“หลายคนบอกว่าประชาธิปัตย์จะสูญพันธุ์ในยุคนี้ ผมก็บอกว่า ถ้าคุณคิดอย่างนั้นแล้วมีความสุข ผมจะทำให้คุณทุกข์จนตายเลย”

แม้ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกฯ พูดอยู่ต่อเนื่องว่า รัฐบาลจะอยู่ครบวาระ ในเดือนมี.ค.นี้ แต่หลายพรรคการเมือง และส.ส.มีการเคลื่อนไหวกันคึกคัก ทั้งย้ายเข้าย้ายออก เพื่อเตรียมเลือกตั้งใหม่
นายเฉลิมชัย ศรีอ่อน รมว.เกษตรและสหกรณ์ และเลขาธิการพรรคประชาธิปัตย์ (ปชป.) มีมุมมองการเมืองในปี 2566 การวางยุทธศาสตร์สู้ศึกเลือกตั้ง รวมถึงการ กอบกู้พรรคประชาธิปัตย์ให้กลับมาเป็นพรรคใหญ่อันดับ 1 หรือ 2 เหมือนในอดีต

ในปี 2566 นี้ การเลือกตั้งจะเกิดขึ้นแน่นอน การเมืองจะต้องแรงขึ้นว่าเดิม มีการแข่งขันมากขึ้นกว่าเดิม ก็ต้องมีการกระทบกระทั่งมากขึ้นกว่าเดิม ซึ่งเป็นปกติของการเมืองเมื่อครบรอบการเลือกตั้ง ฉะนั้น การเมืองในปีหน้าจะเป็นการเมืองที่ค่อนข้างร้อนแรงกว่าทุกปีที่ผ่านมา

วันนี้คิดว่ารัฐบาลจะอยู่ครบวาระ 4 ปี หรือยุบสภาก่อน
การยุบสภาเป็นอำนาจของนายกรัฐมนตรี แต่ระยะเวลาอีก 3 เดือน รัฐบาลจะอยู่ครบหรือไม่ครบวาระ ความหมายก็ไม่แตกต่างกันมาก สำหรับผมในฐานะเลขาธิการพรรคประชาธิปัตย์ ผมพร้อมเลือกตั้งตลอด ไม่ว่าจะอยู่จนหมดวาระในวันที่ 23 มี.ค. 2566 หรือจะยุบสภาในช่วงเวลาไหน ผมก็พร้อมที่จะเลือกตั้ง

แสดงว่าประชาธิปัตย์เตรียมพร้อมทั้งส.ส.เขตและส.ส.บัญชีรายชื่อครบแล้ว
ตอนนี้ยังไม่ครบ 100% แต่มั่นใจว่าเมื่อมีการประกาศให้มีการเลือกตั้ง ผู้สมัครเราครบ 100% แน่นอน เพราะเราเตรียมทุกอย่างไว้พร้อมแล้ว ในบางพื้นที่เรายังรอบุคคลที่มีความพร้อมอยู่ และเป็นโอกาสที่เราคิดว่าเราจะได้ชัยชนะ ฉะนั้น ยังต้องเหลือพื้นที่เขตไว้บ้างที่จะรับคนเหล่านี้

การวางหลักเกณฑ์ในการจัดเรียงลำดับส.ส.บัญชี รายชื่อ
แน่นอนว่าอันดับ 1 ต้องเป็นหัวหน้าพรรค ส่วนลำดับอื่นก็เป็นไปตามข้อบังคับพรรคและความเหมาะสม อย่าลืมว่าเราต้องมองถึงแนวทางที่พรรคจะเติบโตในวันข้างหน้าด้วย ซึ่งต้องเอามาเป็นปัจจัยในการจัดลำดับ มีผู้หญิงปะปนอยู่แล้ว แต่คงไม่ใช่หลักเกณฑ์เดียวกับครั้งที่แล้ว

หลายคนบอกว่าประชาธิปัตย์จะสูญพันธุ์ในยุคนี้ ผมก็บอกว่า ถ้าคุณคิดอย่างนั้นแล้วมีความสุข ผมจะทำให้คุณทุกข์จนตายเลย เพราะมันจะไม่มีทางเป็นไปได้อย่างนั้น ผมจะพาประชาธิปัตย์ฟื้นกลับมาอีกรอบหนึ่ง

