ฤดูร้อนกำลังจะเคลื่อนผ่านไป ฤดูหนาวกำลังจะเคลื่อนเข้ามา…ยินดีต้อนรับสู่กรุงลอนดอน เมืองหลวงของประเทศอังกฤษ

ท้องฟ้าแจ่มใส แดดอุ่นๆ อุณหภูมิ 20 องศาต้นๆ กลางคืน 10 องศาปลายๆ อากาศกำลังเย็นสบาย สลับกับบางวันฟ้าปิด เมฆครึ้ม ฝนตกชุ่มฉ่ำ สมคำร่ำลือเป็นเมือง 4 ฤดูใน 1 วัน

สีสันต้นไม้ใบหญ้ายังเขียวชอุ่ม เพราะช่วงเวลาที่บริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) นำคณะผู้บริหารและสื่อมวลชนเดินทางไปศึกษาดูงานนั้นเป็นช่วงเดือนกันยายน ต้นฤดูใบไม้ร่วงหรือฤดูใบไม้เปลี่ยนสี ที่รออวดโฉมความงามอยู่ราว 3 เดือน ตั้งแต่เดือนกันยายน-พฤศจิกายนของทุกปี ก่อนจะเข้าสู่ฤดูหนาว

วันนี้กรุงลอนดอนกลับฟื้นคืนชีพอีกครั้ง หลังทั่วโลกต้องฝ่าวิกฤตการแพร่ระบาดของเชื้อโควิด-19 มาอย่างสะบักสะบอมนานราว 3 ปี และแม้ โควิด-19 จะยังไม่หายไปทันทีทันใด แต่ลอนดอนได้ประกาศยกเลิกข้อจำกัดเกี่ยวกับการควบคุมโรคทั้งหมดอย่างเป็นทางการโดย สิ้นเชิง นั่นหมายรวมถึงไม่บังคับให้สวมหน้ากากอนามัย รวมทั้งผู้ติดเชื้อโควิด-19 ก็ไม่บังคับให้กักตัว แต่ให้ใช้วิจารณญาณส่วนบุคคลเองว่าควรทำอย่างไร

ไม่ว่าจะมองไปทางไหนทั้งถนนหนทาง สวนสาธารณะ ห้างสรรพสินค้า ร้านอาหาร ร้านกาแฟ ซูเปอร์มาร์เก็ต พิพิธภัณฑ์ และสถานที่ท่องเที่ยวต่างๆ จะคลาคล่ำไปด้วยผู้คนและคนปั่นจักรยานเป็นพาหนะในชีวิตประจำวัน ที่มีอยู่ทุกตรอกซอกซอย ส่วนรถจักรยานยนต์พอมีสัญจรให้เห็นอยู่บ้างประปราย

ทันทีที่มาถึงก็เห็นสัญลักษณ์สุดคลาสสิค คือ รถบัส 2 ชั้นสีแดงฉูดฉาดที่ยังวิ่งไปทั่วเมือง เดินชมเมืองเพลินๆ บังเอิญเหลือบไปเห็นหนุ่มน้อยหนุ่มใหญ่ถอดเสื้อนั่ง/นอน ยืน/เดินเล่นเป็น (อาหารตา) กลุ่มๆ ให้เราได้อินกับวิถีชีวิตชาวลอนดอนเนอร์และเสพทัศนียภาพอย่างเต็มอิ่ม

โชคไม่ดีที่สมาชิกคนหนึ่งในคณะเราเป็นผู้ประสบเหตุโจรกรรม เพราะโดนมิจฉาชีพที่แฝงตัวอยู่ในฝูงคนพลุกพล่าน ริมถนน รถยนต์และรถจักรยานขวักไขว่ คนร้ายปั่นจักรยานโฉบเข้ามาฉกโทรศัพท์มือถือในขณะที่สไลด์ดูรูปภาพกับเพื่อนไปจากมือต่อหน้าต่อตาจนตั้งตัวไม่ทัน

