ขายที่ดินต่างชาติ-เดินหน้าหรือถอย?

กลายเป็นประเด็นร้อนทันที หลังครม.มีมติเห็นชอบ กฎกระทรวงมหาดไทยที่ให้สิทธิต่างชาติถือครองที่ดินไม่เกิน 1 ไร่ แลกกับการนำเงินมาลงทุนไม่ต่ำกว่า 40 ล้านบาท

จนรัฐบาลต้องรีบออกตัวว่า ยังอยู่ในขั้นตอนของกฤษฎีกา เปิดรับฟังความคิดเห็น พร้อมปรับเกณฑ์ หรือยกเลิกได้

ในมุมมองนักวิชาการด้านเศรษฐศาสตร์ และภาคประชาชนเห็นอย่างไร

อนุสรณ์ ธรรมใจ

กรรมการวิทยาลัยนานาชาติปรีดี พนมยงค์ มธ.

นโยบายให้ต่างชาติถือครองที่ดินดังกล่าว ไม่ใช่เรื่องที่ต้องเร่งรีบดำเนินการโดยรัฐบาลชุดนี้ ควรรอให้รัฐบาลหลังการเลือกตั้งเป็นผู้ดำเนินการ และใช้นโยบายนี้หาเสียง ให้ประชาชนเสียงส่วนใหญ่เป็นคนตัดสินใจ

นโยบายนี้สามารถเดินหน้าต่อได้เพราะจะเกิดประโยชน์ต่อไทยทั้งด้านเศรษฐกิจ การลงทุน และประโยชน์ต่อเนื่องในมิติอื่นๆ แต่ต้องมีหลักเกณฑ์ที่เข้มงวดและรัดกุมกว่านี้ และต้องวางยุทธศาสตร์ให้ชัดว่าประเทศชาติโดยรวมและประชาชนส่วนใหญ่จะได้ประโยชน์อย่างไร

เพราะหากหลักเกณฑ์ไม่ดีพอจะเกิดผลเสียหายมากในระยะยาว โดยเฉพาะเรื่องการแย่งยึดที่ดิน จะทำให้เกิดปัญหาความเหลื่อมล้ำในการเข้าถึงทรัพยากรที่ดินและปัญหาความไม่เป็นธรรมที่รุนแรงขึ้นกว่าเดิม และอาจส่งผลเสียทางการเมืองและความมั่นคง รวมทั้งสังคมวัฒนธรรม

หากมีหลักเกณฑ์และมีการบังคับใช้กฎหมายที่ดี นโยบายนี้ก็จะเป็นประโยชน์ต่อภาคเศรษฐกิจการลงทุนที่ดินและธุรกิจเกี่ยวเนื่องทั้งหมด

การดำเนินนโยบายสาธารณะเรื่องนี้ต้องรักษาสมดุล ระหว่างโลกาภิวัตน์ การเปิดกว้าง เปิดเสรี กับอธิปไตยทางเศรษฐกิจการเมือง และผลกระทบที่มีต่อชาวไทยที่เป็นคนฐานราก

ตราบใดที่มนุษยชาติและสังคมไทยยังไม่สามารถพัฒนาเทคโนโลยีให้ดำรงชีวิตอยู่บนท้องฟ้า ใต้ทะเล และยังไม่สามารถเนรมิตปัจจัยจำเป็นต่อการดำรงชีวิตได้จากอากาศธาตุ ทรัพยากรที่ดินจึงเป็นสิ่งสำคัญสูงสุดต่อระบบเศรษฐกิจ ระบบการเมือง สังคมและอารยธรรม

ที่ดินเป็นที่ตั้งทางกายภาพของการประกอบกิจกรรมทางเศรษฐกิจทุกประเภท การปฏิสัมพันธ์ทางสังคม ตลอดจนการขับเคลื่อนทางการเมืองและกิจกรรมทางวัฒนธรรมต่างๆ ทุกประเทศต่างปกป้องหวงแหนผืนดินและอาณาเขตดินแดนของตัวเอง