ส่วนจุดขายพรรคประชาธิปัตย์ ประการแรก แน่นอนว่าความเป็นประชาธิปัตย์ขายได้ในระดับหนึ่ง เพราะเป็นสถาบันทาง การเมือง ประการที่สอง พรรคจะมีนโยบายใหม่ๆ ออกมา โดยเฉพาะนโยบายภาคการเกษตร เป็นนโยบายที่ชาวไร่ ชาวนา เกษตรกร จะพึงพอใจ และประการที่สาม ถือว่ามีความสำคัญ เพราะผู้สมัครของเราทำงานมายาวนานต่อเนื่อง 2-3 ปีแล้ว ในพื้นที่ที่เราประกาศว่าจะสู้เกือบทุกเขต

เราส่งครบ 400 เขต แต่เราไม่ได้สู้ทั้ง 400 เขต ซึ่งในเขตที่เราสู้ ผมเป็นคนดูแลทั้งหมด ผมรู้ว่าใครที่มีโอกาสได้ ใครที่แข็ง และลงพื้นที่มานานแล้ว ไม่ใช่เพิ่งลง 1-2 เดือนนี้ ฉะนั้นผมมั่นใจ

นโยบายที่จับต้องได้ เมื่อเปิดออกมาแล้วประชาชนร้องว้าว
รอให้พรรคเป็นคนเปิดดีกว่า ซึ่งมีนโยบายที่ประชาชนร้องว้าวแน่ แต่ผมคิดถึงความยั่งยืนด้วย เพราะนโยบายต้องตอบประเด็นการแก้ไขปัญหาที่ชัดเจน ต้องไม่กระทบงบประมาณแผ่นดิน และมีที่มาที่ไปตามรัฐธรรมนูญ ผมไม่ทำนโยบายเอามันอย่างเดียว ผมไม่ทำนโยบายเพื่อเอาคะแนนเสียงวันนี้แล้วโยนภาระไปให้ประเทศและคนรุ่นหลัง เราไม่ทำ แต่ผมจะทำวันนี้ให้ประเทศเข้มแข็ง ให้คนและสถาบันมีความเข้มแข็งไปพร้อมกัน นี่คือนโยบายที่ผมตั้งใจทำ

ผมบอกเลยว่านโยบาย เราไม่ทิ้งประชานิยม ขณะเดียวกันเราไม่ประชานิยมเพื่อเอาคะแนนเพียงอย่างเดียว เราประชานิยมแบบให้เขา แล้วช่วยให้เขาเข้มแข็งด้วย ตัวอย่างโครงการประกันรายได้ไม่ได้ช่วยให้เกษตรกรร่ำรวย แต่ช่วยให้เกษตรกรไม่อดตาย แต่ตั้งตัวได้ เราต้องให้เครื่องมือเขาทำกิน ให้เขายืนได้จนกว่าจะเข้มแข็ง

พรรคถูกมองว่ามีปัญหากันภายใน คิดว่าเกิดจากอะไร
ยืนยันว่าในพรรคไม่มีปัญหา และอยากฝากว่า ทุกสิ่งทุกอย่างในพรรคให้ฟังที่ผม ถ้าไปฟังคนโน้นคนนี้พูดก็เป็นประเด็นตลอด ขอให้ตัดปัญหาเลยว่า ถ้าข่าวมาจากผมคือเรื่องจริง ถ้าไม่ใช่คือมั่ว และข่าวที่ออกมาผมว่าไม่มีประโยชน์ แค่พูดเอามันเท่านั้น ถ้าอยากรู้เรื่องจริง มาถามผมคนเดียวแล้วจบ

