู่แล้ว ทั้งพล.อ.ประยุทธ์ ดูความมั่นคง พล.อ.ประวิตร ดูการเมือง พล.อ.อนุพงษ์ เผ่าจินดา ดูกลไกระบบราชการ เพราะเป็นรมว.มหาดไทยมา เกิน 8 ปี
ตำแหน่งเชิงยุทธศาสตร์เหล่านี้เขาคุมได้หมดอยู่แล้ว เครื่องหมายเครื่องมือ เช่น กฎหมายงบประมาณก็ผ่านแล้ว การแต่งตั้งข้าราชการ ตำรวจ ทหาร พลเรือนก็เรียบร้อย จึงไม่จำเป็นต้องไปทำให้เกิดการเคลื่อนไหว จึงคิดว่าการปรับครม.จะเป็นเพียงทดแทนตำแหน่งที่ว่างของพรรคประชาธิปัตย์ และภูมิใจไทยเท่านั้น
เชื่อว่าการยุบสภาเกิดขึ้นอยู่แล้วเพราะเป็นการได้เปรียบเชิงเทคนิค ถ้ายุบสภาระยะเวลาการเลือกตั้งจะถูกขยายออกไป การอยู่ครบวาระเลือกตั้งใน 45 วัน ส.ส.ต้องสังกัดพรรคไม่น้อยกว่า 90 วัน แต่ถ้ายุบสภาเลือกตั้งไม่น้อยกว่า 45 ไม่เกิน 60 วัน ส.ส.ต้องสังกัดพรรคก็ย่นย่อเหลือแค่ 30 วัน
ขณะที่พรรคพลังประชารัฐมีแนวโน้มจะมีพรรคสาขา ต้องสร้างโอกาสให้ส.ส. รองรับการย้ายพรรค จึงเป็นไปได้ที่จะเกิดการยุบสภา หลังประชุมเอเปกเป็นไปได้ทุกเดือน ก่อนครบวาระในเดือนมี.ค.
การตีความกฎหมายลูกเป็นอีกเงื่อนไขที่จะส่งผลต่อการ เลือกตั้ง เราจะได้เห็นการเลือกตั้งเกิดขึ้นหรือไม่นี่คือกติกาสำคัญ ถ้าถูกตีตกต้องเสนอกฎหมายใหม่ ถ้าเปลี่ยนกลับไปหาร 500 หรือเสนอกฎหมายใหม่แล้วสภาล่มอีกก็อาจเป็นปัญหา สุดท้ายการเลือกตั้งอาจเกิดไม่ได้เพราะไม่มีกติกา
น่าสังเกตว่า การรัฐประหาร หรือจะไม่มีเลือกตั้ง ทุกครั้งที่มีคนออกมาพูดหรือมีกระแสข่าวเกิดขึ้น สังคมก็ค่อนข้างให้น้ำหนัก สะท้อนว่าการเมืองไทยอยู่ในสภาวะไม่ปกติ เสถียรภาพของระบบการเมืองยังไม่มี ประชาธิปไตยที่ตั้งมั่นยังไม่มี ทำให้ความคิดเรื่องจะเกิดรัฐประหาร ไม่มีการเลือกตั้งมักถูกพูดถึงเสมอ ในการเมืองไทย
เงื่อนไขสำคัญที่จะทำให้เกิดรัฐประหารคือภาวะการเมืองที่ขาดเสถียรภาพ เช่น กฎหมายเลือกตั้งไม่ผ่าน ความขัดแย้งนอกสภา เกิดม็อบและความรุนแรง มักถูกหยิบยกมาเป็นข้ออ้าง เป็นสูตรสำเร็จของการรัฐประหารในไทย
ฝ่ายการเมืองต้องยึดเจตจำนงประชาชนเป็นหลัก ไม่ใช่เลือกตั้งเสร็จก็กลายเป็นเรื่องผลประโยชน์เฉพาะบุคคล เฉพาะกลุ่ม การเมืองนอกสภาก้าวหน้าแต่การเมืองในสภาล้าหลัง ซึ่งมันไม่สมดุลกัน
ศิโรตม์ คล้ามไพบูลย์
นักวิชาการอิสระ
หลัง พล.อ.ประยุทธ์กลับมาทำหน้าที่นายกฯอีกครั้ง การเมืองฝั่งรัฐบาลจะเจอโจทย์ใหญ่คือการปรับครม. โดยเฉพาะจากกลุ่มพรรคพลังประชารัฐภาคใต้และกลุ่มสมุทรปราการ ซึ่งมีจำนวนส.ส.มากพอจะเป็นรัฐมนตรีได้ เมื่อเทียบกับกลุ่มอื่นๆ ในพรรคหลายกลุ่มที่ ส.ส.น้อยกว่าแต่ได้โควตารัฐมนตรีแล้ว