นโยบายเปิดให้ต่างชาติซื้อที่ดินได้ 1 ไร่ ไม่ใช่นโยบายขายชาติ แต่เป็นนโยบายขายทรัพยากรที่ดินของประเทศ จะเรียกว่าเป็นนโยบายขายชาติได้ก็ต่อเมื่อคนดำเนินนโยบายมีเบื้องหน้าเบื้องหลังไม่โปร่งใส หาประโยชน์ในทางที่มิชอบจากนโยบาย และสร้างความเสียหายต่อสังคมโดยรวมโดยตั้งใจ

ผู้กำหนดนโยบาย หรือเครือข่าย พรรคพวก หรือ นอมินี ได้ผลประโยชน์ส่วนตัวในทางที่มิชอบจากการกำหนดนโยบายหรือไม่ นโยบายเอื้อกลุ่มผลประโยชน์กลุ่มใดกลุ่มหนึ่ง หรือกลุ่มทุนใดเป็นการเฉพาะหรือไม่ หรือมีการแลกเปลี่ยนผลประโยชน์ในทางที่มิชอบหรือไม่ หากเป็นเยี่ยงนี้เข้าข่ายอาจ “ขายชาติ” ได้

และจะบอกว่าเป็นนโยบายที่ดีหรือไม่ ขณะนี้ยังตอบไม่ได้ชัด แต่ดูแล้วควรทบทวนให้เข้มงวดและรอบคอบ อย่างน้อยเข้ามาซื้อที่ดินต้องเสียภาษีในอัตราเดียวกับประเทศ อื่นๆ ที่ใช้นโยบายลักษณะเดียวกัน

หากรัฐบาลเลือกจะเดินหน้าต่อต้องปรับเกณฑ์ จำกัดพื้นที่การถือครองที่ดิน ไม่ใช่เปิดกว้างทุกเทศบาลทั่วประเทศ ต้องยืดการลงทุนให้ยาวขึ้นจาก 3 ปี เป็น 10 ปี และควรเป็นการลงทุนในภาคเศรษฐกิจที่แท้จริงหากมีเม็ดเงินต่ำกว่า 40 ล้านบาท หากลงทุนในตลาดการเงินต้องไม่ต่ำกว่า 100 ล้านบาท

หากต้องการขายให้ขายคืนได้เฉพาะบุคคลสัญชาติไทยเท่านั้น หากต้องการซื้อที่ดินเพื่อประกอบกิจการต้องไปใช้ช่องทางกฎหมายส่งเสริมการลงทุน กฎหมายนิคมอุตสาหกรรม

เชื่อว่าเรื่องนี้น่าจะทำให้รัฐบาลเสียคะแนนนิยมไปบ้าง ทำให้ภาพลักษณ์ของรัฐบาลมุ่งเอื้อประโยชน์ทุนขนาดใหญ่ หรือใช้กรอบคิดแบบเสรีนิยมใหม่ชัดเจนยิ่งขึ้น ซึ่งแนวคิดแบบเสรีนิยมใหม่สุดโต่งแบบชาติตะวันตก หรือแนวคิดแบบจักรวรรดิขับเคลื่อนทุนนิยมโดยรัฐแบบจีน จะก่อให้เกิดการแย่งยึดที่ดิน

ประยงค์ ดอกลำใย

ที่ปรึกษาขบวนการประชาชนเพื่อสังคมที่เป็นธรรม(พีมูฟ)

ร่างกฎกระทรวงเกี่ยวกับการได้มาซึ่งที่ดินเพื่อใช้เป็นที่อยู่อาศัยของคนต่างชาติ รัฐบาลควรถอยเรื่องนี้ รวมถึงกฎกระทรวงก่อนหน้านี้สมัยรัฐบาลนายทักษิณ ชินวัตร แทนที่รัฐบาลจะนำมาปัดฝุ่นแล้วลดเงื่อนไขบางอย่าง ควรยกเลิก ไปด้วย