ยังมีส.ส.ย้ายออกจากพรรคอีกหรือไม่
ส.ส.ที่จะย้ายออก เราคาดการณ์ไว้แล้ว ซึ่งส่วนหนึ่งย้ายไปแล้ว อีกส่วนยังไม่ย้าย อยู่แล้วไม่มีความสุข ย้ายไปก็ไม่ใช่เรื่องแปลก แต่ที่สร้างปัญหาคือ คุณไปแล้วอย่ามาเผาบ้านเก่า จากกันด้วยมิตรภาพ เจอกันก็ยังเป็นพวก พี่น้อง แต่ถ้าจากกันด้วยความรู้สึกที่มันไม่ใช่ คุยกันไม่ได้แล้ว สำหรับผมก็ต้องรบกันแหละ

คนที่คิดจะออกจากพรรค ผมไม่เคยไปคุยให้เขาอยู่ต่อ เพราะผมเป็นคนที่สนิทกับส.ส. ผมคุยมาตลอด 3 ปีกว่าแล้ว นับจากนี้มันไม่จำเป็นต้องไปคุยอีกแล้ว คุณไปเพราะอุดมการณ์ไม่ตรงกัน ความคิดเห็นไม่ตรงกัน จะไปก็ว่ากันไปอย่าเอาดีใส่ตัว เอาชั่วใส่คนอื่น ไปแล้วอย่าเผาบ้าน อย่าขี้ใส่บ้านเก่า

ผมเป็นคนที่ให้ข่าวน้อยที่สุด เพราะไม่ต้องการให้บาดหมางกัน ไม่อยากให้เสียความรู้สึกกัน เพราะการเมืองไม่ว่าคุณอยู่ตรงไหนก็ต้องเจอกัน และผมพร้อมจะตอบโต้ทั้งหมดไม่ว่าใคร ถ้าคุณทำผม ทำพรรค

ผมถึงบอกว่า เราอย่ากลัวการพูดความจริง ออกคือออก ใครจะไปก็ไป ไม่ได้ไล่ แต่การที่คุณอยู่จนนาทีสุดท้าย คือคุณกำลังทำร้ายพรรค คุณไปคิดเอาเองว่าสมควรหรือไม่ พรรคที่ให้คุณมีทุกอย่าง ชื่อเสียงเกียรติยศ ถึงเวลาไม่พอใจนิดเดียว ซึ่งพรรคไม่ได้มีความผิดเลย แล้วคุณจะย้ายก็ไม่ว่า แต่อย่าทำร้ายพรรค

ใครอยู่แล้วไม่มีความอบอุ่น ก็ไม่ต้องอยู่ ถ้าผมไม่มีความอบอุ่น ผมก็ไม่อยู่ จะอยู่ทำไมผมไม่มีความสุข ซึ่งก็เหมือนกันถ้าใครคิดว่าอยู่แล้วไม่มีความสุขก็ไม่จำเป็นต้องอยู่ พอผมพูดก็เหมือนไล่ แต่อย่าลืมว่าเหลืออีกแค่ 3 เดือนก็หมดสมัยแล้ว ถ้าผมไม่พูดตอนนี้ก็ไม่รู้จะพูดตอนไหนแล้ว จะให้ไปพูดเดือนเม.ย.หรือ ดังนั้น วันนี้จำเป็นต้องพูดความจริงกันแล้ว อย่าทำร้ายพรรคเลย ถ้าไม่คิดจะอยู่วันนี้ไปเลยไม่ว่า

มีส.ส.จากพรรคอื่นเข้ามาประชาธิปัตย์อีกหรือไม่
ผมบอกได้เลยว่า ผมเล่นการเมืองถ้าใครจะมาอยู่กับผม เขาต้องมาด้วยศรัทธา ด้วยความเต็มใจ ผมไม่ไปดูดใคร แต่ก็มีบ้างที่ส.ส.ต่างพรรคจะเข้ามาประชาธิปัตย์ ซึ่งไม่สามารถบอกได้ว่าใครบ้าง เป็นเรื่องของเขา เขามาเขาก็จะเปิดตัวเอง

ตั้งเป้าส.ส.เขตไว้เท่าไหร่
ผมไม่ใช่คนขี้โม้ทางการเมือง ผมได้พูดไว้แล้วว่ารับผิดชอบแน่นอน คือได้ส.ส.ไม่ต่ำกว่า 52 คน ผมยังยืนยันคำพูดของผมเหมือนเดิม และฝากไปบอกพวกที่หวังดีทั้งหมดว่า ที่คิดว่าผมจะหนีความรับผิดชอบตรงนี้ด้วยการหาเรื่อง และออกจากเลขาธิการพรรค ขอบอกว่าคุณรู้จักผมน้อยไป

