ภาครัฐ-ธุรกิจปรับทัพ มุ่งสูพลังงานสะอาดกู้โลกร้อน
รายงานพิเศษ
เมื่อโลกประกาศรบกับศัตรูอย่าง ‘ก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์’ ซึ่งเป็นตัวการสำคัญที่ทำให้เกิดภาวะโลกร้อน เพื่อพิชิตหมุดหมาย “พลังงานสะอาด” เป็นวาระของโลก

หนังสือพิมพ์มติชน จึงจัดเสวนา หัวข้อ “Energy for Tomorrow วาระโลก-วาระประเทศไทย 2023” เมื่อวันที่ 26 ต.ค.ที่ผ่านมา นับเป็นการปลุกกระตุ้นการตื่นรู้และการปรับตัวให้รู้จัก เรียนรู้ เข้าใจ และเท่าทันการเปลี่ยนผ่านสู่สังคมพลังงานสะอาดทั่วโลก

นายสุพัฒนพงษ์ พันธ์มีเชาว์ รองนายกรัฐมนตรีและรมว.พลังงาน ระบุว่า ในการประชุมรัฐภาคีกรอบอนุสัญญาสหประชาชาติว่าด้วยการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ สมัยที่ 26 (คอป 26) เมื่อปลายปี 2564 ที่ผ่านมา ที่ประเทศสกอตแลนด์ โดยพล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและรมว.กลาโหม ได้เข้าร่วมประชุมด้วย ซึ่ง 100 กว่าประเทศทั่วโลกที่เข้าประชุมมีข้อตกลงร่วมกันว่าทุกคนต้องช่วยกันแก้ปัญหาภาวะโลกร้อน
ประเทศไทยมีการนำเสนอเป้าหมายการลดก๊าซเรือนกระจกของประเทศต่อประชาคมโลก (Nationally Determined Contribution : NDC หรือเอ็นดีซี) ให้ได้มากกว่า 40% ในปี 2573 จากเดิมที่ 20-25% เมื่อเทียบกับการดำเนินงานในกรณีปกติ เพื่อให้ภายในปี 2593 จะไปถึงเป้าหมายความเป็นกลางทางคาร์บอน และปี 2608 ไทยจะก้าวไปสู่การปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์ (Net zero emissions)
“เรื่องโลกร้อนหรือการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศเป็นเรื่องใกล้ตัว ส่งผลกระทบคนทั้งโลก จะปล่อยให้เป็นแบบนี้ต่อไปไม่ได้ และเรื่องนี้ไม่มีการแบ่งขั้ว เพราะเป็นวาระของโลก”

