ความสัมพันธ์ของ 2 ป. พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี กับ พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกฯ ถูกจับตาอย่างต่อเนื่อง
ยิ่งใกล้เลือกตั้งเสียงวิพากษ์วิจารณ์ยิ่งหนาหู
ทั้งคู่แตกคอกันจริง หรือแค่งอน หรือเป็นยุทธวิธีแยกกันเดิน รวมกันตี
นักวิชาการประเมินจากกระแสข่าว
สติธร ธนานิธิโชติ
ผอ.สำนักนวัตกรรมเพื่อประชาธิปไตย
สถาบันพระปกเกล้า
2 ป.อาจขัดแย้งกัน แต่เป็นการขัดแย้งที่วิธีการ เป้าหมายยังเป็นเป้าหมายเดียวกันคือต้องการรักษาระบอบ 3 ป.เอาไว้ให้นานที่สุด อย่างน้อยชั่วชีวิต เพียงแต่วิธีการที่คิดตอนนี้และวิธีที่จะชนะเลือกตั้งต่างกัน
พล.อ.ประวิตรมองว่าน่าจะไปกับโมเดลพลัง ประชารัฐ ที่เปิดทางไว้หากผลเลือกตั้งไม่เข้าทางก็อาจร่วมรัฐบาลกับเพื่อไทยได้ ซึ่งดูยืดหยุ่นกว่า และ ค่อนข้างจะสนองนักการเมือง แต่พล.อ.ประยุทธ์ บอกไม่ได้ ถ้าจะรักษาระบอบไว้ให้ได้ต้องเดินหน้าต่อไป แบบนี้ ผลการเลือกตั้งต้องได้เสียงข้างมากเพื่อตั้งรัฐบาลให้ได้โดยไม่มีการยืดหยุ่น
พล.อ.ประยุทธ์ เชื่อว่าหากจะรักษาระบอบไว้ได้ต้องแบ่งขั้วอย่างนี้ 3 ป.ต้องเป็นหลักให้ขั้วอนุรักษ์นิยม ขณะที่พล.อ.ประวิตรไม่ได้แข็งขนาดนั้นและเห็นว่า หากสถานการณ์มีความจำเป็นก็ยืดหยุ่น ประนีประนอมได้ ถ้าต้องร่วมรัฐบาลกับขั้วการเมืองอีกฝ่ายก็มอง เพื่อไทย ที่ไม่สุดโต่ง โดยยกเว้นพรรคก้าวไกล
ความขัดแย้งจากปัจจัยอื่นคิดว่าไม่ค่อยมี เพราะงานหลักของเขาคือการรักษาระบอบ การรักษาอำนาจที่ใหญ่กว่าเรื่องส่วนตัว เรื่องส่วนตัวไม่มีประเด็นต้องมานั่งขัดแย้งกัน คงไม่ใช่พี่น้องไม่ถูกใจกัน หรือพล.อ. ประวิตรอยากเป็นนายกฯ แต่พล.อ.ประยุทธ์ไม่ให้เป็น เป็นเรื่องจุกจิกหยุมหยิมมาก ที่พวกเขามาถึงจุดนี้ได้ถือว่าไกลกว่าปัจจัยเรื่องพวกนี้มาก
แต่รอยร้าวระหว่าง 2 ป.ที่อาจเกิดตั้งแต่การอภิปรายไม่ไว้วางใจนายกฯ และการปลด ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า นั้น ก็เป็นธรรมดาและเป็นส่วนหนึ่งของวิธีการ ไม่มีอะไร มองในมุมยืดหยุ่น พล.อ.ประวิตร มองว่า ร.อ.ธรรมนัส คือมือทำงาน ถ้าจะรักษาฐานการเมืองไว้ได้ต้องมีคนแบบนี้มาช่วยงาน แต่พล.อ.ประยุทธ์มองว่าไม่ได้เพราะมือทำงานหาคนอื่นก็ได้ ถ้ามาทำแบบนี้ไม่โอเค จึง กลับไปที่เรื่องเดิมคือทัศนคติ วิธีการทางการเมืองที่ แตกต่าง ไม่ใช่ความขัดแย้งแบบเกลียดกัน