ที่ผมพูด 52 คือขั้นต่ำ แต่ทำได้เท่าไหร่ ขอให้รอดูวัน เลือกตั้ง ถ้าผมได้ส.ส.ไม่ถึง 52 คน ผมก็เลิกเล่นการเมือง ผมรับผิดชอบอยู่แล้ว ถ้าผมได้มากกว่านี้ ผมก็เล่นการเมืองต่อ และผมจะอยู่ในสถานะไหนในการเมืองวันนั้น คำตอบคือตัวเลขจะเป็นคนบอกได้ดีที่สุด แต่ผมไม่มีวันหนีความรับผิดชอบเด็ดขาด

ใช้เกณฑ์อะไรวัดว่าจะได้ส.ส.มากกว่า 52 เสียง
ผมเป็นคนดูแลพรรคประชาธิปัตย์ทั้งหมด ผมสู้ตรงไหน สู้กี่เขต ผมรู้คำตอบของผม สิ่งที่ผมพูด ผมใช้สติปัญญา สติสัมปชัญญะพูด และพูดไปพร้อมกับความรับผิดชอบ ซึ่งผมไม่ได้เรียกร้องให้คนอื่น หรือใครต่อใครต้องมารับผิดชอบกับผม เพราะสไตล์คนไม่เหมือนกัน แต่สไตล์อย่างผม รับผิดชอบคือรับผิดชอบ พูดแล้วรับผิดชอบคำพูด ผมเชื่อว่าสิ่งที่ผมทำอยู่ ณ วันนี้ ผมได้มากกว่าที่ผมคาดการณ์ไว้

ตอนนี้ยังมั่นใจอยู่ใช่หรือไม่ เพราะมีพรรคเกิดใหม่หลายพรรค
ผมมั่นใจตั้งแต่วันแรกที่พูดจนมาถึงวันนี้ และมั่นใจไปถึง วันเลือกตั้ง และมั่นใจว่าประชาธิปัตย์ได้ส.ส.มากกว่า 52 แน่นอน ใครจะปรามาส ก็คอยดูผลตัวเลข อย่ามาปรบมือให้ผมในตอนท้ายก็แล้วกัน แม้พรรคเกิดใหม่มาดึงฐานเสียงจากประชาธิปัตย์ไป สำหรับผมนั้น ไม่มีผล เจอกันในสนามเลือกตั้ง สู้กันอยู่แล้ว ไม่มีใครยอมใคร

แก้ปัญหาพื้นที่ภาคใต้ที่ถูกเจาะฐานเสียงอย่างไร
เอาเป็นว่าใครจะเจาะอย่างไรก็แล้วแต่ ผมยืนยันว่าผมมั่นใจว่าภาคใต้ได้ส.ส. 35 ที่นั่งบวก ส่วนใครจะเชื่อหรือไม่เชื่อมันเรื่องของคุณ ไม่ใช่เรื่องของผม ถ้าคุณไม่เชื่อคุณจะวิจารณ์ก็ขอให้วิจารณ์ด้วยความเป็นสุภาพบุรุษหน่อย วันนี้อย่าตีกินทางการเมืองกัน ผมเล่นการเมือง ผมไม่เคยทะเลาะ ไม่เคยระรานใคร เวลาคนบอกประชาธิปัตย์ได้ส.ส.น้อย เอาอะไรมาเป็นตัววัด ผมมั่นใจเลยว่าผมได้ส.ส.มากขึ้นทุกเขต ทุกภาค ภาคใต้ผมมากขึ้น กทม.ได้เพิ่ม กลางได้เพิ่ม เหนือได้เพิ่ม อีสานได้เพิ่ม จะได้น้อยได้มากไม่รู้แต่มากกว่าปัจจุบันแน่นอน

