จากการแข่งขันกับอีกกว่า 300 ทีมทั่วโลกบนเวทีโครงการพัฒนาระบบผลิตอาหารอัตโนมัติและครบวงจรสำหรับนักบินอวกาศ หรือ Deep Space Food Challenge ที่จัดโดยองค์การบริหาร การบินและอวกาศแห่งชาติ (NASA) และองค์การอวกาศแคนาดา (Canadian Space Agency) ทีม “กีฏะ” หรือ KEETA จากประเทศไทย ได้ก้าวเข้าสู่รอบ 9 ทีมสุดท้ายแล้ว
ดร.โพธิวัฒน์ งามขจรวิวัฒน์ อาจารย์ประจำสาขาวิชาวิศวกรรมหุ่นยนต์และระบบอัตโนมัติ คณะวิศวกรรมศาสตร์และเทคโนโลยี สถาบันการจัดการปัญญาภิวัฒน์ (PIM) หนึ่งในผู้ร่วมก่อตั้งทีมกีฏะ เล่าว่า การแข่งขัน ดีพสเปซฟู้ดชาลเลนจ์ เป็นการแข่งขันเพื่อแก้ปัญหา 100 ปีของนาซ่า โดยครั้งนี้ให้โจทย์การผลิตอาหารให้นักบินอวกาศ 4 คน ระยะเวลา 3 ปี

“ผมและ ดร.วเรศ จันทร์เจริญ ผู้ร่วมก่อตั้งทีมอีกคนหนึ่ง เราทำงานวิจัยด้านอวกาศกันมาเป็นระยะอยู่แล้ว พอมีการแข่งขันนี้ ก็คุยกันถึงการต่อยอดจากเรื่องที่มีองค์ความรู้กันอยู่แล้วอย่างเรื่อง 3D Food Printer เพื่อนำมาเป็นเครื่องพรินต์อาหารบนอวกาศ โดยเราและน้องๆ นิสิตฝึกงานที่ สเปซ แล็บ สตาร์ตอัพวิจัยด้านอวกาศของ ดร.วเรศ จึงเริ่มต้นสร้าง ทีมร่วมมือกันแก้โจทย์นี้” ดร.โพธิวัฒน์กล่าว
ดร.โพธิวัฒน์เล่าต่อว่า วัตถุดิบหลักสำหรับการนำมาเป็นอาหารที่ทีมนึกถึงคือ หนอนแมลง โดยทีมค่อยๆ ตัดชอยส์แมลงชนิดต่างๆ ลงมาเรื่อยๆ จนเป็นหนอนด้วงสาคู ซึ่งเป็นแมลงที่ปลอดภัย ไม่มีผลกระทบเรื่องเสียงหรือการบินในอวกาศ ส่งผลให้ทีมตั้งชื่อว่า “กีฏะ” ซึ่งแปลว่าแมลง นั่นเอง

เมื่อต้องคิดระบบผลิตอาหารสำหรับการใช้ชีวิต 3 ปี สิ่งที่ทีมมองว่าจำเป็น คือการสร้าง “ระบบนิเวศ” ที่ทำให้สามารถผลิตอาหารได้อย่างต่อเนื่อง ยั่งยืน และใช้พื้นที่น้อยที่สุด เพื่อให้สามารถขนส่งระบบไปดำเนินการบนอวกาศได้จริง ทีมจึงออกแบบระบบนิเวศให้มี 3 ส่วนประกอบกัน ในพื้นที่ 30 ตารางเมตร หรือเท่ากับคอนโดมิเนียม 1 ห้อง ได้แก่ 1.ระบบเพาะปลูกพืช เพื่อเป็นอาหารให้กับแมลง 2.ระบบปศุสัตว์แมลง เพื่อเพาะเลี้ยงแมลง และนำมูลของแมลงไปเป็นปุ๋ยเพาะปลูกพืช และ 3.ระบบผลิตอาหาร นำแมลงมาผ่านกระบวนการผลิตอาหาร พิมพ์ออกมาผ่าน 3 ดีฟู้ดพรินเตอร์ ในตู้กดอาหารอัตโนมัติ เป็นเมนูหน้าตาคล้ายนักเก็ต จำนวน 1-2 เมนู
ดร.โพธิวัฒน์เล่าเพิ่มเติมว่า เป้าหมายสูงสุดของทีม คือการคว้าชัยชนะบนเวทีนี้ เพราะจะเป็นก้าวสำคัญพาไทยขึ้นแท่นผู้นำในเศรษฐกิจอวกาศแบบใหม่ (New Space Economy) ตอบโจทย์การผลิตอาหารอวกาศ

ด้าน สิทธิพล คูเสริมมิตร หรือ ตุลย์ บัณฑิตจบใหม่คณะวิศวกรรมศาสตร์ สาขาวิศวกรรมอากาศยาน (หลักสูตรนานาชาติ) จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย หนึ่งในสมาชิก ทีมกีฏะ เสริมว่า โจทย์ของ นาซ่า ต้องการให้โครงการของผู้เข้าแข่งขัน ช่วยแก้ปัญหาบนโลกได้ด้วย จึงเป็นโอกาสผลักดันจุดเด่นของไทยจากครัวโลก สู่ครัวอวกาศ เราจะทำเต็มที่ อยากให้ช่วยเป็นกำลังใจให้ด้วย
ด้าน ดร.ธันยวัต สมใจทวีพร ผอ.ศูนย์นวัตกรรมหุ่นยนต์และระบบอัตโนมัติ คณะวิศวกรรมศาสตร์และเทคโนโลยี พีไอเอ็ม กล่าวว่า กลุ่มบริษัท ซีพี ออลล์ จำกัด (มหาชน) ได้เข้ามาสนับสนุนทีมกีฏะใน 3 ด้าน ได้แก่ 1.ทุนการดำเนินงานตลอดทั้งโครงการ 2.องค์ความรู้ โดยเฉพาะกลุ่มเทคโนโลยี 4 ด้าน ได้แก่ การเพาะปลูก การกำจัดของเสีย การเพาะเลี้ยงแมลง และการผลิตอาหาร และ 3.บุคลากรจากหลากหลายด้าน ทั้งจากบริษัท ซีพีแรม จำกัด และคณะต่างๆ ในพีไอเอ็ม

สำหรับการแข่งขันดีพสเปซฟู้ดชาลเลนจ์ แบ่งออกเป็น 3 เฟสหลัก ได้แก่ เฟสที่ 1 การออกแบบเชิงคอนเซ็ปต์ ที่เสร็จสิ้นไปแล้ว เฟสที่ 2 การสาธิตครัวอวกาศ โดยในช่วงกลางเดือน ธ.ค.นี้ ทีมที่ยังเหลืออยู่ทุกทีมต้องนำส่งรายงานความคืบหน้าโครงการ พร้อมวิดีโอสรุป และคัดเหลือเพียง 5 ทีมสุดท้าย ที่ทางนาซ่าจะบินมา ดูเองในช่วงต้นปี 2566
ร่วมเป็นแรงเชียร์ให้ทีมไทยได้ด้วย แฮชแท็ก #เชียร์ทีมไทยแชมป์อาหารอวกาศนาซ่า #ซีพีออลล์สนับสนุนนวัตกรรมไทยสู่ผู้นำอาหารอวกาศโลก