การออกกฎกระทรวงแบบนี้เหมือนการเฉือนประเทศ เฉือนแผ่นดินขาย ไม่ใช่เรื่องของการขายชาติแต่เป็นเรื่องของการขายแผ่นดิน ทำให้อำนาจอธิปไตยของคนไทยหายไป 320 ล้านไร่ ซึ่งเป็นพื้นที่ประเทศไทย แต่คนต่างชาติกลับมีสิทธิจะมาซื้อได้ ทำให้แผ่นดินของประเทศไทยลดลงไปเรื่อยๆ ท้ายที่สุดหากมีการลงทุนอย่างมหาศาล แล้วคนไทยจะอยู่ที่ไหน

ขณะที่ปัญหาความเหลื่อมล้ำเรื่องที่ดินเมื่อเทียบปี 2545 ที่มีการแก้ไขกฎหมายเรื่องนี้ ความรุนแรงเรื่องการกระจุกตัวของที่ดิน หรือความเหลื่อมล้ำในการถือครองที่ดินของประเทศไทยก็สูงมากอยู่แล้ว คนจนและเกษตรกรไม่มีสิทธิเข้าถึงที่ดินเลย ขณะที่คนต่างชาติสามารถใช้เงินซื้อได้

มาตรการต่างๆ ของรัฐบาลควรทำให้เกิดการกระจายของการถือครองที่ดิน ให้คนจนเข้าถึง ผลักดันให้ตั้งธนาคารที่ดิน หรือจัดระบบภาษีที่ดินอัตราก้าวหน้า ซึ่งทำให้เกิดการกระจาย การ ถือครองที่ดินอย่างเป็นธรรม และทำให้คนจน เกษตรกรรายย่อยเข้าถึงที่ดินได้ เป็นสิ่งที่รัฐควรดำเนินการมากกว่าเอาที่ดินไปขายแลกกับการลงทุน

หากเหตุผลหลักของรัฐบาลเพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจ กระตุ้นการลงทุน ยังมีวิธีการอีกหลากหลายที่ทำได้ การให้ต่างชาติซื้อที่ดินได้ควรเป็นวิธีการสุดท้าย เพราะไม่มีความจำเป็นอะไรจะเอาแผ่นดินไทยไปขาย ให้ต่างชาติถือครองกรรมสิทธิ์ เมื่อเฉือนขายให้ต่างชาติได้ ก็หมายความว่าสิทธิของคนไทยเหนือ แผ่นดินจะลดลงเรื่อยๆ

ถึงอย่างไรก็ไม่มีความคุ้มค่า ต่างชาติอาจเอาเงินมาลงทุน 40 ล้านบาท แต่ช่วง 3 ปีที่เขาซื้อที่ดินก็ถอนเงิน 40 ล้านบาทออกไป แล้วมีกรรมสิทธิ์ในที่ดินได้ ซึ่งเป็นเรื่องที่ไม่ควรเกิดขึ้นอย่างยิ่งในภาวะที่มีความเหลื่อมล้ำมากอยู่แล้ว จากที่จะให้ต่างชาติซื้อที่ดินได้ควรให้คนไทยเข้าถึงที่ดินได้มากกว่า

ไม่แน่ใจว่ารัฐบาลคิดอะไรอยู่ แต่มีคนต่างชาติที่อยากถือครองที่ดินในประเทศไทยแน่นอน เบื้องหลังลึกๆ คิดว่าน่าจะมีผลประโยชน์แอบแฝงอะไรมากกว่าเรื่องการกระตุ้นเศรษฐกิจ เช่น อาจมีคนต่างชาติที่ใกล้ชิดกับรัฐบาล ที่ปัจจุบันมีลักษณะการถือครองแบบนอมินีอยู่แล้ว

