การวิพากษ์วิจารณ์ผู้นำประเทศ รัฐบาล เป็นข้อถกเถียงในวงกว้าง หลังกรณีทอล์กโชว์ เดี่ยว 13 ของ โน้ส อุดม สร้างปรากฏการณ์ในโลกโซเชี่ยล
แต่ฝ่ายรัฐบาลและกองเชียร์ไม่ขำ สวนกลับ จนถึงขั้นยื่นร้องเรียน สะท้อนความขัดแย้ง 2 ขั้ว ที่ยังฝังลึก
ในมุมมองนักวิชาการเตือนไปยังรัฐบาลศึกษา บทเรียนจากประเด็นนี้
นันทนา นันทวโรภาส
คณบดีวิทยาลัยสื่อสารการเมือง ม.เกริก
การวิจารณ์การทำงานของนายกฯ มีมาอย่างต่อเนื่องเพราะสิ่งที่นายกฯ ทำหรือพูดดูหลุดโลก วิธีการสื่อสารแบบที่นายกฯ เป็นถือเป็นการเรียกแขก จนมาถึงกรณีการแสดงทอล์กโชว์เดี่ยว 13 ซึ่งโดนใจผู้ชมอย่างมาก เปรียบเสมือนเป็นตัวแทนหมู่บ้านออกมาพูดสิ่งที่ชาวบ้านอยากพูด เป็นการใช้ศิลปะสื่อสารแบบอารมณ์ขัน ไม่ได้หยาบคายหรือด่าทอ แต่มันสะท้อนสิ่งที่นายกฯ เป็น
เมื่อเป็นกระแส การแสดงเดี่ยว 13 ดังคนที่เห็นด้วยก็แชร์กัน แต่คนที่เป็นองครักษ์พิทักษ์นายกฯ ก็ออกมาเบรก ซึ่งการออกมาเบรกได้ผลตรงกันข้าม หรือเรียกวิธีการนี้ว่ายิ่งตียิ่งดัง จึงทำให้เดี่ยว 13 ยิ่งดัง บรรดาองครักษ์พิทักษ์นายกฯ น่าจะสรุปบทเรียนได้แล้วว่า วิธีการแบบนี้ใช้ไม่ได้ ตั้งแต่กรณีเพลง ‘ประเทศกูมี’ แล้ว ที่ห้ามฟัง ห้ามดู ยิ่งตียิ่งดัง ดังนั้นวิธีนี้จะใช้จัดการกับคนที่วิพากษ์วิจารณ์หรือเห็นต่างไม่ได้
นายกฯ เป็นบุคคลสาธารณะย่อมวิพากษ์วิจารณ์ได้ โดยเฉพาะการเป็นนักการเมือง เพราะนักการเมืองเป็นคนที่ทำงานอยู่บนผลประโยชน์ของประชาชน ดังนั้นประชาชนย่อมตรวจสอบได้ และการตรวจสอบ ก็สามารถทำได้โดยการวิพากษ์วิจารณ์
ประเทศที่เป็นประชาธิปไตยให้ความคุ้มครองสิทธิเสรีภาพของประชาชนให้วิจารณ์นักการเมืองได้โดยไม่ถูก ดำเนินคดี เช่น ในสหรัฐ ประชาชนวิพากษ์วิจารณ์ได้และยังมีรายการทอล์กโชว์คล้ายๆ เดี่ยว 13 ออกอากาศประจำทุกคืนวันเสาร์ เพื่อล้อเลียนนักการเมือง โดยเฉพาะ ส่วนใหญ่เป็นการล้อเลียนประธานาธิบดีก็ไม่เห็น มีปัญหาอะไรเพราะเขาเป็นประเทศเสรีประชาธิปไตย
ถ้านักการเมืองไม่อยากให้ใครแตะต้อง ไม่อยากให้ใคร ไปวิพากษ์วิจารณ์ก็ต้องเปลี่ยนอาชีพไปทำอาชีพส่วนตัว เช่น ไปเป็นเกษตรกรปลูกพืชเลี้ยงสัตว์ ไม่ยุ่งเกี่ยวกับใครเลยห้าม แต่ถ้าเป็นนักการเมืองก็ต้องแตะต้องได้ ถ้าเป็นระบอบเผด็จการหรือคอมมิวนิสต์วิพากษ์วิจารณ์ไม่ได้อยู่แล้ว แต่ประเทศไทยบอกว่าเป็นประเทศประชาธิปไตย ฉะนั้นก็จะวิพากษ์วิจารณ์ได้