นายวัฒนพงษ์ คุโรวาท ผู้อำนวยการสำนักงานนโยบาย และแผนพลังงาน (สนพ.) กระทรวงพลังงาน เปิดเผยว่า ภายในปี 2643 ทั้งโลกจะพยายามลดการปลดปล่อยก๊าซเรือนกระจก และพยายามควบคุมอุณหภูมิโลกไม่ให้สูงขึ้นเกิน 1.5 องศาเซลเซียส เทียบเป็นปริมาณก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ 50 ล้านล้านตัน ขณะที่ภาคพลังงานเป็นภาคที่ปล่อยคาร์บอนไดออกไซด์สูงถึง 70%
กระทรวงพลังงาน กำหนดแผนพลังงานแห่งชาติ ตั้งเป้าหมายลดปริมาณความเข้มในการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ให้มากขึ้น เพื่อหมุดหมายสู่ความเป็นกลางทางคาร์บอนในอีก 30 ปีข้างหน้า โดยเฉพาะภาคพลังงาน ไฟฟ้า ขนส่ง อุตสาหกรรมและภาคเกษตร มี 4 แนวทาง
1.การเพิ่มการผลิตและใช้พลังงานไฟฟ้าจากพลังงานหมุนเวียนแหล่งใหม่อื่นๆ เพิ่มมากกว่า 30% ในปี 2573 หลังจากนั้นต้องเพิ่มมากกว่า 50% และต้องมากกว่า 50% ในปี 2593 ควบคู่กับดักจับและกักเก็บก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ด้วย
โดยพลังงานหมุนเวียนหลักของประเทศไทยจะมาจากพลังงานแสงอาทิตย์ จากโครงการโซลาร์ฟาร์ม โซลาร์รูฟท็อป ตั้งเป้าหมายมีพื้นที่ใช้พลังงานแสงอาทิตย์กว่า 10,000 เมกะวัตต์ในปี 2573 ก่อนที่จะถึงปี 2593 ต้องมีการใช้งานกว่า 25,000 เมกะวัตต์ ซึ่งในอนาคตจะกระจายไปใช้ตามบ้านเรือนมากขึ้น และจะพยายามเปลี่ยนผ่านเป็นกรีนไฮโดรเจนในอนาคต ควบคู่กับเทคโนโลยีการกักเก็บคาร์บอน
2.ยานยนต์ไฟฟ้า (อีวี) ที่ใช้ไฟฟ้าจากพลังงานสะอาด ปี 2573 ต้องมีการใช้เพิ่มมากกว่า 50% เพื่อให้ปี 2583 รถอีวี น่าจะมาทดแทนยานยนต์ที่ใช้น้ำมัน 100% ในกลุ่มรถใหม่ ซึ่งจะเริ่มต้นจากรถยนต์แบบนั่ง ก่อนจะเป็นรถบัส รถประจำทางและขนส่งขนาดใหญ่ ตั้งเป้าหมายเพิ่มการผลิตและการใช้อย่างน้อย 50% ก่อนปี 2573 ไม่เกินปี 2593 จากนั้นคาดว่าการใช้รถยนต์อีวีจะเพิ่มขึ้นอาจเป็น 100% ได้ และต้องมีสถานีชาร์จแบตเตอรี่ 12,000 สถานีภายในปี 2573
3.การเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตและการใช้งานให้มีประสิทธิภาพมากขึ้นเป็น 30% ในปี 2573 เพิ่มเป็น 35% ในปี 2583 และในระยะยาวควรมากกว่า 40% ในปี 2593
4.การปรับโครงสร้างพื้นฐานของระบบพลังงานต่างๆ ให้รองรับแนวทาง 4 ดี 1 อี มีการนำระบบดิจิทัลต่างๆ เข้ามาเปลี่ยนแปลงรูปแบบการใช้งานเดิมและเพิ่มตลาดใหม่ เปลี่ยนผ่านสู่ระบบ สมาร์ตมิเตอร์ทั้งประเทศ โดยในปี 2568 จะเปลี่ยนในกลุ่มธุรกิจและอุตสาหกรรมทั้งหมด ก่อนจะเปลี่ยนอุปกรณ์ไฟฟ้าในกลุ่มผู้ใช้ไฟฟ้าในที่อยู่อาศัย
ล่าสุด นายวัฒนพงษ์ระบุว่า ภายในไตรมาส 4/2565 นี้ แผนพลังงานชาติ ทั้ง 5 แผนย่อยจะแล้วเสร็จ ประกอบด้วย 1.แผนพัฒนากำลังผลิตไฟฟ้าของประเทศไทย (PDP) 2.แผนพัฒนาพลังงานทดแทนและพลังงานทางเลือก (AEDP) 3.แผนอนุรักษ์พลังงาน (EEP) 4.แผนบริหารจัดการก๊าซธรรมชาติ (Gas Plan) และ 5.แผนบริหารจัดการน้ำมันเชื้อเพลิง (Oil Plan) จากนั้นจะเข้าสู่ขั้นตอนรับฟังความเห็นจากผู้มีส่วนได้เสีย ก่อนจะประกอบร่างเป็นแผนพลังงานชาติ ภายในไตรมาส 1/2566 จากนั้นจะนำไปใช้ในไตรมาส 2/2566