ดังนั้น การขยับจากนอมินีมาเป็นเจ้าของจะเกิดความเปลี่ยนแปลงเรื่องกรรมสิทธิ์อย่างมหาศาล เพราะเดิมมีการถือครองแบบนอมินีเป็นจำนวนมากซึ่งไม่ถูกกฎหมาย โดยเฉพาะในจังหวัดใหญ่ๆ จึงอาจมีแรงกดดันจากผู้ถือครองที่ดินโดย มิชอบ อยากเปลี่ยนสถานะจากถือโดยผิดกฎหมายมาเป็นแบบถูกกฎหมาย

เชื่อว่าร้อยละ 90% ไม่เห็นด้วยกับเรื่องนี้ และคิดว่านโยบายนี้ จะไม่เป็นผลดีกับพรรคร่วมรัฐบาล หรือแม้แต่พรรคพลังประชารัฐในการเลือกตั้งครั้งหน้า กระทบต่อความนิยมแน่นอน

อาจเป็นเรื่องใหญ่ที่ทำให้รัฐบาลอยู่ไม่ครบเทอมด้วยซ้ำ เพราะบวกกับเรื่องอื่นๆ แล้ว สร้างความไม่พอใจให้ประชาชนค่อนข้างมาก เป็นการเปรียบเทียบให้เห็นถึงความเหลื่อมล้ำที่ชัดเจน หากรัฐบาลไม่ถอยเชื่อว่าประชาชนจะไม่อยู่เฉย น่าจะมีการเคลื่อนไหว

เดชรัต สุขกำเนิด

คณะเศรษฐศาสตร์ ม.เกษตรศาสตร์

รัฐบาลควรทบทวนให้ดีกว่านี้ โดยเฉพาะประเด็นสำคัญที่จะมีผลกระทบต่อการเข้าถึงที่ดินของพี่น้องประชาชนและราคาที่ดินในภาพรวม เชื่อว่ารัฐบาลคงมีข้อมูลบางอย่างในมือถึงได้พูดตัวเลขออกมา แต่พอประชาชนไม่ทราบข้อมูลเลยมีแนวโน้มไม่ค่อยเห็นด้วย เพราะกังวลกับสิ่งที่จะเกิดขึ้นตามมา อีกปัญหาคือเมื่อกฎหมายนี้ออกมาแล้วน่าจะถอยภายหลังได้ยากเลยยิ่งน่าเป็นห่วง

สำหรับข้อดี-ข้อเสียของนโยบายดังกล่าวนั้น ข้อดีคือมีคนที่จะเข้ามาลงทุน อาจมาอยู่หรือมาประกอบอาชีพ มาทำงานที่สำคัญสำหรับเศรษฐกิจของไทยในอนาคต ก็เป็นแรงจูงใจอย่างหนึ่ง อีกด้านหนึ่งรัฐบาลอยากกระตุ้นตลาดอสังหาริมทรัพย์

แต่ข้อเสียหรือการที่ประชาชนไม่รู้ จะเข้ามาเยอะมากหรือน้อยขนาดไหน และจะมีผลกระทบต่อตลาดอสังหาริมทรัพย์ โดยเฉพาะคนที่ยังไม่มีบ้านอยู่อาศัยจะกระทบมากน้อยเพียงใด สิ่งนี้ก็เป็นเรื่องใหญ่

สิ่งที่ตามมาคือคนไทยต้องซื้อที่ดินแพงขึ้น ซึ่งส่วนตัวยังคาดว่าคงเป็นลักษณะพื้นที่บางจุด ซึ่งคำว่าบางจุด ไม่ได้หมายถึงว่าที่ดินน้อยจุด หรืออาจหลายแห่ง เมืองที่มีนักท่องเที่ยวชอบไป เช่น เชียงใหม่ กระบี่ สุราษฎร์ธานี ภูเก็ต น่าจะกระทบแน่นอน

