อ่าน‘เรื่องความขี้เกียจ-เมนูถอดรูปทิพย์อาหารไทย’

บุ๊กสโตร์

“หากเราฟังความขี้เกียจ เราก็จะเข้าใจความต้องการของตัวเองได้ดียิ่งขึ้นและสามารถสร้างชีวิตที่มีคุณค่าสมกับการมีชีวิตอยู่ได้อย่างแท้จริง”

…หนังสือ “Laziness Does Not Exist ผ่อนชีวิต บิดขี้เกียจ” พูดถึง “ความขี้เกียจ” ไว้อย่างนี้ ดร.เดวอน ไพรซ์ (Devon Price, Ph.d.) ผู้ช่วยศาสตราจารย์คลินิกด้านจิตวิทยาประยุกต์และวิทยาการข้อมูล มหาวิทยาลัยโลโยลาชิคาโก พาทุกคนไปรู้จักกับโฉมหน้าที่แท้จริงและรากฐานทางจิตวิทยาของสิ่งที่เราเรียกมันว่า “ความเกียจคร้าน” เปิดโปงระบอบลวงว่าด้วย “ความ ขี้เกียจ” ตลอดจนสาเหตุที่ว่าทำไมมันจึงเป็นเรื่องยกเมฆทั้งเพ ทั้งชี้ชวนให้ตั้งคำถามถึงยุคสมัยปัจจุบันที่ผู้คนทำงานหนักมากเป็นประวัติการณ์ แต่ทำไมเรากลับยังรู้สึกว่า “นี่ยังดีไม่พอ”

ให้ผู้อ่านปรับมุมมองต่อ “ความขี้เกียจ” ผ่านการหยิบยกเรื่องราวของผู้คนจากหลากหลายพื้นเพ หลากหลายอาชีพ และหลากหลายเพศ ตั้งแต่นักศึกษาที่เจอปัญหาครอบครัวจนไม่เหลือแรงในการทำเกรดให้ดีได้ ภรรยาที่ต้องเก็บกวาดบ้านหลังเลิกงานจนแทบไม่มีเวลาดูแลลูก พนักงานบริษัทที่ลงคอร์สเสริมออนไลน์หลายสิบคอร์สจนเกิดภาวะหมดไฟ คนไร้บ้านที่ทำงานหามรุ่งหามค่ำแต่ถูกมองว่าไม่พยายามมากพอ ไปจนถึงผู้มีความหลากหลายทางเพศที่ไม่กล้าเปิดเผยตัวตนและพยายามทำงานให้สมบูรณ์แบบเพื่อให้สังคมยอมรับ

…อาสา คำภา ผู้เขียน “รสไทย(ไม่)แท้ : ถอดรูปทิพย์อาหารไทยในสนามการเมืองวัฒนธรรม” เผยถึงผลงานล่าสุดเล่มนี้ว่า “มีความประสงค์จะทดลองนำเสนอเนื้อหาที่ “สมสมัย” เกี่ยวกับการอธิบายอาหารไทย โดยชี้ให้เห็นว่าพลวัตของอาหารไทยเป็นผลมาจากการนิยามความหมายของผู้คนและสังคมที่ทำให้อาหารไทยไม่เคยมีความหยุดนิ่ง

สิ่งที่เรียกว่าอาหารไทยนั้นแท้จริงแล้วอยู่ในสนามของการต่อสู้ต่อรองและช่วงชิงความหมาย หรือสนามแห่งการเมืองวัฒนธรรมระหว่างผู้คน กลุ่มก้อน ตัวแสดงต่างๆ มากมาย นับแต่อดีตจนถึงปัจจุบัน…ตั้งแต่โครงสร้างทางวัฒนธรรม ผู้ปกครอง ชนชั้นสูง อำนาจรัฐ พลังทุน พลังสื่อ ฯลฯ ล้วนมีส่วนประกอบสร้างอาหารที่ดี รสชาติที่ถูกต้อง ตลอดจน รสลิ้น รสนิยมของเรา ไม่ว่าจะรู้ตัวหรือไม่ก็ตาม”

…เป้าหมายเพื่อถอดรื้อ “รูปทิพย์” ความเป็นไทยในเรื่องอาหาร ให้อ่านชัดๆ นิยามใหม่ๆ ของ “อาหารไทย” ที่ถูกกำหนดอย่างหลากหลาย ซับซ้อนโดยรัฐ-ทุน-สื่อ และผู้คน

