‘เข้ม’6ปีเติบโตในวงการรักษามาตรฐาน-ไม่คิดแข่งใคร
อาทิตย์ใส
ลงบู๊ในละคร “ชาติพยัคฆ์ คมนักเลง” ทางช่อง 7 HD สำหรับพระเอก ‘เข้ม’ หัสวีร์ ภัคพงษ์ไพศาล งานนี้เรียกว่าต้องบู๊กับทั้งคนและซีจี โดยวันนี้เจ้าตัวได้เจียดเวลามาให้สัมภาษณ์ถึงการแสดงในละครเรื่อง ดังกล่าว รวมถึงเรื่องที่หลายคนมองว่ากำลังก้าวขึ้นเป็นพระเอกเบอร์หนึ่งของช่อง นอกจากนี้ยังอัพเดตเรื่องความรักให้ฟังอีกด้วย
ฟีดแบ็กละคร ชาติพยัคฆ์ คมนักเลง เป็นยังไงบ้าง?
เข้ม – “ต้องขอบคุณแฟนๆ ที่ให้การ ตอบรับดีมากๆ ชื่นชมในเรื่องซีจี ตอนแรกผมก็นึกภาพไม่ออกว่าจะออกมาเป็นยังไง แต่พอตัดต่อออกมาแล้วสนุกเกินคาด กระแสที่ ทุกคนพูดเข้ามาดีทุกอย่างเลย ส่วนเรื่องความท้าทาย ละครเรื่องนี้เซอร์ไพรส์ผมทุกวัน แต่โชคดีที่คุณอาทองก้อน (ศรีทับทิม) และ ผู้กำกับซีจีได้เข้ามาดู ซึ่งเขาจะแนะนำว่าเราควรมองตรงไหนเวลาเล่นกับกรีนสกรีน เล่นกับคนและเล่นกับซีจีมันยากแตกต่างกัน เล่นกับคนอยู่ที่จังหวะ เล่นกับซีจีมันต้องใช้จินตนาการ ฉะนั้นความยากและท้าทายจะอยู่ที่ตรงนี้ครับ”
ฟิตร่างกายแค่ไหน เพราะใส่ชุดรัดรูปเยอะ?
เข้ม – “ถ้าวันไหนกินข้าวเยอะก็จะเหนื่อยกว่าปกติ เพราะต้องแขม่ว (หัวเราะ) เนื่องจากไลน์กล้ามเนื้อยังไม่ชัด โชคดีที่ช่วงโควิดได้ฟิตหุ่นเลยยังมีโครงๆ บ้าง หลังกลับมาถ่ายทำก็จะคุมเรื่องอาหาร ฉากไหนที่ต้องโชว์บอดี้ ก็จะกินข้าวน้อยแล้วมันจะเหนื่อยกว่าปกติ ฉากที่เล่นกับพญางูอันนั้นเกือบเป็นลมเลย อีกนิดเดียวหงายท้องแน่นอน สาเหตุก็จากที่กินอาหารน้อยด้วย แล้วฉากนั้นบู๊อยู่เกือบชั่วโมง บู๊กับซีจี บู๊กับคน หายใจไม่ทัน ไหนจะแดดที่กาญจนบุรีอีก”
โหมงานเยอะ ตรวจสุขภาพร่างกายบ้างไหม?
