ขึ้นชั้นเป็นคดีใหญ่แห่งปีอย่างแน่นอน สำหรับกรณีทุนจีนสีเทาที่เข้ามากัดกินประเทศ
ใช้ทรัพยากรของประเทศ ช่องโหว่ทางกฎหมาย การรู้เห็นเป็นใจจากเจ้าหน้าที่รัฐ บางคนบางกลุ่ม สร้างอิทธิพลเครือข่ายที่ใหญ่โต
ครอบครองธุรกิจทั้งสีเทา และสีดำในประเทศนี้อย่างเป็นล่ำเป็นสัน
และแม้จะมีการกวาดล้างจับกุมทุนจีน สีเทาเหล่านี้กว่าร้อยชีวิต อายัดทรัพย์สินกว่า 5 พันล้านบาท แต่เหตุการณ์ก็ยังไม่สามารถยุติลงได้

เมื่อ นายชูวิทย์ กมลวิศิษฎ์ ที่เกาะติดและแฉเรื่องนี้ตั้งแต่ต้น เปิดข้อมูลที่น่าตระหนก ถึงเส้นทางขยายอำนาจ และเข้ามาหากิน ในเมืองไทย ว่าทำได้เพราะการอำนวยความสะดวกจากเจ้าหน้าที่รัฐ
เปิดชื่อตม.ที่ออกวีซ่าให้ พร้อมแฉ อีกว่าเป็นนายตำรวจรุ่นเดียวกับรองโจ๊ก พล.ต.อ.สุรเชษฐ์ หักพาล ด้วยซ้ำ
พร้อมตั้งคำถามถึงการดำเนินคดีทุนจีนเหล่านี้ โดยเฉพาะ ‘ตู้ห่าว’ ว่าจริงจังแค่ไหน เพราะเกรงจะหลุดคดีในอนาคต หากทำสำนวนไม่รัดกุมพอ
จนกระทั่งผบ.ตร.ต้องออกมาการันตีว่าไม่มีมวยล้มแน่นอน

บื้กโจ๊กแจงทำเต็มที่
ขณะที่อัยการสูงสุดก็เข้ามาสั่งให้เป็นคดีนอกราชอาณาจักร เพื่อติดตามตรวจสอบสำนวน ส่วนดีเอสไอก็รับเป็นคดีพิเศษ เน้นหนักเรื่องฟอกเงิน
ก็พอจะสร้างความเชื่อมั่นว่าคงดำเนินคดีได้อย่างรัดกุม ไม่มีอาชญากรคนไหนหลุดรอดเงื้อมมือกฎหมายไปได้แน่ๆ
■ บุกทลาย‘ตู้ห่าว’ทุนจีนเทา
จุดเริ่มต้นของการทลายมาเฟียสีเทา โดยเฉพาะเครือข่าย ‘ตู้ห่าว’ หรือนายชัยณัฐร์ กรณ์ชายานันท์ มีที่มาจากการบุกทลายผับจินหลิง ถนนเจริญราษฎร์ แขวงยานนาวา เขตสาทร กรุงเทพฯ เมื่อวันที่ 26 ต.ค. 2565 ซึ่งจากการตรวจค้นพบเป็นการลักลอบเปิดสถานบันเทิง และมีการมั่วสุมเสพยาเสพติด อยู่ภายในสถานที่ดังกล่าวจำนวนมาก
จากการขยายผลตรวจสอบพบว่าเจ้าของที่แท้จริงก็คือนายตู้ห่าว หรือ นายชัยณัฐร์ ที่พบว่าเข้าออกสถานที่ดังกล่าวเป็นประจำ แถมวันเกิดเหตุที่เจ้าหน้าที่ตำรวจบุกจับก็อยู่ในที่เกิดเหตุด้วย แต่ด้วยเหตุผลกลใดทำให้ ไม่ถูกจับกุมในวันนั้น
จนเป็นเรื่องราวที่ นายชูวิทย์ กมลวิศิษฎ์ ออกมาแฉ 5 แก๊งมาเฟียจีนที่ทำธุรกิจใน เมืองไทยแบบผิดกฎหมาย ทั้งเรื่องสถานบริการ บ่อนการพนัน การฟอกเงิน และยาเสพติด
พร้อมเปิดโปงว่า ตู้ห่าวมีเครื่องบินส่วนตัว พร้อมจะบินหนีออกนอกประเทศเมื่อไหร่ก็ได้ จึงจี้ให้เจ้าหน้าที่ตำรวจเร่งติดตามจับกุมดำเนินคดีก่อนที่จะสายเกินไป

