ปิดฉากอย่างชื่นมื่น สำหรับการประชุมเอเปค หรือความร่วมมือทางเศรษฐกิจในภูมิภาคเอเชีย-แปซิฟิก (Asia-Pacific Economic Cooperation : APEC) ครั้งที่ 29 ซึ่งไทยเป็นเจ้าภาพ จัดขึ้นระหว่าง 14-19 พ.ย.ที่ผ่านมา ที่กรุงเทพมหานคร
พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ออกมาประกาศว่าประสบความสำเร็จที่เป็นรูปธรรม เพราะได้รับฉันทามติจากผู้นำ 21 เขตเศรษฐกิจ ได้แก่ ออสเตรเลีย บรูไนฯ แคนาดา ชิลี จีน จีนฮ่องกง อินโดนีเซีย ญี่ปุ่น เกาหลีใต้ มาเลเซีย เม็กซิโก นิวซีแลนด์ ปาปัวนิวกินี เปรู ฟิลิปปินส์ รัสเซีย สิงคโปร์ จีนไทเป ไทย สหรัฐ และเวียดนาม ในการร่วมกันลงนามรับรองปฏิญญาผู้นำเขตเศรษฐกิจเอเปค ค.ศ.2022

และเป้าหมายกรุงเทพฯ ว่าด้วยเศรษฐกิจ BCG เศรษฐกิจชีวภาพ-เศรษฐกิจหมุนเวียน-เศรษฐกิจสีเขียว (Bio-Circular-Green Economy : BCG Model) เพื่อร่วมกันวางรากฐานในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจอย่างครอบคลุม ยั่งยืน และเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม ภายใต้ 3 หัวข้อหลัก คือ เปิดกว้างสร้างสัมพันธ์ (Open) เชื่อมโยงกัน (Connect) และ สู่สมดุล (Balance)
โดยหัวข้อเปิดกว้าง เตรียมเดินหน้าจัดตั้งเขตการค้าเสรีเอเชีย-แปซิฟิก FTAAP (Free Trade Area of the Asia-Pacific) เอฟทีเอที่ใหญ่ที่สุด ในโลก วางกรอบการดำเนินการระยะ 4 ปี ระหว่าง 2566-2569
ส่วนหัวข้อเชื่อมโยงกัน จะเร่งฟื้นฟูเศรษฐกิจ การเดินทางข้ามแดนอย่างปลอดภัย ไร้รอยต่อ หลังจากประสบปัญหาการแพร่ระบาดของโรคโควิด-19
และหัวข้อสู่สมดุล เร่งขับเคลื่อนเศรษฐกิจภูมิภาคที่เป็นมิตร ต่อสิ่งแวดล้อม เพื่อการเติบโตที่ยั่งยืน

เวทีผู้นำเอเปค ยังได้รับข้อเสนอแนะจากภาคเอกชนเอเปค ผ่านทางสภาที่ปรึกษาทางธุรกิจเอเปค (APEC Business Advisory Council : ABAC) นำโดย นายเกรียงไกร เธียรนุกุล ประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) ในฐานะ ABAC 2022 ที่เสนอให้ชาติสมาชิกแก้ไขปัญหาเร่งด่วน 3 ข้อ คือ เงินเฟ้อ อาหารขาดแคลน และโลกร้อน
และยังรับข้อเสนอประจำปีของ ABAC อีก 69 ข้อ เพื่อส่งเสริมความร่วมมือ 5 ด้าน คือ อำนวยความสะดวกการค้าการลงทุนผ่าน FTAAP, ส่งเสริมเศรษฐกิจดิจิทัล โดยเร่งพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานของสมาชิกให้เท่าเทียม, ส่งเสริมการเติบโตอย่างยั่งยืน ทำธุรกิจแบบใส่ใจกับสิ่งแวดล้อม เพื่อเศรษฐกิจโลกที่โตอย่างยั่งยืน เพื่อเร่งแก้ปัญหาโลกร้อน
ส่งเสริมวิสาหกิจขนาดกลาง ขนาดย่อมและรายย่อย (MSME) ซึ่งมีมากถึง 97% ให้หลุดพ้นจากความล่มสลายจากปัญหาโควิด-19 และผลักดันให้เข้าถึงแหล่งทุนเพื่อให้ฟื้นตัวโดยเร็ว และส่งเสริมมาตรการทางเศรษฐกิจและการเงิน เพื่อเร่งฟื้นฟูเศรษฐกิจอย่างรวดเร็ว