เข้ม – “หลังเหตุการณ์นี้ทำให้ผมรู้สึกว่าตัวเองชะล่าใจในการดูแลสุขภาพตัวเอง เรียกว่าเป็นจุดเปลี่ยนเลย เรารู้สึกว่าเราวัยรุ่นยังเด็ก สามารถใช้พลังในการใช้ชีวิตได้ปกติ แต่มันไม่ใช่ ร่างกายมันสะสมตั้งแต่วันแรกจนถึงวันที่เกือบจะเป็นลม นั่นคือสัญญาณบอกว่าร่างกายต้องการพักผ่อน ผมก็ไปตรวจสุขภาพ เช็กหัวใจ ความที่พักผ่อนน้อยมันเหมือนมีฟองอากาศในหัวใจ เวลาหายใจเข้าแรงๆ มันจี๊ดๆๆ ทำให้หายใจได้ไม่เต็มที่อยู่ 4-5 นาทีก็เลยกลัว เลยลองไปเช็กคลื่นหัวใจ ตรวจเลือด ตรวจตับ ผลออกมาปกติหมดมีแค่ความดันที่เรากินน้ำน้อยไป ตอนนี้พอปิดกล้องละครแล้วก็แจ้งกับทางผู้ใหญ่ว่าช่วงนี้ขอรีเฟรชตัวเองให้แข็งแรงก่อน อยากพักผ่อน 3-4 เดือนให้กลับมาสมบูรณ์ เต็มที่เหมือนเมื่อก่อนจะได้ไม่ต้องพะวงในเรื่องสุขภาพ”
รู้สึกยังไงที่หลายคนมองว่าเรากำลังก้าวขึ้นเป็นพระเอกเบอร์หนึ่งของช่องแล้ว?
เข้ม – “ผมไม่อยากเอาคำว่าเบอร์มาติดตัวเอง แค่รู้สึกว่าเราต้องพยายามทำผลงานของ ตัวเองที่ได้รับมาให้ได้มาตรฐานเหมือนเดิม เลย ไม่ได้รู้สึกว่าตัวเองต้องเป็นเบอร์ไหน ต้องไปแข่งกับใคร คิดแค่ว่างานอะไรก็แล้วแต่ที่เขามาจ้างผมร้อย ผมให้ล้านเลย โดยไม่เอาเบอร์มาใส่ตัวเอง เพราะเมื่อไหร่ที่เรามีเบอร์ มันจะทำให้เรารู้สึกเรายิ่งใหญ่ใหญ่โต แล้วจะมีอีโก้ขึ้นมาอีกอย่างโชคดีที่คนรอบข้างจะมองเห็นและกล้าที่จะบอกผม เริ่มต้นจากครอบครัวก่อน เมื่อไหร่ที่เห็นกลิ่นแปลกๆ เอาเป็นว่าแค่ผมเงียบ ทุกคนก็จะมองว่าเข้มเปลี่ยนไปแล้ว รวมถึงคนรอบข้างที่คอยเตือน เราก็จะรู้ตัวเอง”
ก้าวสู่ปีที่ 6 ในวงการบันเทิงแล้ว?
เข้ม – “เร็วมากๆ รู้สึกว่าตัวเองเติบโตเร็วเช่นกัน จริงๆ ตัวผมเองจะไม่รู้ตัวเองหรอก แต่คนรอบข้างจะบอกว่าเราดูโตขึ้น รู้จักกาลเทศะมากขึ้นรู้จังหวะในการพูดคุย แล้วก็รู้จักฟังเพราะเมื่อก่อนจะติดเล่นมากไป ส่วนเรื่องชื่อเสียงก็มาไวมากๆ มีฐานแฟนคลับเพิ่มขึ้นทุกปี จนมาปีที่ละครโซ่เวรีออนแอร์จะรู้สึกว่ามันกระจายได้กว้าง เรียกว่าระเบิดความดังเลย”

เคยมีช่วงที่หลงกับชื่อเสียงบ้างไหม?
เข้ม – “ไม่ครับ ทุกครั้งที่เข้าวัดทำบุญผมจะ ขอให้คนรักคนเมตตา เพราะฉะนั้นการที่เราขอไปแล้วเราต้องอยู่กับความรักที่เขาอยากจะมอบให้เราให้ได้ เลยไม่ค่อยจะหลงเหลิงอะไร เรื่องลืมตัวไม่มี”
วางตัวเองในวงการไว้ยังไงบ้าง?
เข้ม – “ยังคงตั้งใจทำงานต่อไป ส่วนชื่อเสียงก็ปล่อยไปตามธรรมชาติ ในเรื่องเป้าหมายยังคงทำงานเต็มที่ อยากรู้อะไรให้มากๆ ก่อน ก่อนจะไปเริ่มคิดว่าเราจะเป็นผู้กำกับฯ หรือผู้จัด เลยอยากให้ตัวเองแข็งแรงในส่วนของการเป็นนักแสดงก่อน”
มีบทไหนที่อยากเล่นอีกบ้าง?
