กทม.2 ดินแดง – เมื่อวันที่ 10 ต.ค. ที่อาคารธานีนพรัตน์ นายชัชชาติ สิทธิพันธุ์ ผู้ว่าราชการกรุงเทพ มหานคร กล่าวภายหลังการประชุมคณะผู้บริหาร ในการประชุม สำนักการคลัง (สนค.) ได้รายงานความคืบหน้าผลการดำเนินงานของคณะกรรมการร่วมภาครัฐและเอกชน (กรอ.กทม.) เพื่อสร้างกรุงเทพฯ ให้เป็นเมืองน่าอยู่สำหรับทุกคน ประสานความร่วมมือในการทำงานแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจ โดยกทม.ได้บูรณาการความร่วมมือกับภาคเอกชน 3 แห่ง ได้แก่ หอการค้าไทยและสภาหอการค้าแห่งประเทศไทย สมาคมธนาคารไทย และสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย ร่วมเป็น คณะกรรมการดังกล่าว
ขณะที่กทม.จะต้องผลักดันให้กรุงเทพฯ เป็นศูนย์กลางของภูมิภาค ตลอดจนในอนาคตขอความร่วมมือภาคเอกชนร่วมกันเวิร์กฟรอมโฮม ในช่วงวิกฤตฝุ่นละออง พีเอ็ม 2.5 ระหว่างเดือนธ.ค.-ก.พ.2566 อย่างไรก็ตาม แม้กรอ.มองว่าปัญหาฝุ่นพีเอ็ม2.5 เป็นเรื่องใหญ่ แต่ยังไม่ถึงเวลา แต่เชื่อว่าหลายเรื่องพร้อมให้ความร่วมมือ
“มาตรการเวิร์กฟรอมโฮม ในช่วงที่มีฝุ่นพีเอ็ม 2.5 วิกฤตนั้น กทม.จะขอความร่วมมือภาคเอกชน หากมองในมิติหนึ่ง การเวิร์กฟรอมโฮมเป็นตัวที่จะช่วยไม่ใช่แค่เรื่องฝุ่น แต่จะช่วยในเรื่องทางกายภาพบนท้องถนน เกี่ยวกับการจราจรที่ติดขัดด้วย” นายชัชชาติกล่าว
ได้สั่งการตั้งศูนย์ปฏิบัติการติดตามปัญหา 6 เรื่องหลัก ประกอบด้วย 1.ศูนย์ปฏิบัติการเรื่องฝุ่นพีเอ็ม 2.5 ได้มีการออกมาตรการ 4 ระดับ คือ ระดับ 1 ค่าฝุ่นไม่เกิน 37.5 ไมโครกรัมต่อลูกบาศก์เมตร (มคก./ลบ.ม.) ระดับ 2 ค่าฝุ่น 37.6-50 มคก./ลบ.ม. ระดับ 3 ค่าฝุ่น 51-75 มคก./ลบ.ม. และระดับ 4 ค่าฝุ่นตั้งแต่ 76 มคก./ลบ.ม.ขึ้นไป ซึ่งเป็นแผนที่สอดคล้องกับแผนระดับชาติ
2.ศูนย์ปฏิบัติการด้านการจราจรและความปลอดภัยทางถนน 3.ศูนย์ปฏิบัติการดูแลเรื่องหาบเร่แผงลอย 4.ศูนย์ปฏิบัติการด้านยาเสพติด ต้องดำเนินการเข้มข้นขึ้น ให้ตอบสนองกับกรณีเหตุที่เกิดขึ้นที่จ.หนองบัวลำภู เพื่อสร้างความปลอดภัยให้กับชีวิตคนที่เกี่ยวข้อง 5.ศูนย์ปฏิบัติการเกี่ยวกับการทุจริตความโปร่งใส และ 6.ศูนย์ปฏิบัติการเรื่องน้ำที่ทำอยู่แล้ว ช่วยบูรณาการ และประมวลผลสรุปข้อมูลตามระยะเวลา ทุกเช้า ทุกสัปดาห์ เพื่อให้การบริหารจัดการแบบบูรณาการ มากขึ้น