หากรัฐบาลเลือกจะเดินหน้าต่อต้องปรับเกณฑ์ เช่น จำนวนพื้นที่การถือครองควรเป็นอัตราส่วนเท่าไรที่ป้องกันผลกระทบที่จะเกิดขึ้นได้ และปีแรกควรมีประมาณเท่าไร ไม่ใช่มากหรือน้อยเกินไป

ทั้งนี้ รวมถึงเกณฑ์การเช็กเรื่องของนอมินีว่าตกลงแล้วใครคือผู้ถือครองที่ดิน จำนวนเงินลงทุนที่ตั้งเงื่อนไขไว้ 40 ล้านบาทนี้เอามาลงทุนจริงหรือไม่ หรือเอามากว้านซื้อที่ดิน ประเด็นเหล่านี้ประชาชนค่อนข้างกังวล

ถามว่าเงินจำนวน 40 ล้านบาท เมื่อเทียบกับนักลงทุนแล้วเยอะอยู่พอสมควร แต่ถ้าเป็นบริษัทที่เก็งกำไรอาจ ไม่ได้มากเลย ส่วนที่หลายเสียงออกมาเรียกร้องให้เพิ่มจำนวนเงินนั้น ยังมองว่าเป็นเรื่องรองจากเรื่องการใช้ นอมินีในการซื้อที่ดิน อย่างไรก็ตาม การเพิ่มเงินลงทุนน่าที่จะช่วยได้ในระดับหนึ่ง หากเพิ่มให้เป็น 100 ล้านบาท

เหตุผลการดำเนินนโยบายนี้ซึ่งรัฐบาลอ้างเพื่อดึงนักลงทุน แต่กฎเกณฑ์ที่ออกมาถือว่าคุ้มหรือไม่นั้น ต้องคิดสองด้าน คือ ต้องตอบโจทย์คนไทยด้วยว่าจะเข้าถึงที่ดินเหล่านี้ได้ยากขึ้นหรือไม่ หรือรัฐบาลจะมีวิธีการที่ทำให้คนเข้าถึงที่ดินได้ง่ายขึ้น

ประเด็นต่อมา จริงๆ แล้วที่รัฐบาลมองว่าจะเป็นแรงจูงใจให้เข้ามาลงทุนนั้น คนที่เข้ามาประกอบอาชีพจริงแบบมืออาชีพ การซื้อบ้านอาจเป็นเรื่องรอง สิ่งที่เขาอยากได้คือวีซ่าระยะยาวมากกว่า หรือเงื่อนไขการต่อวีซ่าที่ง่ายขึ้นหรือไม่

ส่วนประเด็นขายที่ต่างชาตินี้จะทำให้รัฐบาลเสียคะแนนนิยมหรือไม่ มองว่าหมู่คนที่ไม่นิยมรัฐบาลอยู่แล้วก็คงไม่พอใจมากขึ้น ส่วนคนที่นิยมรัฐบาลบางส่วนก็คงชะงัก เพราะฝ่ายที่นิยมรัฐบาลจะอ่อนไหวเรื่องนี้ ถือว่าค่อนข้างจะมีผลกระทบมากต่อรัฐบาล

ตอนนี้ก็ถูกโจมตีด้วยวาทกรรม‘ขายชาติ’ ซึ่งเชื่อว่ามีผลกระทบแน่นอน แต่ไม่แน่ใจว่าจะมีผลกระทบมากน้อยเพียงใด เพราะภาวะความรู้สึกของประชาชนในการเข้าถึงที่อยู่อาศัย ทำให้เขารู้สึกว่าเข้าถึงยากมาก และรัฐบาลทำ เรื่องนี้โดยไม่มีคำตอบ น่าจะกระทบไปจนถึงช่วงเลือกตั้ง

ติดตามข่าวสด

ข่าวเด่นประจำวัน