ที่พล.อ.ประวิตร ไม่ห้ามหากพล.อ.ประยุทธ์ จะย้ายพรรคนั้นก็เป็นธรรมดาเวลาคนเราเห็นต่างและวิธีการ ไม่ได้อย่างใจ พล.อ.ประวิตร ก็รู้ว่าสุดท้ายแล้วก็ต้องยอมพล.อ.ประยุทธ์ ให้ไปตั้งพรรคใหม่ ต้องยอมให้ดูด ส.ส.ไปด้วย พล.อ.ประวิตร อาจรู้สึกว่ามาอยู่ด้วยกันดีกว่า จะไปสร้างใหม่ทำใหม่
วิเคราะห์ดูแล้วแม้ว่าจะเห็นต่าง แต่สุดท้ายพล.อ. ประวิตร ต้องยอมเพราะดูแล้วไปด้วยกันไม่ได้จริงๆ ในพลังประชารัฐมีกลุ่มที่ พล.อ.ประยุทธ์ไม่โอเค ขณะที่ส.ส. ก็ไม่โอเคกับ พล.อ.ประยุทธ์ แต่รักพล.อ.ประวิตร
ถ้าไม่มีบ้านให้อยู่ก็ต้องไปบ้านอื่น แล้วก็มีคนที่พร้อมเกาะพล.อ.ประยุทธ์ ไปด้วย จึงต้องแบ่งขั้วกันอย่างนี้ เพื่อเก็บฐานคะแนนในมือทั้ง 2 คน ให้อยู่ฝ่ายเดียวกันให้หมด เพียงแค่ใครอยู่กับพล.อ.ประยุทธ์แล้ว ไม่สบายใจก็อยู่กับพล.อ.ประวิตร ทฤษฎีแยกกันเดินรวมกันตีก็คงเป็นประมาณนั้น เพราะเขาไม่ทับเส้นกันเองอยู่แล้ว
สุดท้ายแล้วทั้งสามพี่น้องไม่ว่าจะมีข่าวเรื่องความสัมพันธ์ จะแตกคอหรือไม่แตกคอ สุดท้ายแล้วก็ไปด้วยกัน เพราะ เป้าหมายตรงกันคือการรักษาระบอบ 3 ป. ให้นานที่สุด ถ้าจะส่งต่อให้ใครก็ต้องเป็นคนที่ทำตามหลักการของเขา
ที่จริงอาจไม่งอนกันแล้วก็ได้ หรืออาจตกลงกันแล้วก็ได้ แต่ท่าทีที่แสดงออกต้องไว้เชิงกันหน่อย แต่เวลาปิดห้องคุยกันพี่น้องอาจกะหนุงกะหนิงแต่เราไม่เห็น
พัฒนะ เรือนใจดี
คณะนิติศาสตร์ ม.รามคำแหง
การแตกคอกันของพี่น้อง 2 ป.เป็นเรื่องที่ตอบยาก ในฐานะคนนอกไม่มีใครรู้จริง ถ้าอยากจะรู้ก็ต้องดูที่ภาษากาย รวมทั้งดูมิติแวดล้อมปัจจัยทั้งภายในและภายนอกถึงจะเคราะห์ได้ว่าสองคนนี้ยังเหมือนเดิมหรือไม่ ถ้าเหมือนเดิมก็หมายความว่ายังร่วมไปด้วยกันได้
แต่ถ้าดูว่า พล.อ.ประวิตรเคยรักษาการนายกฯ บรรดาคนสนับสนุนก็รู้สึกว่าไม่ได้บกพร่องอะไร เมื่อโอกาสมาถึงก็รักษาการนายกฯ ได้อย่างดี และรู้สึกว่าถ้าหัวหน้าพรรคได้เป็นนายกฯเอง เวลารณรงค์หาเสียงเลือกตั้งจะสะดวก แต่ถ้าหัวหน้าพรรคก็มี แต่ต้องไปเอาคนอื่นมาเป็นแคนดิเดต นายกฯ ดังนั้นกองเชียร์สำคัญมาก
ถือว่ากองเชียร์มีความสำคัญมาก เมื่อเชียร์กันมากๆ ในฐานะที่เป็นผู้เล่น พล.อ.ประวิตรก็คงเริ่มรู้สึกว่า หรือ เราก็ยังมีโอกาส เริ่มมีความฮึกเหิม
ส่วน พล.อ.ประยุทธ์ ความเคารพพี่ป้อมก็ยังมีอยู่เหมือนเดิม แต่พอมีกองเชียร์ไปบอกว่า พล.อ.ประวิตรจะเป็นอย่างนั้น เป็นอย่างนี้ เลยเริ่มคิดมาก สถานการณ์เลยทำให้เห็นว่าทั้งสองกระทบกระทั่งกัน เหมือนจะแตกคอกัน จึงมองว่ากองเชียร์สำคัญที่สุด
