วันนี้สวนเทพนา ต.บ้านไร่ อ.เทพสถิต จ.ชัยภูมิ ที่มี ‘คุณวิเชียร พรมทุ่งค้อ’ เป็นเจ้าของในเนื้อที่ 30 ไร่ ถือเป็นแหล่งท่องเที่ยวเชิงเกษตรที่มีผู้คนจากทั่วทุกสารทิศไปเที่ยวและไปเรียนรู้อย่างต่อเนื่อง เพราะที่นี่เป็นศูนย์เรียนรู้อะโวคาโดพันธุ์แฮสส์ (Hass) ครบวงจร ตั้งแต่การผลิตต้นพันธุ์ การปลูก การแปรรูปและการตลาด โดยรวมตัวกันในนามวิสาหกิจชุมชนปลูกพืชเศรษฐกิจบ้านเทพนา ซึ่งคุณวิเชียรนั่งเป็นประธานกลุ่ม และประธานศูนย์เรียนรู้การเพิ่มประสิทธิภาพการผลิต (ศพก.) อ.เทพสถิต

คุณวิเชียร วัย 54 ปี เล่าว่า ตัวเองแม้จะเป็นชาวสุราษฎร์ธานีและเป็นนักธุรกิจด้านสายการบิน แต่ก็ผูกพันกับคนที่นี่ ตอนนี้เลิกทำธุรกิจการบินแล้ว หันมาเป็นเกษตรกรเต็มตัว และตั้งใจรวมกลุ่มเกษตรกรปลูกอะโวคาโดเพื่อให้เป็นโมเดลแก้ไขปัญหาความยากจน ในลักษณะของไม้ผลยืนต้นทดแทนพืชไร่เชิงเดี่ยว ซึ่งเดิมชาวบ้านที่นี่ปลูกอ้อยปลูกมันและใช้สารเคมี ขณะที่คุณภาพชีวิตก็แย่ลงๆ รวมทั้งมีปัญหาความเครียดเพราะฐานะความเป็นอยู่ลำบาก แต่พอปลูกอะโวคาโดและผลไม้ยืนต้นอื่นๆ อย่างทุเรียน ก็ทำให้มีรายได้มากขึ้น ปัจจุบันกลุ่มมีสมาชิก 500 คน พื้นที่ทั้งหมดพันกว่าไร่

สำหรับสวนเทพนาเริ่มปลูกอะโวคาโดในปี 2562 ปลูกพันกว่าต้น ลงทุนไปหลักล้าน เริ่มได้ทุนคืนปีที่ 2 เข้าปีที่ 3 ก็ได้ทุนคืนหมด ทั้งนี้เวลาสอนให้เกษตรกรปลูก ไม่ได้สอนให้ลงทุนมากถึงขนาดนั้น ให้ค่าเฉลี่ยลงทุนไร่หนึ่งประมาณ 1,000 บาท โดยให้ปลูกพันธุ์พื้นเมืองก่อน และมาเรียนเปลี่ยนยอดกับทางสวน พอพันธุ์พื้นเมืองมีอายุ 1 ปี ตัดยอดทิ้งก็จะเสียบยอดพันธุ์แฮสส์ เข้ามาขอยอดจากสวนได้ฟรี เป็นการส่งเสริม ปีหนึ่งแจกประมาณ 4-5 หมื่นยอด

หลายคนอาจสงสัยว่าทำไมสวนเทพนาจึงปลูกอะโวคาโดสายพันธุ์แฮสส์ เจ้าตัวให้ข้อมูลว่า เป็นผลไม้ที่มีอนาคตในระดับโลกเรียกว่า ‘ทองคำเขียว’ ซึ่งประเทศเม็กซิโกถือเป็นผู้ปลูกรายใหญ่ นอกนั้นก็มีอิสราเอล อเมริกา เปรู เคนยา แต่คนไทยส่วนใหญ่อาจยังไม่ค่อยรู้จัก เพราะปัจจุบันบ้านเรานำเข้า อะโวคาโดปีหนึ่งประมาณ 300 กว่าล้าน เฉพาะสายพันธุ์นี้ ฉะนั้นการปลูกพันธุ์แฮสส์ นอกจากจะแก้ไขปัญหาเรื่องเศรษฐกิจได้แล้ว ยังแก้ไขปัญหาเรื่องสุขภาพได้ด้วย เนื่องจากคนที่รับประทานพันธุ์แฮสส์เป็นเรื่องสุขภาพล้วนๆ ซึ่งมีผลการทดลองในห้องแล็บยืนยันว่าสายพันธุ์นี้ไม่มี ไขมันทรานส์

“ที่เลือกปลูกแฮสส์ เพราะ 1.แมลงวันทองไม่เจาะผลผลิต 2.ราคาสูงที่สุด 3.เป็นสายพันธุ์สากลที่ทั่วโลกเขากินกัน สามารถแปรรูปสกัดเป็นน้ำมันได้ พื้นที่ที่ปลูกแล้วประสบความสำเร็จที่สุดคือ ดินทราย ดินลูกรัง ดินอะไรก็ได้ที่ไม่เก็บน้ำเลย แต่ถ้าเป็นดินเหนียว ดินชุ่มน้ำ ดินนา ที่มีน้ำขังอยู่ตลอดจะเกิดโรคไฟทอปธอรา ทำให้รากเน่าได้”