นายคงกระพัน อินทรแจ้ง ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร และกรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท พีทีที โกลบอล เคมิคอล จำกัด (มหาชน) หรือ GC กล่าวว่า บริษัทตั้งเป้าอัตราการเติบโตทางธุรกิจประมาณ 4% ไปอีก 10 ปีข้างหน้า ควบคู่กับการตั้งเป้าลดการปล่อยก๊าซคาร์บอนเป็นศูนย์ในปี 2593 ภายใต้การลงทุน เพื่อสิ่งแวดล้อม (Environmental) สังคม (Social) และการมี ธรรมาภิบาล (Governance) หรือ ESG เป็นความท้าทาย

นางสาวเกษรา ธัญลักษณ์ภาคย์ กรรมการผู้จัดการ บริษัท เสนาดีเวลลอปเม้นท์ จำกัด (มหาชน) ระบุว่า เสนาร่วมทุนกับ ฮันคิว ฮันซิน บริษัทผลิตรถไฟฟ้า บ้าน คอนโดมิเนียม ของญี่ปุ่น ทำให้รู้จักคำว่า ZEH : Zero Energy Housing เพื่อเดินไปจุดที่รักษ์โลก คือ ต้องพยายามทำให้บ้าน “ใช้พลังงานลดลง” และบังคับให้มี “พลังงานสะอาด” ร่วมด้วย
โดยปี 2566 ฮันคิวตั้งเป้าหมายบ้านทุกหลังต้องเป็น ZEH Related Program โดยรัฐบาลญี่ปุ่นช่วยอุดหนุนหลังละ 1 ล้านเยนขึ้นอยู่กับราคาบ้าน
“ประเทศไทยถ้ารัฐช่วยกระตุ้นให้ความสำคัญกับเรื่องนี้หรือทำเหมือนญี่ปุ่น มีเกณฑ์ให้ทุกคนอยู่ในกรอบ จะเกิดขึ้นง่ายกว่าปล่อยให้กลไกตลาดทำงานเอง และเอกชนค่อยๆ ปรับตัวไปทำ ถ้ารัฐเข้าไปจัดแถวเลย คนถูกบังคับให้อยู่ในแถว และเป็นเมกะเทรนด์อยู่แล้ว ยังไงผู้บริโภคก็ไม่รังเกียจ แต่ถ้าปล่อยให้เป็นกลไกตลาดทำงานเอง อาจใช้เวลา และไม่เป็นรูปเป็นแถวมากเท่าที่ควรจะเป็น”

นายสุโรจน์ แสงสนิท รองประธานกรรมการบริหาร บริษัท เอสเอไอซี มอเตอร์-ซีพี จำกัด ค่ายเอ็มจี (MG) กล่าวว่า การสนับสนุนจากภาครัฐเป็นปัจจัยสำคัญ เหมือนกับถ้าไม่มีเงินสนับสนุนของกรมสรรพสามิต ราคารถไฟฟ้าคงเอื้อมไม่ถึง ถ้ารัฐไม่มีการสนับสนุนทำสถานีชาร์จ ก็จะใช้งานไม่ได้
“ทุกวันนี้ทุกคนถามว่ารถยนต์ไฟฟ้าวิ่งได้กี่กิโลเมตร (ก.ม.) แต่ไม่เห็นมีใครถามรถน้ำมันวิ่งได้กี่กิโล เพราะปั๊มน้ำมันมีทั่วไป เมื่อไหร่สถานีชาร์จมีทั่วไป คนจะไม่ถาม ซึ่งส่วนตัวยังกังวลเรื่องวอลุ่มรถไฟฟ้าที่ยังมีไม่มากนัก ถ้าเปรียบเทียบกับงบประมาณลงทุน”
สิ่งที่อยากเรียกร้อง คือ ผู้ผลิตรถยนต์ได้ลงนามกับกรมสรรพสามิตเรียบร้อยแล้วว่าต้องผลิตรถยนต์ในประเทศให้ได้ในปี 2567 แต่ปัจจุบันแบตเตอรี่ยังไม่มีเลย เพราะวอลุ่มไม่มีเพียงพอจะทำให้บริษัทเข้ามาทำ ดังนั้น หากมีการผ่อนผันการบังคับก็มีโอกาสธุรกิจจะไปต่อได้
เป็นเรื่องที่ทุกคนต้องช่วยกันคนละไม้คนละมือเพื่อโลกของเรา