การแสดงเดี่ยว 13 ถ้ามองว่าเป็นอารมณ์ขัน คลายเครียดก็จบ แล้วก็นำสิ่งที่คนล้อเลียนไปปรับปรุง กรณี พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกฯ ที่ไม่ได้ถือสา โน้ส อุดม แต่ชื่นชมว่าเป็นศิลปินที่เก่ง คนก็จะรู้สึกว่าเป็นผู้ใหญ่ใจกว้าง
ถ้ามองด้วยความใจกว้างก็จะไม่เกิดมวยคู่เอก การกระทำแบบนายศรีสุวรรณ จรรยา ที่ใช้กฎหมาย มาเล่นงานคนอย่างไม่สมเหตุสมผล เป็นการสะสมความไม่พอใจของผู้คน แน่นอนการกระทำของลุงศักดิ์ อาจถูกใจแฟนคลับโน้ส และคนที่คิดต่างนายกฯ แต่กลายเป็น การใช้ความรุนแรงแก้ปัญหาซึ่งอันตราย
แต่จุดเริ่มต้นการใช้ความรุนแรงของลุงศักดิ์ ก็มาจาก นายศรีสุวรรณไปร้องเรียนแบบไม่สมเหตุสมผล เรื่องไม่ควรร้องก็ไปร้อง ทำให้ผู้คนเกิดอารมณ์สะสม ถ้านายศรีสุวรรณไม่ทำแบบนี้ตั้งแต่ต้น รวมทั้งกรณีเดี่ยว 13 ถ้ามองเป็นศิลปะการพูด เป็นอารมณ์ขันก็จะไม่เกิดเรื่องดังกล่าว ต่อไปบรรดานักร้องเรียนทั้งหลายถ้าร้องเรียนอะไรที่ไม่สมเหตุสมผลสื่อมวลชนอย่าไปให้พื้นที่ ต้องไม่สนับสนุนวิธีการแบบนี้
สรุปวันนี้ความแตกแยกหรือขัดแย้งไม่ได้รับการแก้ไข แนวทางปรองดอง ไม่แบ่งฝ่ายที่นายกฯ สัญญาตั้งแต่ ยึดอำนาจว่าจะสลายขั้วมันไม่เกิดขึ้นจริง เพราะการไม่ยอม รับฟังการวิพากษ์วิจารณ์ แม้แต่การวิจารณ์ด้วยอารมณ์ขัน ก็ยังรับไม่ได้ จะเกิดบรรยากาศปรองดองได้อย่างไร
แต่กลายเป็นบรรยากาศพวกเขา พวกเรา ถ้ายังมีคำนี้ความขัดแย้งก็ยังปะทุอยู่เรื่อยๆ ถ้าอยากเห็นบรรยากาศปรองดองตามที่พูดก็ต้องเริ่มจากการเปิดกว้างให้คนวิพากษ์วิจารณ์ได้ มองว่าการวิพากษ์วิจารณ์เป็นกระจกสะท้อนให้นำมาปรับปรุง
สุขุม นวลสกุล
อดีตอธิการบดี ม.รามคำแหง
ผู้นำประเทศระดับนายกรัฐมนตรีต้องถูกวิพากษ์วิจารณ์ได้ เป็นเรื่องปกติ หนังสือพิมพ์ก็วิพากษ์วิจารณ์อยู่ในขณะนี้ หากวิพากษ์วิจารณ์เรื่องไม่จริงก็อาจถูกฟ้องร้องได้เหมือนกัน แต่โดยปกติคนเป็นผู้นำก็ต้องทำใจว่าเป็นบุคคลสาธารณะ ถูกทุกสายตาจับจ้องอยู่
การแสดงทอล์กโชว์หากเสียดสีแต่ฝ่ายค้าน ไม่เสียดสีรัฐบาลก็จะกลายเป็นเชลียร์ไป แต่ถ้าเสียดสีรัฐบาลก็ดูจะถูกอก ถูกใจคนดู เพราะรัฐบาลเป็นคนทำงาน ฉะนั้นอะไรเห็นว่าทำแล้วไม่ดี ไม่ชอบ ก็น่าจะวิพากษ์วิจารณ์หยิบยก ชี้นำได้
แต่ตอนนี้การเมืองไทยแบ่ง 2 ซีกชัดเจน ทำให้ดูเป็นเรื่องแรงไป ฉะนั้นถ้าใครจะแสดงทอล์กโชว์เรื่องการเมือง จะให้ดี ก็ต้องหาเรื่องที่มีดุลคือต้องเสียดสีได้ทั้งรัฐบาลและฝ่ายค้าน แต่อาจหนักทางรัฐบาลกว่า
จะเห็นว่า พล.อ.ประยุทธ์ไม่ได้มีปฏิกิริยาอะไรมากมาย แต่คนที่อยากแสดงให้นายกฯเห็นว่าเขาเจ็บร้อนแทนนั้นมีมาก ดูคล้ายๆ ทหารอาสา เพราะ พล.อ.ประยุทธ์ ไม่ได้พูด ถึงเลย แต่คนเจ็บร้อนแทนกลับออกมาแสดง เหมือนว่าถ้า ไม่แสดงออกก็ไม่รู้ว่ามีความศรัทธาในตัวนายกฯ