อย่างสำนวน “กินคาวไม่กินหวานสันดานไพร่” อาสาอธิบายว่า หากจะพูดถึงอาหารชาววัง หรืออาหารของชนชั้นสูงในอดีต เรื่องของอัตลักษณ์ “รสชาติ” ก็นับเป็นอีกเรื่องสำคัญที่ชวนให้เห็นถึงการช่วงชิงอำนาจนำและการแบ่งชนชั้นผ่านอาหาร

ประเด็นเรื่องเจ้านายเสวย “รสหวาน” นี้น่าสนใจตรงที่ว่ายังพิจารณาเชื่อมโยงได้ถึงเรื่องอัตลักษณ์ชนชั้นสูง โดยการเสวยรสหวานนั้นฉายให้เห็นความสามารถที่จะบริโภค “ของแพง” ของกลุ่มชนชั้นสูง เนื่องด้วยนับตั้งแต่ราวก่อนกลางพุทธศตวรรษที่ 25 สยามหันมานำเข้าน้ำตาลทรายจากต่างประเทศซึ่งมีชื่อเรียกว่า “น้ำตาลชวา” แทนการผลิตเองซึ่งไม่คุ้มทุน ภายใต้เงื่อนไขของสนธิสัญญาเบาว์ริง พ.ศ.2498 ด้วยเหตุนี้ น้ำตาลทรายขาวบริสุทธิ์จึงเป็นสินค้าที่บริโภคโดยชนชั้นสูงผู้มีอันจะกิน

อาหารจึงไม่ใช่เพียงอาหาร หากแต่เป็นวัฒนธรรมที่ถูกช่วงชิงความหมายและใช้เป็นเส้นแบ่งทางชนชั้นอยู่อย่างแนบเนียนในทุกยุคสมัย ตลอดจนคอยปรุงมิติทางวัฒนธรรมการเมืองด้วย

…ย้ำด้วย “ต้นสาย ปลายจวัก” ที่ กฤช เหลือละมัย กระตุกให้คิด ก่อนจะเอ่ยปากว่าชอบอะไร “โบราณๆ” หรืออะไร “แท้ๆ” ควรแน่ใจเสียก่อนว่าเรารู้จักความโบราณของมันมากพอ และความแท้นั้นมีอยู่จริงหรือไม่

อาหารก็เช่นกันที่เหมือนวัฒนธรรมอื่นๆ บนโลกใบนี้ ล้วนไม่อาจอยู่เหนือกาลเวลา ทว่ามีลักษณะเด่นที่สัมพันธ์สอดคล้องไปกับวิถีชีวิตและเงื่อนไขแต่ละช่วงของผู้คน และถูกนิยามใหม่นับครั้งไม่ถ้วน สำคัญ ความน่าหลงใหลประการหนึ่งของวัฒนธรรมอาหาร คือการที่ไม่มีผู้ใดถือสิทธิ์กำหนดหน้าตา รูปร่าง หรือความ “จริงแท้” ของอาหารชนิดใดชนิดหนึ่งได้โดยเด็ดขาด

ขุดค้นเรื่องราวการเดินทางไม่รู้จบของวัฒนธรรมอาหารผ่านสำรับอาหารที่เราคุ้นหน้าคุ้นตากันดี ไปจนกระทั่งสำรับชื่อประหลาดที่หลายคนไม่เคยแม้แต่จะรู้จักมาก่อน ล้วงลึกเข้าไปถึงอิทธิพลระหว่างวัฒนธรรม ความซับซ้อนยอกย้อนของเบื้องหลังชื่ออาหาร สารพันสูตรอาหารและรูปแบบการปรุงที่ผสมผสานเปลี่ยนแปลงผ่านการปะทะสังสรรค์ของผู้คน

หนังสือเล่มนี้เปรียบเสมือนบทสนทนาข้ามวัฒนธรรมที่ดำเนินไปโดยมีอาหารเป็นศูนย์กลาง และย้ำเตือนว่าวัฒนธรรมทุกอย่างล้วนแตกกอต่อยอดจากกันและกันจนไม่อาจยึดความเป็น “ต้นสาย” ไว้ที่คนใดคนหนึ่งหรือชาติใดชาติหนึ่งได้อย่างแน่นอน

ผู้สื่อข่าวหรรษา

ติดตามข่าวสด

ข่าวเด่นประจำวัน