ถามว่ากรณี ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า เป็นชนวนร้าว หรือไม่นั้น ต้องยอมรับว่า พล.อ.ประวิตรสนับสนุนและ ใช้งานร.อ.ธรรมนัส ซึ่งถือเป็นคีย์แมนคนสำคัญของพรรค พูดง่ายๆ เป็นกระเป๋าสตางค์ให้พรรค ฉะนั้น กรณี ร.อ. ธรรมนัส ขัดแย้งกับพล.อ.ประยุทธ์ ก็ย่อมส่งผลกระทบในความรู้สึกของพล.อ.ประวิตร แต่ พล.อ.ประยุทธ์ เป็น แคนดิเดตนายกฯของพลังประชารัฐ เป็นนายกฯ เป็นหัวหน้า คสช.ก็ต้องรักษาภาพรวมภาพใหญ่ไว้
การเลือกตั้งที่จะมาถึง 2 ป.อยู่ด้วยกันน่าจะเป็นเรื่องที่ดีกว่า เพราะถ้าแยกกันจะเกิดความสงสัยว่ากระทบกระทั่งกันหรือเปล่า เหมือนคำพูดที่ว่า จะเดินไปข้างหน้าโดยขาใดขาหนึ่งเพียงขาเดียว คงลำบาก ต้องก้าวไปด้วยกันทั้งสองขา อย่าลืมว่ามันมาด้วยกันทั้งสองขาตั้งแต่แรก
คิดว่า 2 ป.รู้ว่ามันแยกกันไม่ได้ และไม่มีความคิดแยกกันแล้วค่อยมารวมกัน เขาไม่อยากแยกเพราะรู้ว่าการรวมกันมีพลังมากกว่า ส่วนตัวคิดว่าไม่มียุทธศาสตร์แยกกันเดิน แล้วรวมกันตี ต่างจากนักวิเคราะห์วิจารณ์ในขณะนี้ ความขัดแย้งและแยกกันเดินของ 2 ป. ไม่มีความเป็นไปได้
แต่ปัญหาคือกองเชียร์มีทั้งสองฝ่าย เมื่อคนพูดบ่อยๆ ก็มักเกิดความระแวง ยิ่งมีเรื่องการแต่งตั้งโยกย้าย การพิจารณาเมกะโปรเจ็กต์ หรือโครงการใหญ่ ยิ่งทำให้เห็นว่าเกิดการ กระทบกระทั่งกันเป็นระยะ
ในส่วนพรรครวมไทยสร้างชาติ ของนายพีระพันธุ์ สาลีรัฐวิภาค ในความเป็นจริงพรรคนี้ก็อยู่ซีกพลังประชารัฐแน่นอนอยู่แล้ว แต่ต้องดูว่าเสียงดีแล้วมีคะแนนหรือเปล่า เวลาลงสนามจะเหมือนกรณีพรรคของนายสุเทพ เทือกสุบรรณ หรือไม่ สุดท้ายก็ได้มา 4-5 เสียง
ท่าทีของนายพีระพันธุ์ ลักษณะว่าเป็นหัวหน้าพรรคขัดตาทัพของพล.อ.ประยุทธ์ ยิ่งทำให้พรรคตกต่ำลงอีก ว่าเป็นแค่พรรคเฉพาะกิจ ไม่ได้ตั้งขึ้นมาจริง อีกทั้งมีนายสุเทพอยู่ เบื้องหลังและโยงใยพล.อ.ประยุทธ์ ยิ่งทำให้ดาวน์ลงอีก ฉะนั้นพล.อ.ประยุทธ์ต้องรู้ว่าการจะเข้ามาเป็นหัวหน้า หรือเป็นแคนดิเดตพรรคนี้ เสียมากกว่าได้
ทั้งที่รู้ว่าเสียมากกว่าได้แต่ที่มีความเคลื่อนไหวของพรรคนี้ คงคิดว่ามีอะไหล่ไว้ก็ดีกว่าไม่มี แต่หาก พล.อ.ประยุทธ์ จะเป็นแคนดิเดตนายกฯให้รวมไทยสร้างชาตินั้นปิดประตู ไปได้เลย เพราะพรรคนี้จะช่วยพล.อ.ประยุทธ์ให้ไปถึงจุดหมายหรือไม่ เป็นไปไม่ได้เลย
ธเนศวร์ เจริญเมือง
คณะรัฐศาสตร์และรัฐประศาสนศาสตร์ มช.
