ชีวิตปลดล็อก เมื่อได้ออกไปท่องโลกกว้าง ครั้งแรกในรอบ 3 ปี หลัง โควิด-19 โจมตี
เริ่มออกสตาร์ต ที่สปาทาวน์ แสนสวยกลางหุบเขา ทางด้านทิศตะวันตกของ สาธารณรัฐเช็ก นาม คาร์โลวี วารี (Karlovy Vary) ที่ภาษาเช็กแปลว่า “อ่างอาบน้ำของพระเจ้าชาร์ลส์” เพราะกษัตริย์ชาร์ลส์ที่ 4 แห่งอาณาจักรโบฮีเมีย เป็นผู้ค้นพบบ่อน้ำแร่ น้ำพุร้อนในดินแดนแห่งนี้โดยบังเอิญในช่วงค.ศ.1358 เมื่อครั้งเสด็จออกล่าสัตว์ในป่า และทรงสั่งให้สร้างเมือง

ที่นี่มีบ่อน้ำแร่มากกว่า 300 บ่อ มีเพียง 12 บ่อที่กินได้ อุณหภูมิน้ำหลากหลาย ระหว่าง 42-72 องศาเซลเซียส ใช้อาบ กิน ต่างกันไปตามคุณสมบัติของแร่ธาตุในน้ำ เชื่อกันว่าช่วยให้ผ่อนคลาย และบำบัดรักษาโรคได้ ทำให้กลายเป็นเมืองตากอากาศสุดพรีเมียมของกษัตริย์ชาร์ลส์ที่ 4 ยืนยันได้จากซุ้มน้ำแร่โบราณไม้ฉลุสีขาว (Market Spring Colonnade) อันงดงามสไตล์บ้านโบราณสวิส ซึ่งอดีตเคยเป็นโรงสปาประจำพระวรกายของพระเจ้าชาร์ลส์ ที่ยังคงตั้งตระหง่านอยู่กลางเมืองมาจนถึงปัจจุบัน

เมืองนี้ยังเป็นที่นิยมของบรรดาเจ้านายชั้นสูงในอดีต อย่างจักรพรรดินีมาเรีย เทเรซาแห่งออสเตรีย รวมไปถึงศิลปินดังอย่าง บีโธเฟน อีกด้วย

จุดที่นักท่องเที่ยวนิยมไปชิมน้ำแร่คือ น้ำแร่ 5 บ่อที่อยู่ภายในอาคารโบราณอายุเกือบ 150 ปี สไตล์นีโอ เรอเนสซองส์ (Mill colonnade) ที่สวยสะดุดตาด้วยเสาโรมัน 124 ต้นที่สร้างประดับเรียงรายอยู่ภายใน

เพื่อให้เข้าถึงบรรยากาศการชิมน้ำแร่ในแบบต้นฉบับ นักท่องเที่ยวจะต้องใช้แก้วสปา (Spa drinking cup) ซึ่งทำจากเซรามิกเพนต์ลวดลายสวยงาม ที่มีการจำลอง หูจับแก้วให้เป็นท่อสำหรับดูดน้ำแร่จาก ก้นถ้วย สามารถหาซื้อได้จากร้านค้าในเมือง กินเสร็จยังเก็บไว้เป็นที่ระลึกได้อีกด้วย
แต่ลองถามเพื่อนที่ชิมน้ำแร่บอกตรงกันว่ารสชาติแปร่งๆ ขอครั้งเดียวก็เกินพอ

ทำเลที่ตั้งกลางหุบเขา ทำให้เมืองนี้มีอากาศเย็นสบายตลอดปี เรามาช่วง ต.ค. อากาศอยู่ราวๆ 9 องศา ชวนให้เดิน ลัดเลาะเลียบแม่น้ำเทปลา (Tepla River) สำรวจ เที่ยวชม ความงามของเมืองได้ อย่างอิ่มเอมใจ ทั้งความงามคลาสสิคของอาคารบ้านเรือนโบราณ และความน่ารักๆ ของตึกสีพาสเทลที่สร้างกระจายลดหลั่นกันอยู่ทั่วเมือง ขนาดหนังดังอย่างเจมส์บอนด์ 007 ภาค Casino Royale ยังมาใช้เป็นสถานที่ถ่ายทำ

