อ่านเรื่องรัฐ-คนตายและเชื้อโรค
บุ๊กสโตร์
“สำนักพิมพ์มติชน” เสนอ 3 เล่ม อ่านเอาเรื่องเข้มข้น
…“รัฐสยดสยอง” จูงประชาชนคนไทยทุกวันนี้ไปแกะรื้อบ้านเมืองศิวิไลซ์ ค้นความอุจาด เละเทะ เน่าเหม็น โสโครก ที่ “รัฐสยาม” ซุกซ่อนไว้ระหว่างการพยายามเปลี่ยนผ่านสู่ความศิวิไลซ์ที่ต้องอำพรางกลิ่นอายความเป็นอนารยะเอาไว้ให้มิด เพื่อก้าวสู่ความเป็นอารยะในสายตาผู้มาเยือน

ภัทรนิษฐ์ สุรรังสรรค์ ฉายภาพสยามสมัยรัชกาลที่ 4-5 เผยให้เห็นถึงกลไกการสร้าง “ระบอบความสยดสยอง” ของรัฐ ที่ใช้ความสะพรึงกลัวเป็นเครื่องมือควบคุมราษฎรให้อยู่ใต้อาณัติ มิให้มาสร้างรอยมลทินแก่รัฐอันศิวิไลซ์
การสร้างความสยดสยองโดยชนชั้นนำสยามก็อย่างเช่น การเกิดมีขึ้นของ “4 ผู้จัดการ” ที่คอยปัดกวาดซุกซ่อนความ อุจาดไว้ในพื้นที่ลับจากสายตาผู้คน คือ “ขุนกะเฬวราก” ผู้จัดการความสยดสยองจากซากศพ ทำหน้าที่เป็นผู้ดูแลและควบคุมการปลงซากศพที่ราษฎรนำมาประกอบพิธีกรรม รวมไปถึงซากศพคนไร้ญาติที่กระจัดกระจายอยู่ทั่วไปในสังคม
“กองตระเวนและกรมสุขาภิบาล” ผู้จัดการความสยดสยองบนพื้นที่สาธารณะ ที่นอกเหนือไปจากการป้องกันระวังภัยไม่ให้เกิดเหตุอันตรายแก่ราษฎรแล้ว กองตระเวนสยามยังมีหน้าที่สำคัญในการจัดการกับสิ่งที่เป็นความโสโครกทั้งหลายที่พบเจอได้โดยทั่วไปบนท้องถนนหรือตามพื้นที่สาธารณะ
“โรงพยาบาล” ผู้จัดการความสยดสยองจากความโสโครกและโรคภัย โดยที่ในความเป็นจริง แม้โรงพยาบาลจะควบคุมนำตัวราษฎรที่เจ็บป่วยมาดูแลรักษาภายในพื้นที่ลับเฉพาะเพื่อกำจัดความสยดสยองที่เกิดจากโรคภัยไข้เจ็บหรือโรคระบาด ทว่าในเอกสารรายงานการตรวจ โรงพยาบาลจำนวนหลายฉบับ แสดงให้เห็นถึงสภาพภายในโรงพยาบาลของรัฐสยามที่กล่าวได้ว่า เป็นอันตรายต่อราษฎรผู้เข้าไปรับการรักษาหรือพักฟื้นตัวเป็นอย่างยิ่ง
และ “สนามสถิตยุติธรรมสยาม” ผู้ทำหน้าที่กำจัดความสยดสยองจากการลงทัณฑ์ในลักษณะต่างๆ จากการที่รัฐสยามได้ริเริ่มเปลี่ยนแปลงระบบการศาลผ่านการตั้งกระทรวงยุติธรรมขึ้น เพื่อจัดวางระบบการศาลยุติธรรมเสียใหม่ จากเดิมที่กระบวนการยุติธรรมในสยามล้วนเต็มไปด้วยการใช้ความรุนแรงและการ รุกล้ำร่างกายของผู้กระทำผิดเพื่อสร้างความทุกข์ทรมานทางกายและจิตใจ และสร้างความรู้สึกหวาดกลัวต่อความสยดสยองให้แก่ราษฎรที่พบเห็น
นี่แค่ตัวอย่างของการกำจัดความสยดสยองอันซุกซ่อนการใช้อำนาจ ข้ออ้างของรัฐที่นำมาใช้ควบคุมราษฎรให้สยบและเชื่อมต่อการปกครอง ขนพองสยองเกล้ายิ่งกว่านิยายผี อ่านแล้วขบคิด บางทีความสยดสยองที่ดำรงอยู่ อาจไม่น่ากลัวเท่ากลไกการจัดการความสยดสยองที่กระทำในนามความศิวิไลซ์