พล.อ.ประวิตร เป็นผู้ใหญ่กว่า มีประสบการณ์มากกว่าพล.อ.ประยุทธ์ และได้เห็นลีลาเมื่อเข้ามาดำรงตำแหน่งรักษาการนายกฯ ที่ดูมีสีสัน มีความเป็นนักการเมืองมากกว่า เช่น การประนีประนอม การเจรจาต่อรอง และการพบปะ
ตอนตอบคำถามผู้สื่อข่าวก็มีอารมณ์ขัน อยากคุย อยากแลกเปลี่ยน มีแซวบ้าง ตรงกันข้ามกับ พล.อ.ประยุทธ์ที่ทำตัวทื่อๆ แบบทหาร และใช้อำนาจมากกว่า มีแค่คำว่า “นะจ๊ะ” ที่ดูเหมือนเล่นละครเท่านั้น
ในเมื่อมีผู้นำคนหนึ่งอยู่มา 8 ปีแล้ว ทำตัวไม่สนใจเรื่องเวลา ยืนหยัดอยู่ต่อไปโดยไม่แคร์ความคิดเห็นคนรอบข้าง มนุษย์ก็คงมีจุดหนึ่งที่รู้สึกพอแล้ว ผู้ใหญ่คนหนึ่งที่อายุมากกว่าและทนอยู่กับน้องมา 8 ปี ก็คงไม่เอาแล้ว จึงทำให้เกิดความขัดแย้งกัน
ช่วยมาขนาดนี้แล้ว เสียงวิพากษ์วิจารณ์ของผู้คนจำนวนมากก็ยังไม่ปรับตัวเลย พล.อ.ประวิตรคงคิดว่าฉันเป็นเองก็ได้ ฉันก็มีศักยภาพ เดินเหินได้แต่อาจช้าหน่อย ถามว่าปัญหาความขัดแย้งเกิดจากอะไร มองว่าปัญหาเกิดจากการเรียนรู้ ทำให้ทั้ง 2 ป.คิดว่ามันถึงเวลาที่ต้องเปลี่ยน
อีกปัญหาที่สร้างรอยร้าวคือการที่ พล.อ.ประยุทธ์ สั่งปลดร.อ.ธรรมนัส เพราะสองคนนี้มาทำงานมา ด้วยกัน ในทางกลับกัน พล.อ.ประยุทธ์มีใครทำงาน ด้วยบ้าง อาจพูดได้ว่า พล.อ.ประวิตรก็เหมือนฟางเส้นสุดท้าย เป็นผู้ใหญ่ที่อดทนที่สุดแล้ว
ส่วนที่มีการคาดการณ์กันว่าจะแยกกันเดินแล้วมารวมกันทีหลังนั้น การรวมกันได้ขึ้นอยู่กับคะแนน เลือกตั้ง มองไปมองมาไม่ใครถ้าจำเป็นก็คงต้องรวม ถึงจะแข็งแกร่ง โอหังยังไง ถ้าคะแนนไม่พอก็ต้องรวมกับคนอื่น ซึ่งเป็นเรื่องอนาคต
ส่วนตอนนี้หากแยกกันคงไม่สามารถรวมกันได้แล้ว ที่พล.อ.ประวิตร กล่าวว่า “จะไปก็ไป ไม่ห้ามใครทั้งนั้น” ชัดเจนมาก เหมือนตัดแล้ว ไม่เอาแล้ว การพูดเช่นนี้ ไม่ได้ไล่ แต่เหมือนเหลืออดเหลือทนมากกว่า ดูเหมือนความอดทนมันอ่อนล้ามาก และดูทรงว่าจะไปไม่ไหวแล้ว
แต่ในทางการเมืองคำว่า อยากจะไปก็ไปเถอะ แต่ถามว่ากลับมาได้ไหม แน่นอนย่อมได้อยู่แล้ว การเมืองไม่มีมิตรแท้และศัตรูที่ถาวร ยกตัวอย่างเช่นฝั่งประชาธิปไตยหากคะแนนไม่ถึง ถามอย่างตรงไป ตรงมาถ้ามารวมกับพรรคฝั่งเผด็จการ โดยเขายอมรับเงื่อนไขเราได้จะตกลงหรือไม่
บางพรรคมีความเข้มแข็งทางอุดมการณ์ ยืนหยัดไม่รวมเด็ดขาด เช่นนั้นก็ไม่มีประชาธิปไตยสักที การเมืองเป็นเรื่องของการพัฒนาการเมืองจากระบอบไม่ฟังใครสู่การฟังผู้อื่นมากขึ้น แต่ตอนนี้เราเริ่มจากระบอบประชาธิปไตยสู่ระบอบเผด็จการ ยึดอำนาจ ยึดแล้วยึดอีก
ในเมื่อมี 2 ฝ่ายชัดเจน จึงเสนอว่าควรคุยกับคนที่เรา คุยได้ แล้วค่อยๆ ขยับไปข้างหน้า แบบค่อยเป็นค่อย ไปไม่อย่างนั้นก็ยึดอำนาจกันอีก ประเทศก็มีแต่จะมืดลงเรื่อยๆ
วันนี้คนไทยจำนวนหนึ่งทราบแล้วว่าเผด็จการเป็นเช่นไร นอกจากไม่ฟังใครก็ยังไม่มีเวลาจำกัดชัดเจน กฎหมายบอกอยู่ได้ 4 ปีก็จะเอาอีก เพราะฉะนั้นขอให้เป็นการรัฐประหารครั้งสุดท้าย ตอนนี้คนไทยชัดเจนเรื่องนี้มาก