หากพล.อ.ประยุทธ์ไม่ปรับครม. เชื่อว่าคงมีการย้ายพรรคครั้งใหญ่ โดยเฉพาะกลุ่มสมุทรปราการ และคิดว่าการเจรจาครั้งนี้ค่อนข้างหนัก เพราะเกี่ยวพันไปถึงการอยู่ร่วมกันเพื่อหนุน พล.อ.ประยุทธ์ ในการเลือกตั้งครั้งหน้า
ปัญหาตอนนี้คือ พล.อ.ประยุทธ์ไม่สามารถสร้างคะแนนนิยมได้ ทุกองคาพยพต้องทำงานเพื่อตอบโจทย์ในการ สร้างคะแนนนิยมให้ พล.อ.ประยุทธ์ สูงขึ้น แต่จะสังเกตเห็นว่า พล.อ.ประยุทธ์กลับมาปฏิบัติหน้าที่เพียง 4 วัน บรรยากาศความขัดแย้งก็ว่อน ไม่ว่าจะเป็นเรื่องวิทยุทรานซิสเตอร์
แม้ พล.อ.ประยุทธ์จะพยายามปรับตัวในการสื่อสารว่าเป็นผู้นำที่เห็นอกเห็นใจประชาชน แต่ความเป็น พล.อ.ประยุทธ์ ไม่สามารถทำอะไรได้มากไปกว่านี้ หากเปรียบเป็นยาก็เป็นยาที่หมดอายุแล้ว
เรื่องยุบสภายังคิดว่า พล.อ.ประยุทธ์น่าจะยุบสภาหลังการประชุมเอเปก แต่คงเป็นประมาณ ก.พ.66 ซึ่งเป็นการยุบสภาที่อยู่เกือบครบเทอม โดยอยู่ให้นานที่สุดเท่าที่จะ มากได้
ส่วนข้อกังวลกฎหมายลูกจะถูกตีตกภายหลังคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญ จนเป็นเงื่อนไขให้การเลือกตั้งช้า พล.อ.ประยุทธ์เป็นนายกฯรักษาการก็มีความเป็นไปได้ ตอนนี้ที่คอการเมืองพูดกันมากคือไม่มีการเลือกตั้ง ที่จริงแล้วสามารถไปได้ต่อคือให้ กกต. เทียบเคียงกฎหมายอื่นที่มี ซึ่งกกต.เคยบอกว่าทำได้ แต่ทั้งหมดขึ้นอยู่กับสถานการณ์ทางการเมือง
เมื่อไม่มีการเลือกตั้งก็มีทางเลือกอยู่ 2 แบบ แบบที่หนึ่งคือรัฐประหาร แบบที่สองคือล้มการเลือกตั้งและเตะถ่วง วิธีที่ง่ายที่สุดคือการเตะถ่วงการเลือกตั้งออกไปก่อน และทำให้คนจำนวนหนึ่งเข้าใจว่าหากมีการเลือกตั้งก็จะมีปัญหา ซึ่งไม่ยากเพราะปี 57 กกต.เคยทำมาแล้วในสมัย นายสมชัย ศรีสุทธิยากร เป็นกกต.
ส่วนเงื่อนไขการรัฐประหารนั้นเป็นเรื่องของการ สร้างฉาก ไม่มีใครเดาได้ ปกติการรัฐประหารก็จะวนเวียนอยู่กับเรื่องการล้มสถาบัน การคอร์รัปชั่น และเรื่อง ของสภาซึ่งทั้ง 3 เรื่องตอนนี้ก็อ้างยาก สภาเองก็ไม่มี เรื่องปั่นป่วนวุ่นวาย เรื่องล้มสถาบันความเคลื่อนไหวก็ถือว่าน้อยและการคอร์รัปชั่นก็ไม่สามารถอ้างว่า พล.อ.ประยุทธ์ คอร์รัปชั่น ฉะนั้นข้ออ้างเดิมตอนนี้ไม่สามารถอ้างได้
ส่วนที่มีรัฐมนตรีออกมาพูดถึงการรัฐประหาร เป็น การขู่ว่าอย่าแสดงออกจนเกินขอบเขต รัฐมนตรีก็รู้ว่าถ้ารัฐประหารเขาจะไม่ได้อะไร เพราะรัฐมนตรีก็หลุด จากตำแหน่งทันที หากมีเลือกตั้งยังมีสิทธิกลับมาเป็นรัฐมนตรีได้ คงเป็นการเตือนมากว่า และเป็นการส่ง สัญญาณไปยังพล.อ.ประยุทธ์ ว่าตัวเองพร้อมซัพพอร์ตตลอดเวลา