เรื่องตลกเลยกลายเป็นเรื่องไม่ขำ กลายเป็นเรื่องจริงจัง แบบเอาเป็นเอาตาย ทำให้บรรยากาศทางการเมืองมีแต่ความเครียดไปหมด ไม่อย่างนั้นปกติก็ต้องผ่อนคลายหัวเราะกันได้บ้าง อย่างสมัย พล.อ.เปรม ติณสูลานนท์ ที่บอกกลับบ้านเถอะลูก ก็หัวเราะกันได้ทั้งบ้านทั้งเมือง
ท่าทีของนายกฯ ต่อเรื่องนี้ที่ทำอยู่ก็โอเค ไม่ได้ตำหนิอะไรใคร คนเจ็บร้อนแทนต่างหากที่ทำให้เรื่องวุ่นวายกันไป อยากฝากเหมือนกันว่าทุกคนมีสิทธิ์ในแง่ของการตอบโต้คนที่วิพากษ์วิจารณ์ ไม่ต้องไปเจ็บร้อนแทน
ส่วนที่วิจารณ์กันว่าแทนที่รัฐบาลจะเข้ามาแก้ปัญหาความแตกแยกแต่กลายมาเป็นคู่ขัดแย้งเสียเองนั้น เพราะบ้านเมืองถลำลึกมาสู่บรรยากาศอย่างนี้ พูดอะไรก็กลายเป็นความขัดแย้งแบ่งสองข้างไปเสียหมด ซึ่งถลำลึกมาตั้งแต่แยกสีแล้ว หนทางแก้ไขก็ต้องค่อยๆ เป็น ค่อยๆไป เพียงแต่ทุกวันนี้ มีแต่จะเติมเพิ่มความเข้มข้นขึ้น มีแต่คนพูดให้คติ แต่ถึงเวลาเจอกับตัวก็ทำเสียเอง
การวิพากษ์วิจารณ์เป็นสิทธิเสรีภาพตามรัฐธรรมนูญแต่ก็ต้องอยู่ในขอบเขตเหมือนกัน คือไม่พูดเรื่องไม่จริง ไม่พูดเรื่องไม่รู้ หรือมีการพูดใส่ร้ายก็ไม่ถูกต้อง หรืออย่างที่เคยพูดในสมัยหนึ่งแล้วนำมาตัดต่อให้เป็นการพูดอีกสมัยหนึ่ง สื่อก็ต้องรับผิดชอบด้วย ไม่ใช่สนุกต่อการเสนอข่าวเท่านั้น สังคมเราอยู่ในบรรยากาศขัดแย้งมาโดยตลอด โดยเฉพาะตอนหลังนี้ดูท่าทีไม่ตีตื้นขึ้นมาเลย
ถึงอย่างไรความรุนแรงก็ไม่เป็นที่ยอมรับ ถ้าเขยิบจาก การใช้วาจารุนแรงไปสู่การใช้กำลังรุนแรงก็แสดงถึงความขัดแย้งเพิ่มสูงขึ้น แม้คำพูดจะเชือดเฉือนกว่าแต่ไม่มีบรรยากาศของความรุนแรงในรูปแบบของการใช้กำลัง ฉะนั้นพยายามรักษากฎหมาย ช่วยกันเบรกเรื่องนี้ไว้ การขยายวงมาใช้กำลัง แม้แต่ยืนให้สัมภาษณ์ก็ยังไม่ปลอดภัย เป็นเรื่องที่น่ากังวล
คนไทยได้ชื่อว่าเป็นคนที่ให้อภัยซึ่งกัน ฉะนั้นมองเพื่อนร่วมสังคมอย่ามองเป็นศัตรู คนเราคิดนั้นไม่เหมือนกัน ทุกเรื่อง ไม่เช่นนั้นเลือกตั้งก็คงมีคนสมัครคนเดียว เมื่อคิด ไม่เหมือนกันก็อย่าไปมองฝ่ายตรงข้ามเป็นศัตรูไปหมด
โคทม อารียา
ผอ.ศูนย์ศึกษาและพัฒนาสันติวิธี ม.มหิดล
นายกฯ เป็นบุคคลสาธารณะเปรียบเสมือนคำพังเพยของฝรั่งที่ว่า ต้องพร้อมรับสิ่งที่ร้อนแรง “ถ้าคุณต้องการ เข้าครัว ก็ไม่ต้องกลัวไฟแรง” ก็รู้อยู่แล้วว่าการเข้ามาต้องมีการวิพากษ์วิจารณ์ แต่การวิพากษ์วิจารณ์ก็ต้องอยู่ในขอบเขต อย่าไปหมิ่นประมาท อาฆาตมาดร้าย คือกฎ ทั่วไปอยู่แล้ว
