เรียกได้ว่าเป็นการออกสตาร์ตฤดูกาลที่น่าผิดหวังสำหรับลิเวอร์พูล ภายใต้การคุมทัพของเจอร์เกน คล็อปป์ โดยเฉพาะในพรีเมียร์ลีกที่พวกเขาเก็บได้เพียง 10 คะแนนจากการลงสนาม 8 นัด อยู่ในอันดับ 11 ของตาราง (ตารางคะแนนล่าสุดวันที่ 15 ต.ค.)

แม้ว่าจะเป็นเพียงช่วงต้นของฤดูกาล ทว่าคล็อปป์ซึ่งเพิ่งคุมลิเวอร์พูลครบ 7 ปีออกมายอมรับว่า “หงส์แดง” ไม่ได้อยู่ ในกลุ่มทีมลุ้นแชมป์ในซีซั่นนี้แต่อย่างใด

“สกาย สปอร์ต” ได้วิเคราะห์ถึง 4 ปัญหาสำคัญที่ส่งผลให้ลิเวอร์พูลเป็นแบบนี้

การล้าสะสมของนักเตะ

ตามสถิติพบว่าเมื่อฤดูกาลที่แล้ว ลิเวอร์พูลลงแข่งขันมากที่สุดนับตั้งแต่ที่คล็อปป์เข้ามาคุมทัพคือกว่า 63 นัดทุกรายการตลอดช่วง 9 เดือน และต้องสู้จนถึงสัปดาห์สุดท้ายของฟุตบอลยุโรป นั่นก็คือ นัดชิงชนะเลิศของศึกยูฟ่า แชมเปียนส์ ลีก ก่อนสุดท้ายพวกเขาจะคว้าแชมป์มาครองได้ 2 จาก 4 รายการ คือ คาราบาว คัพ-เอฟเอ คัพ

มีนักเตะ “หงส์แดง” 6 รายที่ลงมากกว่า 50 นัด คือ จอร์แดน เฮนเดอร์สัน, เฟอร์กิล ฟาน ไดก์, โมฮาเหม็ด ซาลาห์, ดิโอโก โชตา และซาดิโอ มาเน อีก 3 รายที่ลงสนามมากกว่า 45 นัด คือ แอนดรูว์ โรเบิร์ตสัน, เทรนต์ อเล็กซานเดอร์-อาร์โนลด์ และ ฟาบินโญ

ด้วยความล้าสะสมที่เกิดขึ้นทั้งทางร่างกายและจิตใจที่พลาดหวังจาก 2 ถ้วยใหญ่ ส่งผลต่อฟอร์มและเรี่ยวแรงที่ดร็อปลงไป

ค่าเฉลี่ยอายุ

สไตล์การเล่นของลิเวอร์พูลนั้นเน้นการเคลื่อนที่เป็นหลัก บางแมตช์ก็มีการวิ่งเพรสซิ่งสูงซึ่งต้องใช้พละกำลังมาก ทว่าอายุแข้ง “หงส์แดง” ชุดปัจจุบันสูงมากเป็นอันดับต้นๆ ของลีก คือ 27 ปี 342 วัน ซึ่งสูงสุดเป็นอันดับ 3 ในพรีเมียร์ลีกซีซั่นนี้รองจากฟูแลมและเวสต์แฮม ยูไนเต็ด และหากนับย้อนไป 3 ฤดูกาลก่อนพวกเขาก็มีค่าเฉลี่ยอายุนักเตะในทีมไม่ต่ำกว่า 27 ปีติดต่อกัน

ช่วงตลาดซัมเมอร์ที่ผ่านมา ลิเวอร์พูลควรเปลี่ยนถ่ายเลือดนักเตะใหม่ ทว่าคล็อปป์ยังเชื่อมั่นกับผู้เล่นชุดเดิมจนส่งผลเสีย

แนวรับถูกเจาะง่าย

ลิเวอร์พูลยังคงทำประตูและสร้างโอกาสได้ในอัตราเท่ากับฤดูกาลที่แล้ว แต่พวกเขาเสียประตูมากเป็นสองเท่า เป็นที่ชัดเจนว่า คล็อปป์พึ่งพาผู้เล่นที่มีอายุมากขึ้นมาก แถมอาการบาดเจ็บยังให้เขาต้องใช้แนวรับที่แตกต่าง 5 แมตช์ และกองกลาง 5 ชุดไม่ซ้ำกันใน 7 เกม

“อ็อปต้า” ระบุว่า “หงส์แดง” มีสถิติการเสียประตูต่อเกมในลีกที่ฤดูกาลที่แล้วมี อัตรา 0.7 ลูกต่อเกมมาเป็น 1.3 ลูกต่อเกมในฤดูกาลนี้ และโดนยิงเข้ากรอบเพิ่มขึ้นจาก 2.9 ครั้งต่อเกมเป็น 3.4 ครั้งต่อเกม

และคนที่โดนตำหนิมากที่สุดในแผง เกมรับของลิเวอร์พูล นั่นก็คือ เทรนต์ อเล็กซานเดอร์-อาร์โนลด์ ที่ดูเหมือนว่าสนใจแต่เกมรุกมากเกินไป และไม่มีสมาธิในการช่วยป้องกันประตู จนเป็นบ่อเกิดของประตูที่พวกเขาเสียในซีซั่นนี้หลายต่อหลายครั้ง

แผนใหม่ได้ผลไม่ชัดเจน

หลังจากที่คล็อปป์ยึดระบบ 4-3-3 มาอย่างยาวนาน ทว่าให้เฮดโค้ชวัย 55 ปีตัดสินใจที่จะมีการเปลี่ยนแผนการเล่นมาเป็น 4-4-2

การเปลี่ยนแปลงระบบทำให้ ติอาโก อัลคันตารา และ จอร์แดน เฮนเดอร์สัน เล่นเป็นมิดฟิลด์ตัวลึก โดยมี หลุยส์ ดิอาซ, และ โมฮาเหม็ด ซาลาห์ เป็นปีก หน้าคู่คือ ดิโอโก โชตา และ ดาร์วิน นูนเญซ

โดยแผนดังกล่าวได้ผลเป็นอย่างดีในเกมกับเรนเจอร์ส ศึกยูฟ่า แชมเปียนส์ ลีก รอบแบ่งกลุ่ม นัดที่ 3 ซึ่งพวกเขาเอาชนะไป 2-0 เนื่องจากเห็นได้ชัดว่า “หงส์แดง” มีเสถียรภาพ และการควบคุมในแดนกลางที่ดีขึ้น ขณะที่เกมรับฝั่งขวาก็ดูจะมีช่องโหว่ลดลง

ในเกมกับอาร์เซนอล พวกเขาก็ใช้แผนเดิมทว่ากลับเสียประตูแบบง่ายๆ ไปถึง 2 ลูกในช่วงต้น และท้ายครึ่งแรก รวมถึงแดนกลางที่คุมจังหวะเกมแทบไม่ได้ จนสุดท้ายพวกเขาพ่ายไป 2-3

แม้ในแมตช์ต่อมาลิเวอร์พูลจะบุกถล่มเรนเจอร์สได้ 7-1 ในเกมยูซีแอล นัดที่ 4 ทว่าก็เป็นการที่พวกเขาเสียประตูไปก่อน และยังแสดงให้เห็นถึงความไม่แน่นอนและเสถียรของแผนการเล่นใหม่ ดังกล่าว

ติดตามข่าวสด

ข่าวเด่นประจำวัน