เสวนาแนวสอนประวัติศาสตร์จูงใจให้ผู้เรียนสนุก-เห็นคุณค่า

จากการที่กระทรวงศึกษาธิการ (สธ.) ได้ประกาศนโยบายขานรับจากทางภาครัฐให้แยกวิชาประวัติศาสตร์ ออกมาเป็นวิชาเดี่ยวจากกลุ่มสาระสังคมฯ และที่ประชุมคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (กพฐ.) ได้เห็นชอบร่างประกาศ ศธ. ในเรื่องนี้ และ ศธ.กำลังลงนามประกาศใช้ โดยมีกำหนดจะเริ่มต้นในภาคเรียนที่ 1 ปีการศึกษา 2566

แม้จะมีฝ่ายที่สนับสนุน และฝ่ายที่ยังคงมีคำถามในใจ อีกทั้งมุมมองต่อวิชาประวัติศาสตร์ของเด็กยุคใหม่ก็ยังเปลี่ยนไปมาก อักษร เอ็ดดูเคชั่น จึงได้จัดเสวนา “สอนวิชาประวัติศาสตร์อย่างไร ในวันที่เราบอกเด็กไทยให้มองไปข้างหน้า” โดยมีคุณตะวัน เทวอักษร ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท อักษร เอ็ดดูเคชั่น จำกัด (มหาชน) และ ดร.วิทย์ สิทธิเวคิน วิทยากรผู้เชี่ยวชาญเรื่องประวัติศาสตร์ และเศรษฐกิจโลกมาร่วมเสวนาด้วยในหัวข้อนี้

ดร.วิทย์ให้มุมมองที่น่าสนใจว่า หนึ่งในปัญหาของการเรียนประวัติศาสตร์ที่ผ่านมาทำให้เด็กไม่สนุก คือ เด็กไม่เห็นความเชื่อมโยงของประวัติศาสตร์ไทย และประวัติศาสตร์โลก หากเด็กเห็นประเทศไทยอยู่ในบริบทโลกการเรียนรู้ก็จะสนุกยิ่งขึ้น นอกจากนี้ ประวัติศาสตร์อาจมีการผสมปนเปกันระหว่างความจริงและเรื่องเล่า เด็กบางส่วนรู้สึกว่าเป็นเรื่องล้าหลัง แต่หนึ่งในทักษะสำคัญที่เด็กจะได้ฝึกฝน และเรียนรู้จากวิชานี้เพื่อวิเคราะห์แยกแยะว่า ควรจะเชื่อหรือไม่เชื่ออะไร คือ ทักษะการคิดเชิงวิพากษ์ ซึ่งเป็นหนึ่งในทักษะสำคัญของศตวรรษ ที่ 21 และยังเป็นหนึ่งในสมรรถนะของเด็กยุคใหม่อีกด้วย

การสอนประวัติศาสตร์ในยุคนี้ จึงอาจไม่ได้มีเป้าหมายให้เด็กจดจำข้อมูลทุกอย่างได้ตามหนังสือเรียน แต่เป็นการสอนเพื่อจุดประกายให้เด็กอยากรู้ แล้วไปหาคำตอบเพิ่มเติมด้วยตนเองมากกว่า ครูต้องทำให้เด็กเห็นว่า สิ่งที่เรียนมันเจ๋งแค่ไหน ถ้าเด็กสนุก เขาจะไปหาคำตอบด้วยตนเอง จะสร้างทักษะในการดำรงชีวิตจากกระบวนการเรียนรู้หาหลักฐาน การพิสูจน์ความจริง ได้คิดไตร่ตรอง แล้วสรุปผล

คุณตะวันกล่าวว่า อักษรได้ออกแบบวิธีการสอนวิชาประวัติศาสตร์ที่สัมพันธ์กับกระบวนการคิดของผู้เรียนในรูปแบบที่เรียกว่า 5Es ได้แก่ กระตุ้นความสนใจ (Engage) สำรวจค้นหา (Explore) อธิบายความรู้ (Explain) ขยายความเข้าใจ (Expand) และตรวจสอบผล (Evaluate) เป็นรูปแบบที่เน้นกระบวนการพัฒนาศักยภาพการคิด และการสร้างองค์ความรู้ด้วยตัวผู้เรียนเอง

เป็นความท้าทายที่จะทำให้ครูทั่วประเทศเห็นเป็นภาพเดียวกันว่า จะทำให้น่าสนใจได้อย่างไร เราจึงมีกระบวนการเรียนรู้ กำกับไว้ มีไกด์ไลน์คร่าวๆ ในการตั้งคำถามด้วยการใช้ Why และ How ที่ตอบยากกว่า แทนการถาม What Where When Who

“คำถามเหล่านี้กระตุ้นให้เด็กคิด ไตร่ตรอง และหาคำตอบ ช่วยสนับสนุนทำให้ครูสร้างการสอนที่ทำให้เด็กๆ ตื่นเต้น แล้วอยากเรียนรู้ได้ นอกจากนั้นทุกปียัง มีการอบรมครูกว่าแสนคนให้เข้าใจถึงกระบวนการนี้ ไม่ใช่แค่ในวิชาประวัติศาสตร์เท่านั้น แต่ทุกวิชา ทุกระดับชั้น”

ติดตามข่าวสด

ข่าวเด่นประจำวัน