เหยื่อยืนสตันต์อ้าปากค้างไป 3 วิ กว่าจะรู้สึกตัวอีกที คนร้ายก็อาศัยจังหวะรถยนต์แล่นผ่านบังตา ปั่นข้ามไปอีกฟากของถนน แล้วเลี้ยวซอกแซกหลบหลีกหายลับไปกับตา ทำได้เพียงให้ไกด์พาไปแจ้งความที่สถานีตำรวจเพื่อลงบันทึกประจำวัน

เป็นธรรมดาของเมืองใหญ่ๆ ในประเทศอื่นทั่วโลกก็มักเกิดเหตุการณ์เช่นนี้ ยิ่งโดยเฉพาะในยุคข้าวยากหมากแพง ทุกประเทศต้องเผชิญกับสงครามโควิด-19 และสงครามราคาน้ำมัน ส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจและปากท้องชาวบ้าน อาชญากรรมก็ยิ่งเกิดขึ้นได้สูงเป็นปัญหาสังคมทั่วทุกมุมโลกไม่ต่างกัน จึงขอเก็บมาเล่าสู่กันฟังเป็นประสบการณ์เตือนภัยสักเล็กน้อย

มาถึงสัญลักษณ์สำคัญของกรุงลอนดอน “หอเอลิซาเบธ” เรียกอย่างเป็นทางการว่า “มหาระฆัง” หรือ “มหาระฆังแห่งหอเอลิซาเบธ” (Great Bell of the Elizabeth) เป็นที่รู้จักกันดีในชื่อหอนาฬิกา “บิ๊กเบน” อายุกว่า 160 ปี ที่เชื่อกันว่าถูกเรียกตามชื่อของเซอร์เบนจามิน ฮอลล์ ผู้ควบคุมการติดตั้ง มหาระฆังในขณะนั้น

เป็น “หอนาฬิกาพระราชวังเวสต์มินสเตอร์” สร้างขึ้นในโอกาสฉลองพระราชพิธีพัชราภิเษกหรือพระราชพิธีมหามงคลฉลองสิริราชสมบัติครบ 60 ปี ของสมเด็จพระราชินีนาถ เอลิซาเบธที่สอง

บางตำรำก็ว่า “บิ๊กเบน” เป็นชื่อเล่นของระฆังใบใหญ่ที่สุด น้ำหนัก 13,760 กิโลกรัม สูง 2.2 เมตร กว้าง 2.6 เมตร แขวนไว้บริเวณช่องลมเหนือหน้าปัดนาฬิกา คอยตีเป็นทำนอง ‘โน้ตตัวมี’ ก้องกังวานบอกชั่วโมงตามตัวเลขที่เข็มสั้นชี้บนหน้าปัดนาฬิกา จากระฆังทั้งหมดที่มีด้วยกัน 5 ใบ แต่อีก 4 ใบจะถูกตีเป็นทำนอง ‘โน้ตซอลชาร์ป ฟาชาร์ป มี และที’ ทุก 15 นาที ในทำนองแบบเวสต์มินสเตอร์หรือเคมบริดจ์ ซึ่งถูกนำมาเปิดก่อนเข้ารายการข่าวสถานีวิทยุบีบีซี และเป็นที่นิยมใช้เป็นเสียงนาฬิกาตั้งในบ้านอย่างแพร่หลาย

บิ๊กเบนเป็นหอนาฬิกา 4 หน้าปัดที่มีการตีบอกเวลาด้วยขนาดใหญ่ที่สุดในโลก สูง 96.3 เมตร หน้าปัดอยู่สูงจากพื้น 55 เมตร มีขนาดเส้นผ่านศูนย์กลางยาว 7 เมตร เข็มสั้นบอกชั่วโมงยาว 2.8 เมตร เข็มยาวบอกนาทียาว 4.3 เมตร หอมีน้ำหนักรวม 8,667 ตัน

หอนาฬิกาแห่งนี้ ได้รับการขึ้นทะเบียนเป็นมรดกโลกจากองค์การยูเนสโก เมื่อปี 2530 ต่อมาถูกทำลายสถิติด้วยหอนาฬิกาอัลเลน-แบรดเลย์ ที่รัฐวิสคอนซิน ประเทศสหรัฐ

