รัฐ-เอกชนประสานเสียงเศรษฐกิจไทยโตสวนกระแสโลก เร่งพยุงจีดีพีไปต่อมั่นใจปีหน้าขยายตัว 3-4% อานิสงส์เอเปคโกยเงินลงทุนต่างชาติเข้าไทย 6 แสนล้าน
เมื่อวันที่ 26 พ.ย. นายสนั่น อังอุบลกุล ประธานกรรมการหอการค้าไทยและสภาหอการค้าแห่งประเทศไทย กล่าวเปิดการสัมมนาหอการค้าทั่วประเทศ ครั้งที่ 40 ซึ่งจัดขึ้นระหว่างวันที่ 25-27 พ.ย. ที่จ.อุบลราชธานี ว่า ปีนี้เป็นปีที่ท้าทายของเศรษฐกิจไทย เพราะมีวิกฤตซ้อนวิกฤต จากปัญหาโควิด-19 และสงครามรัสเซีย-ยูเครน ทำให้เกิดปัญหาขาดแคลนพลังงานและอาหาร และปัญหาซัพพลายเชน ดอกเบี้ยขาขึ้น เงินเฟ้อสูง ขณะที่คู่ค้าสำคัญอย่างจีนปิดประเทศ รวมถึงเศรษฐกิจโลกชะลอตัวที่จะยาวไปถึงปีหน้า
สำหรับเศรษฐกิจไทยมั่นใจว่าจะเติบโตต่อเนื่อง ในปีหน้าขยายตัวได้ 3.5-4% เพราะคาดว่าจีนจะประกาศเปิดประเทศช่วงกลางปีหน้า ทำให้จำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติของไทยเพิ่มขึ้นเป็น 20 ล้านคนมากกว่าปีนี้ 1 เท่าตัว ส่วนการส่งออกจะโต 3-5% ขณะที่มหาวิทยาลัยหอการค้าไทยประเมินว่าผลจากการประชุมผู้นำเอเปคจะสามารถดึงดูดเม็ดเงินลงทุนต่างชาติเข้ามาในไทยได้อีก 6 แสนล้านบาท อาทิ จากโครงการรถไฟไทยจีน 1 แสนล้านบาท และโครงการลงทุนเก็บสต๊อกน้ำมันในไทยของประเทศซาอุดีอาระเบียอีก 1 แสนล้านบาท
ดังนั้น หอการค้าไทยจะเร่งส่งเสริมเรื่องสำคัญ ดังนี้ ส่งเสริมการจัดทำแผนขับเคลื่อนเศรษฐกิจ BCG ภูมิภาค, การลงทุนจากเอกชนต่างชาติในพื้นที่อีอีซี โดยขณะนี้อยู่ระหว่างทำแผนวิจัย ขับเคลื่อนลงทุนร่วมกับรัฐบาลจีน, ยกระดับซอฟต์เพาเวอร์ ส่งเสริมความสามารถในการแข่งขันให้เอสเอ็มอี รวมทั้งเร่งแก้ระเบียบเพื่อเพิ่มความสะดวกให้กับภาคอสังหาริมทรัพย์
นายอาคม เติมพิทยาไพสิฐ รมว.คลัง กล่าวปาฐกถาพิเศษ เรื่อง “Enhancing Economic Performance for Thailand Competitiveness : ฟื้นเศรษฐกิจไทยเพื่อยกระดับความสามารถในการแข่งขัน” ว่า วิกฤตเศรษฐกิจที่ผ่านมาไทยใช้เวลาฟื้น 2 ปี แต่ครั้งนี้อาจมากกว่า 2 ปี เพราะปัญหาโควิด-19 แพร่ไปทั่วโลก ต้องใช้ความร่วมมือภาครัฐและเอกชนช่วยกัน โดยขณะนี้เศรษฐกิจเริ่มดีขึ้น ปีหน้าคาดว่าจีดีพีจะขยายตัวได้ 3-4% ซึ่งเป็นทิศทางเดียวกับที่หอการค้าไทยประเมิน
“เรามองว่าเศรษฐกิจไทยยังเติบโตดีสวนกับกระแสโลก สิ่งที่เราต้องทำคือการรักษาให้จีดีพีโตต่อเนื่อง โดยรัฐและเอกชนจะต้องเร่งส่งเสริมเศรษฐกิจการค้าชายแดน, ภาคการเกษตรเพื่อช่วงชิงประโยชน์จากวิกฤตอาหารโลก, เร่งรัดการลงทุนให้มากขึ้น ซึ่งปัจจุบันไทยมีสัดส่วนการลงทุนในจีดีพีเพียง 24% เท่านั้นลดลงจากในอดีตซึ่งอยู่ที่ 40% โดยเฉพาะการเร่งขับเคลื่อนการลงทุนโครงสร้างพื้นฐานที่มีเม็ดเงินลงทุนสูงถึง 5 ล้านล้านบาทให้เกิดขึ้นโดยเร็ว และส่งเสริมการบริโภคภายในประเทศ”