หอการค้าชี้ฉุดจีดีพี0.15%-จี้รัฐเยียวยาสินเชื่อดอกเบี้ยต่ำ
หอการค้าไทยปรับเพิ่มคาดการณ์ความเสียหายน้ำท่วม 2 หมื่นล้านบาท ฉุดเศรษฐกิจทรุด 0.1-0.15% ภาคธุรกิจเสนอรัฐเยียวยา ตรึงดอกเบี้ยประคองกิจการ หนุนฟื้นโครงการช้อปดี มีคืน กระตุ้นใช้จ่ายปลายปี 5 หมื่นล้านบาท
นายธนวรรธน์ พลวิชัย อธิการบดีมหาวิทยาลัยหอการค้าไทย และประธานที่ปรึกษาศูนย์พยากรณ์เศรษฐกิจและธุรกิจ มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย เปิดเผยถึงดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภคเดือนก.ย. 2565 ว่าปรับตัวดีขึ้นจากระดับ 43.7 เป็น 44.6 ต่อเนื่องเป็นเดือนที่ 4 สูงสุดในรอบ 8 เดือน แต่ยังต่ำกว่า 100 ซึ่งเป็นค่ากลาง โดยประชาชนมองว่าเศรษฐกิจไทยยังไม่ฟื้น เห็นจากดัชนีความเชื่อมั่นเกี่ยวกับเศรษฐกิจโดยรวมที่ยังอยู่ในระดับ 38.6 ขณะที่ดัชนีความเชื่อมั่นเกี่ยวกับรายได้ในอนาคตอยู่ที่ระดับ 53.3 ยังต่ำกว่า 100 ทั้งสิ้น
เนื่องจากประชาชนมองว่าเศรษฐกิจไทยยังมีจุดเปราะบาง 2 เรื่อง คือ 1.เสถียรภาพทางการเมืองหลังนายกรัฐมนตรีถูกสั่งให้หยุดปฏิบัติหน้าที่ สะท้อนได้จากดัชนีความคิดเห็นสถานการณ์ทางการเมืองเดือนก.ย. ที่ตกลงมาอยู่ที่ระดับ 33 ปรับลดลงครั้งแรกในรอบ 6 เดือน และ 2.ปัญหาน้ำท่วมที่ขยายวงกว้างอย่างต่อเนื่อง ทำให้เริ่มระวังการใช้จ่ายมากขึ้น
“ปัญหาการเมืองและน้ำท่วมเป็นจุดเสี่ยงเศรษฐกิจไทย ล่าสุดหอการค้าไทยได้ปรับเพิ่มประมาณการผลกระทบจากปัญหาน้ำท่วม เป็น 1.2-2 หมื่นล้านบาท เพิ่มขึ้นจากก่อนหน้านี้ที่คาดว่าจะอยู่ที่ 5 พัน-1 หมื่นล้านบาท เพราะขยายวงกว้างขึ้นและเข้าสู่จังหวัดพื้นที่อุตสาหกรรมอย่างอยุธยา สระบุรี นครสวรรค์ ภาคเกษตรเสียหาย ไม่มาก 6-8 พันล้านบาท เพราะยังท่วมเฉพาะพื้นที่พืชไร่ ยังไม่ลามไปปศุสัตว์ ยังไม่ทำให้ราคาอาหารแพงขึ้น ส่วนภาคอุตสาหกรรมจะ เสียหายราว 6 พัน-1.2 หมื่นล้านบาท อาจฉุดอัตราการขยายตัวทางเศรษฐกิจ (จีดีพี) ของประเทศลดลง 0.1-0.15% บั่นทอนเศรษฐกิจไม่มากนัก โดยมหาวิทยาลัยหอการค้าไทยยังคงเป้าหมายจีดีพีปีนี้ไว้ที่ 3.3-3.5% ส่วนค่าเงินบาท คาดว่าจะอยู่ระหว่าง 37.5-38.5 บาท/ดอลลาร์”
อย่างไรก็ตาม ภาคธุรกิจมีข้อเสนอให้รัฐบาลเร่งหามาตรการเยียวยาธุรกิจที่ได้รับความเสียหายจากน้ำท่วม เช่น ปล่อยสินเชื่อดอกเบี้ยต่ำ ดูแลต้นทุนปัจจัยการผลิต ดูแลอัตราดอกเบี้ยไม่ให้ปรับขึ้นเร็วตามธนาคารกลางสหรัฐ ที่คาดว่าเร็วๆ นี้จะปรับขึ้นดอกเบี้ยอีก 1-1.25% และดูแลค่าเงินบาทให้มีเสถียรภาพไม่อ่อนค่าเร็วเกินไป
นายธนวรรธน์กล่าวถึงกรณีที่ผู้ประกอบการห้างสรรพสินค้าเสนอให้รัฐบาลนำมาตรการช้อปดี มีคืน มาใช้ช่วงไตรมาส 4 ของปีนี้ ว่าเป็นนโยบายที่คุ้มค่ามากกว่าเสีย แม้รัฐจะสูญรายได้ภาษี 7 พัน-1 หมื่นล้านบาท แต่เงินจะสะพัดกลับเข้ามาในระบบเศรษฐกิจมากถึง 5 หมื่นล้านบาท ขณะที่รัฐบาลก็ยังจะมีรายได้จากภาษีมูลค่าเพิ่ม (แวต) กลับเข้ามา รวมทั้งภาษีรายได้จากนิติบุคคลที่ฟื้นตัวจากอานิสงส์ของมาตรการด้วย แต่ทั้งนี้ก็ขึ้นอยู่กับวงเงินงบประมาณของรัฐบาลว่ามีเพียงพอหรือไม่