รัฐบาลไทยยังใช้โอกาสนี้เปิดเจรจา 2 ฝ่ายกับชาติมหาอำนาจ เพื่อขยายความร่วมมือด้านการค้า การลงทุนระหว่างกัน โดยนายกฯ ได้หารือกับนายสี จิ้นผิง ประธานาธิบดีแห่งสาธารณรัฐประชาชนจีน ร่วมลงนามความตกลง 5 ฉบับ อาทิ แผนปฏิบัติการเชิงยุทธศาสตร์, ร่วมมือส่งเสริมเส้นทางเศรษฐกิจสายไหม และบันทึกความเข้าใจว่าด้วยการก่อตั้งคณะทำงานความร่วมมือด้านการลงทุนและเศรษฐกิจฯ
หารือกับนายเอมานูว์แอล มาครง ประธานาธิบดีแห่งสาธารณรัฐฝรั่งเศส ร่วมมือด้านการผลิตและพัฒนาอุตสาหกรรมยานยนต์ อิเล็กทรอนิกส์และเกษตรกรรม รวมทั้งเร่งลดภาษีนำเข้าสินค้า สิ่งแวดล้อม 54 รายการ เป็นต้น,

เข้าเฝ้าฯ หารือกับเจ้าชายมุฮัมมัด บิน ซัลมาน บิน อับดุลอะซีซ อาล ซะอูด มกุฎราชกุมาร และนายกรัฐมนตรีแห่งราชอาณาจักรซาอุดีอาระเบีย เพื่อแลกเปลี่ยนเอกสารความร่วมมือ 5 ด้าน อาทิ พลังงาน การท่องเที่ยว, การส่งเสริมการลงทุนโดยตรง เป็นต้น

หารือร่วมกับนายเหวียน ซวน ฟุก ประธานาธิบดีแห่งสาธารณรัฐสังคมนิยมเวียดนาม ลงนามความตกลง 5 ฉบับ อาทิ แผนปฏิบัติการว่าด้วยความเป็นหุ้นส่วนยุทธศาสตร์ที่เข้มแข็งระยะ 5 ปีข้างหน้า 2565-2570, บันทึกความเข้าใจระหว่างสภาหอการค้าแห่งประเทศไทยกับหอการค้าและอุตสาหกรรมแห่งเวียดนาม โดยนายสนั่น อังอุบลกุล ประธานกรรมการสภาหอการค้าแห่งประเทศไทยระบุว่า 2 ฝ่ายตั้งเป้าหมายร่วมกันจะผลักดันมูลค่าการค้า 2 ฝ่ายให้ได้ 2.5 หมื่นล้านเหรียญสหรัฐ ภายในปี 2025
ขณะที่รัฐมนตรีเศรษฐกิจไทยได้เปิดเวทีคู่ขนานหารือเช่นกัน โดย นายสุพัฒนพงษ์ พันธ์มีเชาว์ รองนายกรัฐมนตรีและรมว.พลังงาน หารือกับรมว.พลังงานซาอุดีอาระเบีย ลงนามขยายความ ร่วมมือธุรกิจด้านพลังงานระหว่างเอกชน 2 ฝ่าย คือ ระหว่าง บริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) และการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) กับบริษัท ACWA Power ของซาอุดีอาระเบีย เพื่อผลักดันธุรกิจเชื้อเพลิงไฮโดรเจนในไทย

ด้านนายจุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์ รองนายกรัฐมนตรีและรมว.พาณิชย์ หารือกับนางแคทเธอรีน ไท ผู้แทนการค้าสหรัฐอเมริกา (ยูเอสทีอาร์) ขอให้สหรัฐปลดไทยออกจากบัญชี WL หรือบัญชีประเทศที่ต้องจับตามองด้านทรัพย์สินทางปัญญา เพื่อกู้ภาพลักษณ์ความเชื่อมั่นด้าน การค้า เศรษฐกิจ และการลงทุนให้แก่ไทย
ลงนามบันทึกความเข้าใจ (เอ็มโอยู) กับออสเตรีย ร่วมพัฒนา 10 สาขา อาทิ ยานยนต์ ท่องเที่ยวและเอสเอ็มอี เป็นต้น และเอ็มโอยู ยุทธศาสตร์ความร่วมมือทางเศรษฐกิจ กับออสเตรเลีย 8 ด้าน อาทิ การลงทุน เกษตร ท่องเที่ยว พลังงาน เศรษฐกิจสีเขียว เป็นต้น

ภาคเอกชนไทย โดยนายสนั่น อังอุบลกุล ประธานกรรมการหอการค้าไทยและสภาหอการค้าแห่งประเทศไทยยืนยันว่าเอเปคครั้งนี้สร้างประโยชน์กับเศรษฐกิจไทย ทำให้เกิดเม็ดเงินสะพัดในระบบทันที 2,000 ล้านบาท
และหลังจบงานจะมีเม็ดเงินที่จะไหลเข้ามาในภาคการท่องเที่ยว การค้า และการลงทุนอีกไม่ต่ำกว่า 20,000 ล้านบาท