ที่ผมพูดไม่ได้หมายถึงว่าจะไปดึงส.ส.ที่ไหนมา แต่ผมมั่นใจในผู้สมัครพรรคประชาธิปัตย์ของผม เพราะว่าผมเป็นคนดูแลเขาทั้งหมด และคนที่บอกว่าจะได้ส.ส.กี่คนคือผมคนเดียวเท่านั้น

แคนดิเดตนายกฯ ประชาธิปัตย์เสนอกี่ชื่อ
ยังตอบไม่ได้ แต่โดยหลักแล้วก็คือหัวหน้าพรรค ส่วนจะเสนอกี่ชื่อ อยู่ที่กรรมการบริหารพรรคจะมีมติอย่างไร แม้รัฐธรรมนูญกำหนดไว้เสนอได้ 3 คน แน่นอนว่าพรรคต้องสนับสนุนหัวหน้าพรรคขึ้นเป็นนายกฯ ตรงนี้ปฏิเสธไม่ได้อยู่แล้ว แต่สถานการณ์วันหน้าเป็นอย่างไร เราไม่รู้ แต่วันนี้โดยหลักการ เราเสนอหัวหน้าพรรคเป็นแคนดิเดตนายกฯ

หลังเลือกตั้งและมีการจัดตั้งรัฐบาล ประชาธิปัตย์ยังจะจับมือกับพรรคร่วมรัฐบาลเดิมอยู่หรือไม่ เพราะนโยบายของบางพรรคอาจเป็นอุปสรรคได้
อันดับแรกขอดูตัวเลขก่อน เราเป็นพรรคที่คนปรามาสไว้เยอะ ผมต้องทำให้ประชาธิปัตย์กลับมาให้ได้ ดังนั้น การจะเป็นรัฐบาลหรือไม่เป็นรัฐบาล ขอดูตัวเลขส.ส. ณ วันนั้นว่าผมสามารถทำได้แค่ไหน และวันนี้ผมไม่เคยจับมือ ตกปากรับคำกับใครทั้งหมดว่าจะต้องจับมือกันในวันนั้น ทุกคนบอกเหมือนกันหมด รอดูตัวเลขเหมือนกัน ไม่มีใครรู้ว่าจะได้คนละกี่คะแนน กี่เสียง

หากขั้วเดิมไม่สามารถจับมือกันได้ มีสิทธิจะพลิกไปจับขั้วกับฝ่ายค้านหรือไม่
รอให้ถึงวันนั้นก่อน แต่ผมกับพรรคมีหลักการตรงกันคือ 1.ต้องเทิดทูนสถาบัน ส่งเสริมประชาธิปไตย และ 2.การแก้รัฐธรรมนูญ ถ้าไม่เหมาะสมกับสถานการณ์ก็ต้องแก้ แต่ต้องไม่กระทบกับหมวด 1-2 หลักการนี้ต้องมาอันดับแรก ส่วนเรื่องอื่น ค่อยมาคุยกันหลังเลือกตั้ง ดูตัวเลขส.ส.ที่ได้แล้วมาคุยกัน ผมประกาศไว้ล่วงหน้าเลย เราจะเป็นรัฐบาลร่วมกับใคร ต้องนำ 2 เรื่องนี้มาคุยกัน

ประชาธิปัตย์ยังคงหนุน พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกฯ อยู่หรือไม่
ตอบไม่ได้ พล.อ.ประยุทธ์ต้องตอบก่อนว่าจะเล่นการเมืองต่อหรือไม่ แล้วให้คนมาตัดสินใจว่า ถ้าเล่นการมืองต่อ ใครจะอยู่กับท่าน ใครจะสนับสนุนท่าน แต่ผมว่าไม่มีใครพูด เพราะการเมืองไม่มีใครรู้ว่าจะได้กี่แต้ม กี่คะแนน ประชาธิปัตย์อาจได้ 30 หรือ 50 ก็ได้ หรือถ้าได้ 80 หรือ 100 ขึ้นมา จะทำอย่างไร จึงต้องดูตัวเลขตรงนั้น ถึงจะบอกได้ว่าจะ หนุนใคร

ติดตามข่าวสด

ข่าวเด่นประจำวัน