ถึงช่วงปลายลมฝน ต้นลมหนาว เมื่อต้นเดือน ต.ค.ที่ผ่านมา ‘สำนักงานสลากกินแบ่งรัฐบาล’ พาคณะสื่อมวลชนไปยัง ‘เกาะบาหลี’ ประเทศอินโดนีเซีย จุดหมายปลายทาง ที่นักท่องเที่ยวทั้งชาวอาเซียน และนักท่องเที่ยวต่างชาติทั่วโลกอยากไปสัมผัสบรรยากาศกลิ่นอายเฉพาะตัว ให้ได้สักครั้งหนึ่งในชีวิต

การเดินทางครั้งนี้ใช้เวลากว่า 4 ชั่วโมงบินตรงจากสนามบินสุวรรณภูมิ สู่เดนปาซาร์ เกาะบาหลี ผ่านพิธีศุลกากร ตรวจคนเข้าเมืองเรียบร้อยแล้ว สัมผัสแรก เมื่อพ้นออกนอกประตู สนามบิน คือ บรรยากาศของหมู่เกาะ และสีเขียวของต้นไม้ โดยเฉพาะอากาศท่องเที่ยวในช่วงนี้ สบายตัวอย่างน่าเหลือเชื่อ ไม่ร้อนอบอ้าวจนเกินไป
คณะเดินทางถึงบาหลี ช่วงเวลาเกือบ 15.00 น. เริ่มออกตัวสัมผัสบรรยากาศการท่องเที่ยว ที่วัด ‘อูลูวาตู’ วัดที่มีขนาดใหญ่เป็นอันดับ 3 ของบาหลี เป็นวัดยอดนิยมที่ใครมาบาหลีแล้วไม่ได้มา ถือว่ามาไม่ถึง

วัดอูลูวาตู ตั้งอยู่ริมหน้าผา ใกล้กับจุดชมวิว Karang Boma Uluwatu เป็นจุดชมพระอาทิตย์ตกที่สวยที่สุดแห่งหนึ่งของเกาะบาหลี สนนราคาค่าเข้าชมเล็กน้อยอยู่ที่ราว 30,000 IDR หรือประมาณ 80-90 บาท
ก่อนเข้าไปจุดชมวิว จะต้องนุ่งโสร่ง ใส่ทับเสื้อผ้าที่ใส่มา ไม่ว่าชายหญิง จากนั้นจึงเดินเท้าเข้าไปด้านใน ระยะทางกว่า 1 กิโลเมตร ระหว่างทางเข้าไปยังจุดชมวิว อาจจะมีฝูงลิงเข้ามาทักทายบ้างเล็กน้อย แต่คงต้องระวังข้าวของกันให้ดี เพราะลิงที่นี่มือไว หยิบจับทันควันไม่แพ้ลิงบ้านเราเลยทีเดียว

เมื่อถึงด้านใน ลัดเลาะดูวัดจบ ก็เป็นช่วงเวลาไฮไลต์ของที่นี่ คือ ดูพระอาทิตย์ลับขอบฟ้า ซึ่งหลังจากโควิด-19 ทางการอินโดนีเซียลงทุนสร้างอัฒจันทร์ขนาดใหญ่ให้นักท่องเที่ยวชมพระอาทิตย์ตกกันเป็นเรื่องเป็นราว
อูลูวาตู เป็นวัดของศาสนาฮินดู ตั้งอยู่บนหน้าผาสูงชัน ด้านล่างเป็นทะเล ความสวยงามของวัดอาจจะยังไม่จับใจเท่าวิวที่ได้เห็น หน้าผาสูงชันตระหง่านกว่า 70 เมตร โอบล้อมเกลียวคลื่นสีเขียวครามที่ซัดเข้าหน้าผา ราวกับเพื่อนฝูงหยอกล้อกัน โดยมีฉากหลังเป็นพระอาทิตย์ที่ค่อยๆ ลาลับบนผืนฟ้าสีวานิลลาสกาย สวยจับใจ

