ดูจากแนวคิดในการจัดเมนูอาหาร เพื่อเสิร์ฟขึ้นโต๊ะผู้นำเอเปค ซึ่งจะมาร่วมประชุมในวันที่ 18-19 พฤศจิกายนนี้ ถือว่าเป็นไอเดียที่น่าสนใจ คือการใช้วัตถุดิบจากในไทยทั้งหมด รวบรวมผลิตภัณฑ์ของคนไทยจากหลายๆ ที่ เพื่อแสดงถึงภูมิปัญญาท้องถิ่นของไทย
รวมทั้งจะได้เป็นโอกาสแนะนำความเด็ดความอร่อย ต่อผู้นำจากชาติต่างๆ เป็นการเปิดตลาดไปทั่วโลกได้อีกด้วย
ไม่ว่าจะเป็น ปลากุเลาเค็มตากใบ เนื้อโคขุน โพน ยางคำ อะไรเหล่านี้
แต่ที่เป็นประเด็นข่าวขึ้นมาคือปลากุเลาจากตากใบ
เกิดกระแสข่าวว่า ไม่ใช่ปลากุเลาที่มาจากตากใบแท้ๆ อะไรแบบนั้น จนต้องออกมาแสดงหลักฐานยืนยันว่า สั่งจากร้านป้าอ้วน เจ้าดังแห่งตากใบ นราธิวาส แน่นอน
นับว่าน่ายินดีที่ปลากุเลาตากใบ จะได้ขึ้นโต๊ะระดับผู้นำโลก น่าจะเปิดตลาดไปไกลระดับโลกได้!
อันที่จริง ปลากุเลาเค็มตากใบนั้น ขึ้นชื่อลือชามานานนัก
เป็นอาหารจากภูมิปัญญาท้องถิ่นของชาวตากใบ โดยเป็นปลาสายพันธุ์ท้องถิ่นของ จ.นราธิวาส
เป็นของดีจากท้องถิ่นไทย ที่ควรแนะนำให้ผู้นำหลายๆ ชาติได้ลิ้มลอง
โอกาสนี้ พอจะถือได้ว่าการประชุมเอเปคได้มีส่วน ส่งเสริมเศรษฐกิจของชาวตากใบ นราธิวาส ได้
แม้ว่าภาพรวมของการประชุมครั้งนี้ จะมีคำถามมากมายว่า เอาเข้าจริงๆ คนไทยได้อะไร นอกจากรัฐบาลและพล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ที่ได้หน้าได้ตาไป!?
เอาเป็นว่า กรณีอาหารภูมิปัญญาท้องถิ่นตากใบ พอจะถือเป็นด้านดีของเอเปคได้
แต่หลายคนก็อดไม่ได้ เมื่อเอ่ยคำว่าตากใบ ก็จะนึกถึงภาพความขัดแย้งระหว่างรัฐไทยกับผู้คนในพื้นที่นี้
เห็นภาพไฟใต้ที่ลุกโชนตามมา!
จริงอยู่เหตุการณ์ตากใบ 85 ศพ เมื่อวันที่ 25 ตุลาคม ปี 2547 นั้นเกิดในยุคทักษิณ ชินวัตร
แต่ภาพรวมของนโยบายรัฐกับการจัดการปัญหาความขัดแย้งใน 3 จังหวัดชายแดนใต้
ไม่ว่ายุคไหน รวมกระทั่งในยุครัฐบาลพล.อ.ประยุทธ์ ก็ยังเหมือนๆ เดิม
รัฐยังใช้ท่าทีหวาดระแวง ไม่ยอมรับรายละเอียดด้านเชื้อชาติศาสนาของคนในพื้นที่ เป็นเช่นนี้เสมอมา
จนทำให้การตอบโต้ต่อต้านด้วยความรุนแรงจึงไม่จบลงได้ง่ายๆ
การประชุมสุดยอดผู้นำเอเปคที่ใกล้จะเริ่มต้น รัฐบาลจะมาเรียกร้องฝ่ายเดียว ให้ทุกคนร่วมกันเป็นเจ้าภาพที่ดี แล้วรัฐบาลได้หน้าได้ตาไป
เอาเข้าจริงๆ จะเป็นเช่นนั้นได้หรือไม่ ก็น่าคิด!