“ผมเลี้ยงสาหร่ายพวงองุ่นมาตั้งแต่ปี 2557 ก่อนช่วงโควิด-19 มีรายได้เฉลี่ยวันละหลายหมื่นบาท บางวันถึงแสน เพราะแต่ก่อนขายได้กิโลกรัม (ก.ก.) ละ 500 บาท เป็นอาชีพเสริมที่มีรายได้มากกว่าเงินเดือนตำรวจเสียอีก” นายดาบตำรวจ (ด.ต.) มนู เผ่าจันทร์ วัย 48 ปี ผบ.หมู่สายตรวจรถยนต์ ตำรวจทางหลวงเพชรบุรี เล่าอย่างภาคภูมิใจ ขณะที่สำนักงานคณะกรรมการพิเศษเพื่อประสานงานโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริ (กปร.) นำคณะสื่อมวลชนจากส่วนกลาง ลงพื้นที่เยี่ยมชมผลสัมฤทธิ์จากการพัฒนาตามแนวพระราชดำริ ที่ฟาร์มทะเลตัวอย่างในสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ ต.บางแก้ว อ.บ้านแหลม จ.เพชรบุรี ซึ่งเขาเองเรียนรู้วิธีการเลี้ยงมาจากฟาร์มทะเลตัวอย่างแห่งนี้ จากนั้นไปยัง‘คุณชาย’ ฟาร์มสาหร่ายพวงองุ่นที่อยู่ไม่ไกลกันนัก

ด.ต.มนูในฐานะเจ้าของฟาร์มดังกล่าวบอกว่า ก่อนเลี้ยงสาหร่ายพวงองุ่นนั้น เคยเลี้ยงอาร์ทีเมีย หรือไรทะเลมาก่อน แต่เจอปัญหาเศรษฐกิจ คนไม่นิยมเลี้ยงปลาสวยงามกันแล้ว จึงเปลี่ยนอาชีพใหม่ โดยหันมาเลี้ยงสาหร่ายพวงองุ่น หลังจากไปอบรมการเลี้ยงที่ฟาร์มทะเลตัวอย่าง เลี้ยงในพื้นที่ 8 ไร่ แบ่งเป็น 2 บ่อ บ่อละ 4 ไร่ ทำมา 7-8 ปีแล้ว ตอนนี้ผลตอบรับ ดีมาก รายได้ต่อเดือนหลักหมื่นถึงหลักแสน

“สาหร่ายพวงองุ่นเป็นพืชเศรษฐกิจตัวใหม่ที่ทำรายได้ดีมาก ลงทุนครั้งเดียวสามารถเก็บเกี่ยวได้ตลอดไป ครั้งแรกลงทุนแสนกว่าบาท หลังจากเลี้ยงครบ 3 เดือนก็ได้ทุนคืนแล้ว เก็บเกี่ยวได้ตลอดทุกวัน รายได้วันเดียวก็ดีกว่าอาชีพตำรวจแล้ว ช่วงก่อนโควิด-19 วันหนึ่งเคยได้สูงสุด 35,000-40,000 บาท พอหลังๆ ลดลงไปเยอะเกินครึ่ง แต่ยังพอเลี้ยงตัวเองได้ เป็นอาชีพที่ควรทำมาก”

วิธีการเลี้ยง 1 บ่อ ต้องขุดให้ลึก 1.50-1.70 ม. เพื่อกักเก็บน้ำได้เยอะ และแสงสามารถส่องลงมาพอดี สังเกตหากมีน้ำกระเพื่อม ให้เปิดออกซิเจน และดูจากสีน้ำในบ่อ ถ้าเป็นสีฟ้าแบบน้ำทะเลจะดี โดยเปลี่ยนน้ำทะเลทุกเดือน เดือนละ 1-2 ครั้ง ครั้งละ 2-3 วัน

สำหรับการปลูกสาหร่ายพวงองุ่นใช้ปักดำ เหมือนดำข้าว ระยะการปลูกอยู่ที่ 1 ข้อนิ้ว ห่างกัน 1 ช่วงแขน โดยกดต้นสาหร่ายลงไปในดินใต้น้ำ อายุในการเลี้ยงตั้งแต่ปักดำ ถึงเก็บเกี่ยว 60-90 วัน หรือใช้วิธีการปลูกแบบหว่านก็ได้ แต่คุมสาหร่ายไม่ได้ จะไปตามลม ไม่สามารถจัดกลุ่มและเก็บได้ยาก เพราะไม่รู้ว่าตรงไหนสาหร่ายหนาแน่น ตรงไหนไม่หนาแน่น
ช่วงเริ่มต้นเพาะเลี้ยงแบบแผง นำพันธุ์สาหร่ายพวงองุ่นจากศูนย์วิจัยและพัฒนาประมงชายฝั่งเพชรบุรี 50 ก.ก. เพาะเลี้ยงบริเวณบ่อกุ้ง และได้ความรู้จากการฝึกอบรมที่ฟาร์มทะเลตัวอย่าง ซึ่งปลายปี 2558 ผลผลิตสมบูรณ์สวยงาม และมีกระแสตอบรับจาก ผู้บริโภคดี จึงขยายบ่อด้วยการเลี้ยงในบ่อดิน ทำให้มีผลผลิตเพิ่มขึ้น 6-8 เท่า เจริญเติบโตเร็วกว่าการเพาะเลี้ยงแบบแผง