เข้ม – “อยากเล่นภาพยนตร์ครับ แต่ในเรื่องของละครอยากเล่นแนวสืบสวนสอบสวนหรือไม่ก็คอมเมดี้จ๋าๆ ไปเลย เพราะที่ผ่านมาจะเป็นคอมเมดี้ในภูมิภาค อย่าง เขยบ้านไร่สะใภ้ไฮโซ มันเป็นทางอีสาน แต่ผมอยากพูดเหนือหรือไม่ก็ใต้ ไม่ก็เหน่อแบบสุพรรณฯ ถ้าให้เห็นภาพก็อย่างเรื่องผู้กองยอดรัก อะไรแบบนั้น”
ชีวิตโดยรวมตอนนี้?
เข้ม – “ถือว่าดีครับ ไม่มีอะไรติดขัดในใจนอกจากเรื่องสุขภาพ ล่าสุดไปเตะบอลมาแล้วลงผิดท่าทำให้เจ็บเข่า ปีนี้เข้าอายุ 26 ผ่านเบญจเพสมาแล้ว ช่วงนั้นมีทั้งเรื่องที่หนักใจและไม่หนักใจ แต่ก็จะพยายามเข้าใจมัน ดังนั้นคำตอบที่สรุปมาแล้วคือไม่เอาตัวเองเข้าไปอยู่กับช่วงที่มันทุกข์มากๆ ถือว่าผ่านไปได้ด้วยดี”
แล้วตอนนี้มีเรื่องอะไรที่กังวลที่สุด?
เข้ม – “คุณตากับคุณยายครับ อยากให้เขาได้อยู่สุขสบาย อยากพาไปเที่ยว อยากให้เขาพักผ่อนได้แล้ว ไม่อยากให้ทำงานหนักเหมือนเมื่อก่อน แต่ด้วยติดนิสัยเป็นความเคยชินของเขาในการทำนากรีดยางตัดหญ้าทำทุกอย่างเหมือนคนที่มีพลังทำอยู่ ก็เลยเป็นห่วงตรงนี้”
ความฝันของตัวเองที่อยากทำให้ได้?
เข้ม – “อยากเที่ยวรอบโลก แต่ตอนนี้อยากทำทุกอย่างให้ครอบครัวสบายก่อน เอาจริงทุกวันนี้เขาก็ไม่ได้ต้องการอะไรจากผมแล้วแต่ผมรู้สึกว่ายังขาดเหลืออยู่ ต้องทำให้ได้มากกว่านี้ แพลนล่าสุดที่คิดไว้คืออยากพาไปต่างประเทศ ถ้าเมื่อไหร่ที่หลอกล่อคุณตาคุณยายได้ ที่เหลือก็ไม่มีปัญหา ถ้าเป็นไปได้อยากลองพาไปญี่ปุ่น หรือไม่ก็สิงคโปร์ใกล้ๆ เพื่อให้ชินกับการเดินทางก่อน หลังจากนั้นก็อยากพาไปทุกที่ที่เขายังไม่เคยเห็น อยากเปิดโลกใหม่ๆ ของตัวเองด้วย เพราะผมก็ยัง ไม่เคยเที่ยวต่างประเทศเลย เคยไปแค่ฮ่องกงไปถ่ายรายการ แล้วไปตอนนั้นโคตรสงสารตัวเองลย ไม่มีตังค์ พอตอนนี้พร้อมทุกอย่าง โควิดมาอีก (หัวเราะ) เมื่อก่อนมีเวลาแต่ไม่มีเงิน ตอนนี้มีเงินไม่มีเวลา คิดว่าเดี๋ยวรอเคลียร์อะไรให้ลงตัวก่อน ประเทศที่อยากไปมากคือ สวิตเซอร์แลนด์ครับ”
ตอนนี้โสดสนิทเลยเหรอ?