…“แค้นของคนตาย” รวม 33 เรื่องคัดสรรจากชุดเรื่องสั้น “สามผี (ผีหลอก ผีหัวขาด ผีหัวเราะ)” โดย สรจักร ที่กลับมาเพื่อพานักอ่านสายลี้ลับเขย่าขวัญระทึกใจปนขนหัวลุกท่องไปในโลกของความตาย ภูตผี วิญญาณ
ไม่ใช่เรื่องผีทุกเรื่อง แต่ปะปนกันทั้งเรื่องที่มีผีจริงๆ เรื่องที่เน้นเขย่าขวัญหักมุม ไปจนถึงเรื่องตลกร้ายชวนหัว โดยที่ทุกเรื่องมีจุดร่วมบางอย่างคือ สรจักร (ผู้เขียน) มุ่งที่จะเล่าถึงความหลอนหรือความน่ากลัวจากใจที่บิดเบี้ยวของตัวละคร สะท้อนถึงความขาด ความหวาดกลัว ความอาฆาต ความไม่รู้เนื้อรู้ตัวระหว่างคนต่อกัน หรือผีต่อคน บางเรื่องที่น่ากลัวก็เป็นเรื่องที่มีแต่คน ไม่มีผีเลย
ภาษายวนยั่วชวนจินตนาการ ที่สำคัญคือแต่ละตอนจะทำให้ได้เห็นสภาพสังคม ความยากจน อำนาจเงินตรา ค่านิยม รวมถึงอารมณ์อันหลากหลายทั้ง หดหู่ ตลกร้าย ระทึกขวัญ และข้อคิด ไม่เพียงคนตายที่น่ากลัว ตั้งสติให้มั่น อย่าเผลอไผลให้ความยอกย้อนยากหยั่งหัวใจของคนเป็น

…“จากปีศาจสู่เชื้อโรค: ประวัติศาสตร์การแพทย์กับโรคระบาดในสังคมไทย” เผยประวัติศาสตร์ความคิด ความรู้ทางการแพทย์ในสังคมไทยที่ปรับเปลี่ยนไปตามยุคสมัยเพื่อรับมือกับ ภัยร้ายของโรคระบาด
ในประวัติศาสตร์ไทย โรคระบาดคือภัยจากปีศาจร้ายที่เกรี้ยวกราด ชาติชาย มุกสง จะพาย้อนอดีตกลับไปในช่วงเวลาที่สยามต้องต่อสู้กับโรคระบาดซึ่งคร่าชีวิตผู้คนอย่างรวดเร็วเปรียบเสมือนกับปีศาจร้ายที่กำลังบุกโจมตีบ้านเมือง ทบทวนความเชื่อของคนไทย คติชาวบ้าน ศาสนา จนกระทั่งการขับไล่ปีศาจ(เชื้อโรค) ก่อนที่การแพทย์ตะวันตกจะเข้ามาในสยาม
พร้อมคลี่ขยายว่าการเปลี่ยนแปลงความรู้ด้านการแพทย์ของ รัฐไทยสอดคล้องกับการปรับบทบาทของรัฐ จากรัฐจารีตที่ไม่เคยสนใจไยดีพลเมือง มาเป็นรัฐเวชกรรมที่ต้องเข้าควบคุมกำกับ เรือนร่างของพลเมืองให้มีสุขภาพดีอยู่เสมอ ผ่านการสาธารณสุข การแพทย์ และการรณรงค์เรื่องสุขภาพ
พบกันใหม่วันอาทิตย์หน้า
ผู้สื่อข่าวหรรษา