หลังอาทิตย์ลับฟ้า ถึงเวลาเข้าที่พัก เตรียมร่างกายพร้อมเดินทางในเช้าวันใหม่อีกครั้ง
วันที่สองบนเกาะบาหลี คณะเราเดินทางไปไฮไลต์สำคัญอีกที่ คือ ‘วัดกระจก’ หรือ Lempuyang Temple ซึ่งเป็น 1 ใน 9 วัดที่ยึดวิธีการสร้างตามแบบแผนของสถาปัตยกรรมบาหลีโบราณ ตั้งอยู่บนยอดเขาสูง 1,058 เมตร

คณะเดินทางกันตั้งแต่เช้า เพื่อไม่ให้อากาศร้อนจนเกินไปจนเที่ยวไม่สบายตัว ที่สำคัญกว่านั้นคือ การไปจับจองคิวเพื่อให้ได้ถ่ายภาพกับจุดเช็กอินสำคัญ ที่ ‘ประตูยักษ์’ ยอดนิยม ซึ่งมีนักท่องเที่ยวจาก ทั่วโลก นับร้อยนับพันมาต่อคิวถ่ายรูปกันที่นี่
จุดนี้เป็นที่สนุกของคณะเดินทางมาก เพราะต้องต่อรถเล็กเพื่อขึ้นสู่ ยอดเขา ระหว่างทางรถลัดเลาะไปมา เหวี่ยงซ้ายขวาให้พอได้ขยับตัว เปล่งเสียงตื่นเต้นเร้าใจกันพอสมควร จากนั้นเมื่อถึงตามธรรมเนียมต้องนุ่งโสร่งกันอีกรอบ ก่อนพากันเดินเท้าขึ้นวัดกว่า 500 เมตร ด้วยระดับความชันแบบถึงใจ

แต่เมื่อถึงวัดและซุ้มประตู ต้องทึ่งกับความสวยงามกับบรรยากาศโดยรอบ และสถาปัตยกรรมกลิ่นอายแบบบาหลีเข้าอย่างจัง แต่ที่ต้องอึ้งอีก คือนักท่องเที่ยวมากันแต่เช้า ล้นหลามกว่าที่คิด เรียกว่าอัดอั้นไม่ได้เที่ยวช่วงโควิด-19 กันสุดๆ ซุ้มประตูที่หมายมั่น จะพากันถ่ายเป็นอันต้องยกเลิกไป เพราะต้องรอคิวนานกว่า 4 ชั่วโมง
ก่อนหน้านี้ นักท่องเที่ยวถ่ายภาพกันเองได้ตามสะดวก แต่เมื่อมีจำนวนมากขึ้นๆ ทางการบาหลีจึงวางระบบ จัดเตรียมเจ้าหน้าที่มาถ่ายรูปให้ โดยต้องลงระบบคิว และจ่ายค่าธรรมเนียมกันเสียเล็กน้อย แต่ภาพที่เจ้าหน้าที่ถ่ายให้ก็สวยสมราคารอคอยจริงๆ
เอาเป็นว่า ถ้าใครวางจุดหมายนี้ ว่าตั้งใจจะมา ขอให้เตรียมตัวกันให้ดีสักหน่อย เพราะช้าหมดอดแน่

ตกช่วงบ่าย คณะไม่ได้พักหายใจหายคอ พาเที่ยวสวนสละขึ้นชื่อของบาหลี ซึ่งเป็นที่รู้กันดีว่า สละบาหลีมีรสชาติเฉพาะตัว หวานหอม เป็นเอกลักษณ์ ไม่แพ้สละไทย
ระหว่างทางอาจต้องแบ่งคณะเป็นกลุ่มเล็กน้อย เพราะต้องนั่งรถจี๊ปตะลุยเข้าไปในสวน กว่า 10 กิโลเมตร ลัดเลาะไหล่เขา และแวะจุดชมวิว Pemukuran Hill ให้ได้พอเก็บภาพความประทับใจเล็กน้อย ก่อนจบทริปวันที่สอง

วันที่สาม เดินทางไปยัง หมู่บ้านคินตามณี (Kintamani) หมู่บ้านเก่าแก่ที่ตั้งอยู่ริมปากปล่อง ภูเขาไฟกูนุงบาตูร์ (Gunung Batur, Kintamani Volcano) ภูเขาไฟที่มีอายุ กว่า 50,000 ปี เป็นหนึ่งในภูเขาไฟที่มหัศจรรย์ของโลก และ ริมทะเลสาบบาตูร์ บนความสูงกว่า 1,717 เมตร