เขาแนะนำว่า ต้นอะโวคาโดพอผ่านไปสัก 1 ปี ให้ตัดกระโดงกลางออก เพราะเป็นไม้ยืนต้นอายุ 80 ปี ถ้าไม่ตัดจะเป็นไม้ใหญ่เก็บผลผลิตลำบาก การจัดการเรื่องผลผลิต ต้องพยายามคุมทรงไว้ ไม่ให้ต้นสูง ให้ต้นออกข้างๆ

ในสวนแห่งนี้ใช้ระบบเทคโนโลยีเกษตรอัจฉริยะแบบครบวงจร ทั้งการผลิตเชื้อราไตร โคเดอร์มา การทำน้ำหมักชีวภาพ และใช้ระบบ น้ำหยด ทำให้สามารถควบคุมต้นทุนการผลิต ปลอดสารเคมี และเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม

คุณวิเชียรบอกว่า ได้อธิบายให้ชาวบ้านเห็นว่า ถ้าทำไม้ผลสัก 1 ไร่ ต่อปีจะมีรายได้ประมาณ 1 แสน แต่ที่ได้มากที่สุด คือนักท่องเที่ยว มาซื้อที่หน้าสวน นักท่องเที่ยวจะช่วยในเรื่องการดูแลสังคม ช่วยโรงเรียน ช่วยวัดด้วย ด้านชุมชนก็ช่วยได้เกือบทุกเรื่อง พื้นที่ตรงนี้ จึงเริ่มปรับเปลี่ยนมาเป็นการปลูกไม้ผลตั้งแต่ 2562 สิ่งที่เห็นชัดคือชีวิตความเป็นอยู่ของชาวบ้านดีขึ้น

ในการรวมกลุ่มเป็นวิสาหกิจชุมชนนั้น มีทางเครือเซ็นทรัลเข้ามา สนับสนุนในเรื่องการตลาด ในส่วนของทางวิชาการมีกรมวิชาการเกษตร กรมส่งเสริมการเกษตรมาร่วมกันให้ความรู้ในเรื่องชีวภัณฑ์ และโรงปุ๋ย

อย่างที่เกริ่นไปแล้วว่าวิสาหกิจชุมชนแห่งนี้มีการแปรรูป โดยผลผลิต ส่วนหนึ่งนำไปแปรรูปเป็นเนื้อล้วน เพื่อแก้ไขปัญหา อะโวคาโดขาดช่วง ใช้วิธีบดให้เป็นเนื้อละเอียด ก่อนนำไปแช่แข็ง สามารถเก็บได้ 2 ปี มีให้กินได้ทั้งปี

เจ้าของไร่เทพนาแจงว่า ปัญหาที่เจอส่วนมากเป็นเรื่องโรคและแมลง จะมีแมลงมากินใบช่วงหัวค่ำ แก้ปัญหาง่ายๆ ด้วยการใช้ไฟฉายส่อง และเก็บออก พยายามจัดการแบบธรรมชาติมากที่สุด ซึ่งหากเป็นการปลูกแบบอินทรีย์ ถ้าปลูกไม่มากก็ไม่เกินกำลัง โดย อะโวคาโดจะออกผลตั้งแต่เดือนต.ค.เป็นต้นไป ที่สวนเคยเก็บไว้ได้จนถึงเดือนเม.ย.ของอีกปีหนึ่ง

“ผมบอกทุกคนไม่ต้องทำเยอะ แต่ทำให้ได้คุณภาพ เพราะขายลูกละ 50-80 บาท ไม่ได้ขายแบบชั่งกิโล ต้นหนึ่งถ้าดูแลดีขายได้เป็นหมื่น 1 ไร่ปลูก 50 ต้น ก็ได้แล้ว 4-5 แสนบาท ครอบครัวหนึ่งปลูก 2 ไร่ ต่อปี จะมีรายได้เสริมเดือนละเกือบ 1 แสนบาท และเวลาในการจัดการก็ไม่เยอะ 2 ไร่ ใช้เวลาวันละ 2 ชั่วโมง ตั้งแต่ 6-8 โมงเช้า สิ่งสำคัญที่สุดคือ การทำให้ผลผลิตมีคุณภาพและปลอดภัย เป็นผลไม้ออร์แกนิก เพราะอะโวคาโดเป็นพืชกึ่งยารักษาโรค ช่วยเรื่องไขมัน ข้อเข่า เรื่องของการต้านอนุมูลอิสระ ทำให้ผิวพรรณดีขึ้น ผมจึง ส่งเสริมเกษตรกรให้ปลูก ปีนี้ทำทั้งหมด 500 ครอบครัว ให้เกษตรกร 500 คนมาเรียนที่ศูนย์เรียนรู้ที่เราทำสำเร็จให้เห็นเป็นตัวอย่าง”

สนใจอะโวคาโดพันธุ์แฮสส์ ติดต่อได้ที่โทร. 08-1989-2584 หรือเข้าไปที่เฟซบุ๊ก ‘อะโวคาโดเพื่อการเรียนรู้’

นับเป็นสวนอะโวคาโดต้นแบบครบวงจร และยังเปิดเป็นศูนย์เรียนรู้เพื่อให้ผู้คนได้มาศึกษาหาความรู้อีกด้วย

ภาวิณีย์ เจริญยิ่ง

ติดตามข่าวสด

ข่าวเด่นประจำวัน