ในการเพาะเลี้ยงสาหร่ายพวงองุ่นพื้นที่ 1 ไร่ ใช้ต้นพันธุ์ 200 ก.ก. ผลผลิตที่ได้ 1,000 ก.ก.ขึ้นไป ขึ้นกับสภาพอากาศ เนื่องจากสาหร่ายไม่ชอบความร้อนมากเกินไปและหนาวมากเกิน หรือฝนตก เพราะจะโดนน้ำจืด ทำให้สาหร่ายไม่เจริญเติบโต ต้องมีค่าความเค็ม PH ตั้งแต่ 25-35 จึงใช้เลี้ยงสาหร่ายพวงองุ่น ได้ดี

ใน อ.บ้านแหลมนั้น ถือว่าเป็นแหล่งใหญ่ในการปลูกสาหร่ายพวงองุ่น มีเกษตรกรปลูกจำนวนมาก และได้รวมตัวจัดตั้งกลุ่มประมงพัฒนาสาหร่ายทะเลเพชรบุรี โดยมีตนเป็นรองประธานกลุ่ม เพื่อพัฒนาแปรรูปเป็นผลิตภัณฑ์ต่างๆ เพราะมีคอลลาเจนสูง อย่างเช่นทำเป็นผงโรยข้าว ซึ่งเริ่มผลิตกันบ้างแล้ว และจะสกัดเย็นทำเป็นครีม ต้องรอให้ได้อย.เสียก่อน จึงจะจำหน่ายได้

เป็นที่ทราบกันดีว่า หลายจังหวัดที่มีทะเลในบ้านเราก็ปลูกสาหร่ายพวงองุ่นกันเยอะ แต่สำหรับบ้านแหลม ด.ต.มนูระบุว่า เพชรบุรีได้เปรียบตรงที่อากาศ เพราะฝนน้อยกว่าจังหวัดอื่นที่โดนฝนเยอะ และมีเม็ดสาหร่ายเล็ก ที่อื่นเรียกสาหร่ายเม็ดพริกไทย เพราะเม็ดจะเล็กกว่าของเพชรบุรี และเรื่องความทนทานในการเก็บรักษา เมื่อทานไม่หมดจะเก็บรักษาไว้ได้น้อยวันกว่าสาหร่ายของแถบเพชรบุรี
เจ้าของ ‘คุณชาย’ ฟาร์มสาหร่ายพวงองุ่นระบุว่า ปัญหาอุปสรรคที่เจอคือช่วงฤดูฝน เวลาฝนตกเยอะจะถ่ายเทน้ำไม่ได้ เพราะสาหร่ายอยู่ได้ด้วยความเค็ม ในระดับ 25-35 ถ้าน้ำต่ำกว่านั้นจะไม่โต ตาย และย่อยสลายตัวเองไปกับน้ำ วิธีแก้ปัญหาต้องคงสภาพน้ำไว้ ไม่ถ่ายเทจนกว่าจะหมดหน้าฝน จนกว่าจะมีน้ำเค็มเข้ามาเสริม

ในบ่อเลี้ยงนั้น นอกจากมีสาหร่ายพวงองุ่นแล้ว เขายังเลี้ยงปลากะพงด้วย ด.ต.มนูอธิบายว่าปลากะพงจะเกื้อหนุน เป็นปุ๋ยให้สาหร่ายพวงองุ่น โดยได้รับคำแนะนำจากทางฟาร์มทะเลตัวอย่าง พอเก็บสาหร่ายพวงองุ่นระยะ 2 เดือนครึ่ง-3 เดือน หลังจากนั้นอีก 5 เดือนก็เก็บปลากะพงได้ แต่ไม่ต้องเลี้ยงปลากะพงให้โตมากเกินไป เพราะถ้าน้ำหนักเกินกว่า 2 ก.ก. ขึ้นไป จะไปทำลายสาหร่ายโดยการตีแปลง ขุดคุ้ยดินหาอาหาร ทำให้สาหร่ายเสีย ต้องเลี้ยงคุมปลากะพงไม่ให้เกิน 2 ก.ก.

ส่วนวิธีการเก็บ เริ่มจากการเก็บมาพักไว้ในบ่อพัก เพื่อตัดแต่งคัดแยก โดยคัดเฉพาะที่สมบูรณ์มีสีเขียว เมื่อคัดแยกแล้วนำไปล้างในถังพลาสติกขนาดใหญ่ ด้วยระบบสกิมเมอร์ที่ใช้ลมทำความสะอาด แล้วย้ายไปเก็บในถังพักเพื่อรอจำหน่าย ซึ่งต้องแพ็กบรรจุอยู่ในภาชนะปิดทึบเท่านั้น เพื่อคงคุณภาพความสดใหม่ จะอยู่ได้นาน 5-7 วัน โดยขายส่งในราคาก.ก.ละ 100-120 บาท และขายปลีกก.ก.ละ 150 บาท ผู้สนใจสอบถามได้ที่โทร. 06-4692 -9871 หรือเพจ คุณชาย น้ำเค็ม

นับเป็นตำรวจอีกรายที่ใช้เวลาว่างให้เป็นประโยชน์ด้วยการทำอาชีพเสริม เพื่อหารายได้พิเศษ ซึ่งเจ้าตัวยอมรับว่าลำพังเงินเดือนตำรวจไม่พอกับค่าครองชีพที่สูงขึ้นและการดูแลครอบครัว เขาฝากบอกไปยังเพื่อนตำรวจว่าถ้าใครสนใจอยากทำอาชีพเสริมแบบนี้ ยินดีให้คำปรึกษา เพื่อให้ผู้พิทักษ์สันติราษฎร์ยืนอยู่ในสังคมไทยได้อย่างภาคภูมิใจ ไม่ต้องไปทุจริตคอร์รัปชั่น
ภาวิณีย์ เจริญยิ่ง