แต่หลักจริงๆ ขอให้ผู้นำซึ่งเป็นบุคคลสาธารณะ เปิดกว้าง เท่าที่เห็นบางครั้งนายกฯ ก็มีอารมณ์ขัน ดังนั้นคงเข้าใจว่าการวิพากษ์วิจารณ์อย่างเดี่ยว 13 เป็นเรื่องของอารมณ์ขันด้วย
ตนชอบความเห็นของ พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกฯ ที่บอกว่าเป็นความบันเทิง อย่าทำเรื่องเล็กให้เป็นเรื่องใหญ่ แต่ถ้าต้องการทำให้เรื่องใหญ่มากขึ้น ก็อาจมีการชกต่อย อย่างที่เห็นกัน ซึ่งไม่ควรเกิดขึ้น คนที่ถูกชกก็ควรใคร่ครวญด้วยว่าสาเหตุคืออะไร ที่ทำให้ คนอื่นโกรธ
การวิพากษ์วิจารณ์เป็นสิทธิเสรีภาพตามรัฐธรรมนูญ แต่ทุกอย่างต้องมีขอบเขต อย่าไปล่วงละเมิดจนเกินไป ขณะเดียวกันอย่าอ้างแต่กฎหมาย แต่ให้อ้างวัฒนธรรมทางการเมืองดีกว่าเพราะถ้าจะอยู่ด้วยกัน หนักนิด เบาหน่อยก็ต้องอย่าไปคิดมาก และอย่าไปเดิน แต้มต่อ เรื่องใดที่เป็นเรื่องหนัก ทำให้เป็นเรื่องเบาได้เป็นสิ่งที่ดี
การทอล์กโชว์ก็เป็นครั้งที่ 13 แล้ว ครั้งก่อนๆ ที่ผ่านมาก็เป็นเช่นนี้ แต่ไม่ได้เป็นประเด็นหนักหนาสาหัสอะไร ถือว่าเขากำลังสร้างธรรมเนียมการวิพากษ์วิจารณ์บุคคลสาธารณะ หยอกเย้ากันไป ล้อเลียนกันไป ใครเห็นเป็นเรื่องขำขันก็ดี
ในส่วน พล.อ.ประยุทธ์ มองให้เป็นเรื่องขำขันก็ดี แต่ถ้าเห็นเป็นเรื่องซีเรียส ฝ่ายหนึ่งมองเรื่องของสิทธิเสรีภาพในการวิพากษ์วิจารณ์บุคคลสาธารณะ และอีกฝ่ายหนึ่งก็อ้างถูกลิดรอนสิทธิ์เสรีภาพ ก็มองได้ทั้งสองทาง แต่ส่วนตัวมองว่าอย่าไปคิดมาก
ส่วนข้อกังวลว่าการวิพากษ์วิจารณ์รัฐบาลที่วันนี้ บานปลาย สะท้อนความแตกแยกในสังคมที่ยังแก้ไม่ได้ ทั้งที่รัฐบาลประกาศเข้ามาแก้เรื่องนี้นั้น ก็เข้าใจได้ ว่ามีสิทธิ์คิด ขอยกนิทานอีสปเรื่องหนึ่งคือ ม้าขัดแย้ง กับกวาง ม้าไปหานายพรานให้ช่วยจัดการกวางหนุ่ม นายพรานก็บอกว่ายอมให้ฉันใส่บังเหียนไหม ถ้ายอมให้ใส่ ก็จะช่วยจัดการกับกวาง
เปรียบเมื่อปี 57 ก็ทะเลาะกันอยู่ นายพรานก็บอกว่าฉันจะให้พวกเธอหยุดทะเลาะกัน มองในแง่หนึ่ง ก็เหมือนว่าทำให้ม้ากับกวางยอมนายพราน พอกวางพ่ายแพ้ ม้าบอกว่าตอนนี้เรียบร้อยแล้วช่วยเอาบังเหียนออก นายพรานบอกว่าฉันชอบเอาบังเหียนไว้แบบนี้ เพราะฉัน จะได้ควบคุมเธอได้ 8 ปี แล้วก็ไม่ยอมเอาออก
ถ้าอยากอยู่ต่อก็จะอ้างโน่นอ้างนี่ เข้ามาคว้าพุงปลาไปกิน จะบอกให้เลิกก็ไม่ได้ เพราะชอบสถานการณ์ แบบนี้ แล้ววิถีปุถุชน ไม่ใช่ว่าประเทศไทยประเทศ เดียวประเทศอื่นก็เป็นเหมือนกันหมด พอลิ้มรสอำนาจเข้าไปแล้วก็อยากจะอยู่ต่อ อยากจะอยู่ยาว เหมือนกันทั้งนั้น