เราแวะรับประทานอาหารเที่ยงกันที่หมู่บ้านคินตามณี ที่ตั้งอยู่ท่ามกลางธรรมชาติและภูมิประเทศที่สวยงาม ไฮไลต์คือ ได้ทานไป ชมวิวไป มีทะเลสาบบาตูร์ และภูเขาไฟเป็นฉากหลัง

ทะเลสาบบาตูร์ เป็นทะเลสาบที่เกิดจากการยุบตัวของภูเขาไฟ ซึ่งมีขนาดใหญ่ที่สุดและตั้งอยู่บนหลุมปล่องภูเขาไฟที่ยังคุกรุ่นตราบจนถึงปัจจุบัน อากาศบนนี้ เย็นสบายมากๆ มีลมพัดตลอดเวลา พอจะสู้กับแดดแรงๆ สบาย ได้อารมณ์คล้าย เขาค้อ เพชรบูรณ์บ้านเรา

ช่วงบ่ายคณะเดินทางไปยัง ‘วัดเทมภัคสิริงค์’ ที่ชาวบาหลีนิยมเรียกว่า ปุระ เตียต้า เอ็มพูล วัดยอดนิยม แหล่งรวมนักท่องเที่ยวเช่นเคย เนื่องจากสถาปัตยกรรมที่เป็นเอกลักษณ์ และใจกลางวัดจะมีน้ำพุศักดิ์สิทธิ์ผุดขึ้นมาตามธรรมชาตินานกว่าพันปี ซึ่งชาวบาหลีเชื่อว่าพระอินทร์บันดาลน้ำพุนี้ขึ้นมา เพื่อรักษาโรคภัย ไข้เจ็บและสิ่งชั่วร้าย

ที่นี่จะได้เห็นภาพนักท่องเที่ยวจำนวนมาก ต่อแถวลงแช่น้ำพุศักดิ์สิทธิ์ บ้างก็มาคนเดียว บ้างก็มาเป็นครอบครัว พาลูกเด็กเล็กแดงลงแช่น้ำ พร้อมสักการะสิ่งศักดิ์สิทธิ์ตามความเชื่อ

จากนั้นเดินทางสู่ ‘Aloha Swing’ จุดเช็กอินใหม่ ที่ได้นั่ง บนชิงช้าที่ถูกแกว่งลอยไปในอากาศบนยอดเขาสูงของเมือง อุบุด ลอยกันแตะขอบฟ้าเลยทีเดียว มีฉากหน้าเป็นนาขั้นบันได Tegallalang สูดอากาศสดชื่นของความเขียวขจีที่ไกลสุดลูกหู ลูกตา แลนด์มาร์กสุดฮิตของบาหลีหลังยุคโควิด-19

วันสุดท้ายก่อนเดินทางกลับไทย ได้แวะไปจุดท่องเที่ยวสุดฮิตอีกแห่งของบาหลี คือ Tanah Lot Temple วัดฮินดูศักดิ์สิทธิ์ ที่สร้างเพื่ออุทิศให้แก่เทพเจ้าและปีศาจแห่งท้องทะเล

เมื่อน้ำขึ้นวัดแห่งนี้จะเหมือนลอยอยู่บนโขดหินกลางทะเล แต่เมื่อน้ำลด จะมีสะพานเชื่อมไปสู่วัด เหมือนบันไดไปสู่สวรรค์ พร้อมความน่าตื่นตาตื่นใจของเกลียวคลื่นที่ซัดโขดหิน ตีกลับเป็นรูปโค้งมนขนาดใหญ่ นับเป็นเอกลักษณ์ของวัดแห่งนี้
สิ้นสุดการเดินทางพร้อมเก็บกระเป๋ากลับบ้านไปด้วยรอยยิ้ม และความสุขจากการเดินทางหลังโควิด-19 ระบาดใหญ่ ที่แทบจะเรียกว่าแช่แข็งโลกใบนี้ไปกว่า 3 ปี
พรเทพ อินพรหม