เข้ม – “โสดสนิทครับ ก่อนหน้านี้เคยมีผ่านเข้ามาแว้บๆ แบบมดเข้ามาฉี่แล้วก็ไป (หัวเราะ) เร็วมาก ไม่ถึง 3 เดือน ทั้งที่ตอนแรก คนนี้แหละของจริง ใช่แน่ ผ่านไปสักระยะไม่ใช่อย่างที่คิดไว้ บ๊ายบายเลย คนนี้เป็นคนนอกวงการ ส่วนคนในวงการเขามีแฟนกันไปหมดแล้วมั้ง คือถ้าจังหวะมันดี ได้เจอใครที่ใช่จริงๆ ก็คงได้คบกันแหละ”
“เอาเข้าจริง ผมก็อยากมีแฟนแหละ แต่ยังติดความติสต์ในตัวเองอยู่เล็กๆ คิดว่าตัวเองเก่ง ดูแลตัวเองได้ บริหารความรู้สึกตัวเองได้ดีมากๆ ซึ่งบางทีพอเรามีแฟน แฟนบางคนจะนำพาซึ่งความเป็น กังวลใจ ความเป็นห่วง ความจุกจิกขี้น้อยใจเข้ามา มันไม่ได้ร้ายแรงหรอก แต่มันเป็นสิ่งที่เขาต้องได้ แต่ผมแค่รู้สึกว่าผมได้รับมาตลอด แล้วทำไมผมต้องให้ คือผมก็ให้ได้นะแต่ไม่ใช่ว่าบ่อยๆ ช่วงที่ผมทำงานคุณก็ต้องเข้าใจว่าผมต้องการพักผ่อน ต้องการอยู่คนเดียว ผมก็ไม่คุยเลย แบบนี้เลยไม่มีใครไง ใครจะมารอล่ะ”
สเป๊กที่แพ้ทางเลย?
เข้ม – “ขาว สูง ผอม เห็นแล้วแพ้มาก ไม่กล้าสบตา”
อยากแต่งงานไหม?
เข้ม – “ไม่อยากแต่งงาน ไม่อยากมีลูก ผมอยากหาเงินได้เยอะๆ แล้วถึงเวลาตัวเองใกล้จะลาโลกก็จะมอบตัวเองไปอยู่ในสถานที่ที่หนึ่ง แล้วเอาเงินบริจาคทั้งหมดเลย ผมรู้สึกว่าตัวเองเป็นคนเห็นแก่ตัว ผมหาเงินเอง ผมต้องใช้เอง ผมจะไม่เอาใครมาใช้เงินของตัวเองเด็ดขาด แต่ถามว่าอยากมีครอบครัวไหม อยากมีแฟน แต่งงานตามประเพณีก็ได้ แต่ไม่ได้จัดใหญ่โต หรือไม่แต่งเลยก็ดี ชีวิตคู่มันไม่สามารถเอาอะไรมาการันตีได้หรอกว่าจะอยู่ด้วยกันไปตลอดหรือไม่อยู่ด้วยกัน แต่ถ้าให้ผมดูแล ผมดูแลเต็มที่นะ อยากกินอยากเที่ยวไหน ผมซัพพอร์ตได้หมด อยู่แบบองค์หญิงสุขสบาย แค่ไม่อยากเอาเรื่องเล็กๆ น้อยๆ มาทำให้เราต้องมีปัญหา”
“แล้วผมกลัวว่าถ้ามีลูกเนี่ย มันมีเหตุการณ์หลายอย่างที่เราเห็นในสังคมปัจจุบัน ต่อให้เราเลี้ยงลูกดีแต่เราก็ไม่รู้ว่าอุบัติเหตุจะเกิดขึ้นกับลูกเราเมื่อไหร่ ถ้าเราเลี้ยงไม่ดี ลูกเราจะไปติดยาหรือเปล่าก็ไม่รู้ ไม่อยากให้ลูกมาเจออะไรแบบนี้ เลยไม่มีดีกว่า”
จิรณัฏฐ์ จงประสพมงคล