จุดไฮไลต์ที่นักท่องเที่ยวต้องมาเช็กอินถ่ายภาพเป็นที่ระลึกคือ สะพานกลางเมือง ที่มองเห็นวิวโค้งของแม่น้ำเทปลา ซึ่งถูกขนาบข้างด้วยตึกโบราณแสนคลาสสิค ของเมือง

ไม่ไกลจากสะพาน เดินขึ้นเนินเขา ไปอีกนิด จะเจอกับโบสถ์เซนต์แมรี่ แม็กดาลีน (CHURCH OF SAINT MARY MAGDALENE) โบสถ์เก่าแก่งดงามสไตล์บาโร้ก ซึ่งภายในเก็บรักษางานศิลปะชั้นยอดสมัยศตวรรษที่ 18 ไว้จำนวนมาก

ก่อนอำลาเมืองนี้เราไม่ลืมซื้อของฝากขึ้นชื่อ สปาวัฟเฟิ้ล กลับไปลิ้มลอง ซึ่งมีความพิเศษไม่เหมือนใครคือมีส่วนผสมของน้ำแร่ของเมืองในขนมด้วย ทำเป็นแผ่นบางๆ ซ้อนกัน ข้างในสอดสารพัดไส้ สตรอว์เบอร์รี่ หรือไส้แปลกๆ ที่น่าลิ้มลองอย่างช็อกโกแลตพริก

วันถัดมาเรานั่งรถข้ามไปเที่ยวที่สาธารณรัฐสโลวัก (ประเทศสโลวะเกีย) ปักหมุดที่ บราติสลาวา (Bratislava) เมืองหลวงที่เล็กที่สุดแห่งหนึ่งของยุโรป ด้วยพื้นที่เพียง 367 ตารางกิโลเมตร บรรยากาศที่นี่ดูเงียบสงบ สโลว์ไลฟ์ เหมาะกับการเดินเล่น
จุดแรกที่เราเช็กอินคือ ปราสาทบราติสลาวา ปราสาทสีขาว ทรงสี่เหลี่ยมผืนผ้า ที่มีหอคอยอยู่สี่มุม ตั้งอยู่บนเนินเขาหิน Little Carpathians ริมแม่น้ำดานูบที่ไหลทอดยาวไปยังประเทศฮังการี

บริเวณรอบๆ ปราสาทมีสวนสาธารณะและสวนดอกไม้สีสันสดใสให้เราได้นั่งชมดื่มด่ำกับความงาม ใครที่ชอบความสูงต้องลองขึ้นหอคอยปราสาท สูง 47 เมตร ไปชมวิวเมืองแบบพาโนรามา แต่สายโรแมนติก แนะนำให้ควงคู่คนรักขึ้นไปดินเนอร์ ชมพระอาทิตย์ลับขอบฟ้า บนสะพานโนวีโมสต์ หรือที่ชาวบ้านเรียกกันว่าสะพาน ยูเอฟโอ มีภัตตาคารลอยฟ้าหมุนได้หน้าตาคล้ายยูเอฟโอ ตั้งอยู่บนยอดสะพาน SNP มีความสูงจากระดับพื้นดินถึง 95 เมตร

ชื่นชมความงามของปราสาทเสร็จ เราก็นั่งรถต่อไปเที่ยวจัตุรัสเมืองเก่า ซึ่งเป็นที่ตั้งของศาลากลางเก่าของเมืองบราติสลาวา ปัจจุบันกลายเป็นพิพิธภัณฑ์ที่เก่าแก่ที่สุดของเมือง