ปัจจุบันบิ๊กเบนใช้เป็นสถานที่ประชุมสมาชิกรัฐสภาอังกฤษ ยังคงตั้งตระหง่านอยู่ริมแม่น้ำเทมส์ใจกลางกรุงลอนดอน เชื้อเชิญให้ผู้มาเยือนได้เก็บภาพสวยๆ จากบน “สะพานเวสต์มินสเตอร์” ซึ่งเป็นสะพานข้ามแม่น้ำเทมส์เป็นมุมมหาชนที่ทุกคนห้ามพลาด

เดินกินลมชมวิวสะพานมาขึ้น “ลอนดอน อาย” (London Eye) ชิงช้าสวรรค์ที่สูงที่สุดในทวีปยุโรป ด้วยความสูง 135 เมตร รู้จักกันในชื่อ “มิลเลเนียมวีล” (Millennium Wheel) อีกหนึ่งแลนด์ มาร์กที่ต้องขอได้ขึ้นไปสัมผัสวิวสองฝั่งแม่น้ำ เทมส์แบบ 360 องศาสักครั้งหนึ่งในชีวิต

แคปซูลกระจกติดแอร์จุคนได้ประมาณ 25 คน พาเราหมุนขึ้นลงช้าๆ 1 รอบใช้เวลาประมาณ 30 นาที ขึ้นไปถึงจุดสูงสุดเห็นบิ๊กเบนฝั่งตรงข้ามเล็กไปถนัดตา คนในสวนสาธารณะเหลือตัวเท่ามด

มองไปแบบพาโนรามาเห็นแม่น้ำเทมส์ทอดยาว อาคารรัฐสภา พระราชวังเวสต์ มินสเตอร์ พระราชวังวินเซอร์ มหาวิหารเซนต์พอล สะพานข้ามทางรถไฟฮังเกอร์ ฟอร์ดขนาบข้างด้วยสะพานคนเดินเท้าโกลเด้น จูบิลี่ และสถานที่ต่างๆ อีกไกลสุดตา

พอโพล้เพล้ก็ได้ชมพระอาทิตย์ลับ ขอบฟ้า ดื่มด่ำกับบรรยากาศสุดแสนโรแมนติกฟินสุดๆ

ตอนค่ำท้องฟ้ามืดสนิท อุณหภูมิลดลงจนรู้สึกมีลมหนาวปะทะผิวกายเย็นฉ่ำ แสงไฟจากสถาปัตยกรรมอาคาร ราวไฟประดับบนโค้งสะพาน แสงสีนีออนของลอนดอน อาย สาดรัศมีกระทบผิวน้ำระยิบระยับอย่างกับมีชีวิต

แม้ในอดีตมหานครลอนดอนจะเคยเป็นเมืองที่ใหญ่ที่สุดในสหภาพยุโรป (อียู) แต่ปัจจุบันต้องเสียตำแหน่งให้ปารีสของประเทศฝรั่งเศส เพราะอังกฤษได้ถอนตัวออกจากสมาชิกอียู แต่ความเป็น “มหานครลอนดอน” ไม่ได้สิ้นมลายหายไปไหน

ไม่ว่าอย่างไร…วันนี้ลอนดอนยังคงเป็นศูนย์กลางทางธุรกิจ การเมือง เศรษฐกิจ สังคม วัฒนธรรม ประวัติศาสตร์ที่สำคัญ และเป็นผู้นำด้านการเงิน แฟชั่น ศิลปะของโลก เป็นแม่เหล็กดึงดูดผู้คนต่างถิ่น ต่างเชื้อชาติ ต่างภาษา ต่างสีผิว และ ต่างวัฒนธรรมความเป็นอยู่ การกิน การแต่งกายมาร่วมอยู่ที่นี่

เพราะ “มหานครลอนดอน” ไม่เคยหลับใหลและยังเปิดประตูต้อนรับผู้มาเยือนไม่ขาดสาย

พรพิมล แย้มประชา

ติดตามข่าวสด

ข่าวเด่นประจำวัน