บริเวณโดยรอบจัตุรัส นักท่องเที่ยวจะได้พบกับความงามของมหาวิหารเซนต์มาร์ติน (St. Martin’s Cathedral) โบสถ์โกธิคเก่าแก่ที่สร้างขึ้นตั้งแต่ศตวรรษที่ 15 ที่ใช้สำหรับพิธีบรมราชาภิเษก บนยอดหอคอยโบสถ์มีรูปจำลองมงกุฎที่มีน้ำหนักถึง 150 กิโลกรัมติดตั้งอยู่ เพื่อบอกให้ชาวโลกรู้ว่าเคยมีอดีตที่รุ่งโรจน์

มาเยือนบราติสลาวา ถ้าไม่ได้ไปถ่ายรูปคู่กับเซเลบตัวแม่ ประจำเมืองอย่าง “ชูมิล” (Cumil) รูปปั้นสัมฤทธิ์คนที่โผล่หัวออกมาจากท่อระบายน้ำ บนถนนรีบาร์สกา บร้านา ถือว่ายังมาไม่ถึง

ไกด์บอล พลกฤษณ์ พ่วงสวาด บอกว่า ปัจจุบันชูมิลกลายเป็นสัญลักษณ์สำคัญของเมืองที่โด่งดังไปทั่วโลก ตามประวัติเล่าว่า ถูกสร้างขึ้นในช่วงปี 1997 เพื่อปรับภูมิทัศน์เมืองให้มีชีวิตชีวา ภายหลังจากประเทศสามารถปลดแอกจากอาณาจักรโซเวียต เชื่อกันว่างานประจำของพี่ชูมิลคือทำความสะอาดท่อระบายน้ำ เสร็จแล้วโผล่หัวขึ้นมาบนถนนเพื่อพักผ่อนสูดอากาศ และยังทำหน้าที่สำรวจอะไรๆ ใต้กระโปรงผู้หญิงที่เดินผ่านไปผ่านมาอีกด้วย ในอดีตชูมิลเคยโดนรถเหยียบหัวหลุดไป 2 ครั้ง จนทางการต้องนำ Man At Work มาติดตั้งเพื่อเตือนให้ระวังว่ามีคนทำงานอยู่นะ

อีก 1 รูปปั้นที่โด่งดังไม่แพ้กันคือ รูปปั้นเชนเน่ นาชซี (Schone Naci) ที่ยืนอยู่หน้าร้าน Cafe Mayer แถวจัตุรัสเมืองเก่า เป็นรูปปั้นที่ถูกสร้างขึ้นจากบุคคลที่มีชีวิตอยู่จริง ชายคนนั้นมีชื่อว่า อิกนัก ลามาร์ (Ignac Lamar) มีชีวิตอยู่ราวศตวรรษที่ 19 และ 20
มีเรื่องเล่าว่า อิกนักไปแอบหลงรักหญิงสาวคนหนึ่ง ซึ่งเธอปฏิเสธไม่รับรัก อิกนักผิดหวังเสียใจจนกลายเป็นคนเสียสติ เขามักจะสวมสูทหรูใส่หมวกเดินไปตามถนน ในเขตเมืองเก่า และโค้งคำนับสุภาพสตรีที่เดินผ่าน พร้อมกับให้ดอกไม้หรือร้องเพลงเสมอๆ จึงมีการสร้างรูปปั้นชายยืนเปิดหมวกทำท่าต้อนรับเอาไว้เป็นที่ระลึก

ภารกิจสุดท้ายก่อนกลับบ้าน คือการ เดินสำรวจตามร้านขายของที่ระลึก ตามหาแม็กเน็ตเมืองบราติสลาวา ซึ่งมีให้เลือก หลากหลาย ละลานตา น่ารักๆ กระจุ๋ม กระจิ๋มทั้งนั้น สุดท้ายกัดฟันซื้อไป 1 อัน ราคาแอบแรงเกือบ 200 บาท
แต่ก็คุ้มค่ากับของที่ระลึกอันเล็กๆ ที่สามารถเก็บเรื่องราว และความทรงจำดีๆ ของเมืองนี้ไว้ได้อย่างไม่รู้ลืม
มยุรี นวมมี