ตู้ห่าวมอบตัว
ต่อมาวันที่ 22 พ.ย. 2565 ศาลอาญากรุงเทพใต้ อนุมัติหมายจับเลขที่ 777/2565 ในฐานความผิด สมคบโดยการตกลงกันตั้งแต่สองคน ขึ้นไป เพื่อกระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติด ผู้นั้นสมคบกันกระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติด, ร่วมกันจำหน่ายยาเสพติด และร่วมกันมีวัตถุออกฤทธิ์ ต่อจิตและประสาทไว้ในความครอบครองเพื่อจำหน่าย
ขณะที่ พล.ต.อ.สุรเชษฐ์ หักพาล รองผบ.ตร. ก็สั่งการให้เจ้าหน้าที่บุกตรวจค้นบ้านหรูย่านพระราม 5 ที่เป็น บ้านพักของตู้ห่าว พบเพียงพ.ต.อ.หญิง ตำแหน่งผกก. กองการต่างประเทศ ภรรยาของตู้ห่าว ซึ่งชี้แจงว่าตู้ห่าวไม่ได้พักอาศัยที่บ้านหลังดังกล่าว พร้อมนัดหมายนำตัวตู้ห่าวมามอบตัวสู้คดี
ต่อมาเวลา 15.00 น. วันที่ 23 พ.ย. ตู้ห่าวเดินทางเข้ามอบตัวที่สโมสรตำรวจ โดยมีพล.ต.อ.สุรเชษฐ์ รับมอบตัวและสอบปากคำด้วยตัวเอง จากนั้นได้แถลงผลการจับกุมว่า จากการสอบสวนพบว่ามี กลุ่มนายทุนจีนสีเทา 5 กลุ่ม เข้ามาประกอบธุรกิจในไทย ประกอบด้วย 1.กลุ่มนายตู้ห่าว 2.กลุ่มนายเดวิด 3.กลุ่มนายหยู่ฉางเฟ่ย 4.กลุ่มนายโทนี่ และ 5.กลุ่มนายหมิง ทั้ง 5 กลุ่ม มีความสัมพันธ์รู้จักกัน โดยแต่ละกลุ่มจะแยกย้ายไปธุรกิจผับในพื้นที่ต่างๆ
นอกจากนี้จากการสอบสวนภรรยาตู้ห่าว ที่เป็นตำรวจ ยศ พ.ต.อ. ได้สอบถามเรื่องบ้านหรูราคา 200 ล้านบาท ซึ่งเจ้าตัวต้องชี้แจงที่มาของเงินให้ได้ เพราะลำพังเงินเดือนข้าราชการไม่น่ามีทรัพย์สินขนาดนี้ได้ พร้อมอายัดทรัพย์ไว้ตรวจสอบ

เครื่องบินตู้ห่าว
ส่วน ‘ตู้ห่าว’ ได้นำ ส่งฝากขังที่ศาลอาญากรุงเทพใต้ โดยผู้ต้องหายื่นหลักทรัพย์ของประกัน 5 ล้านบาท แต่ศาลพิเคราะห์ ว่าเป็นคดีอัตราโทษสูง ยาเสพติดของกลางมีจำนวนมาก จึงไม่อนุญาตปล่อยตัวชั่วคราว
ขณะที่ทรัพย์สินทั้ง เงินสด คฤหาสน์หรู ซูเปอร์คาร์ ที่พบได้สั่งอายัดไว้ตรวจสอบเป็นมูลค่ากว่า 5 พันล้านบาท

ยึดรถหรู
■ ชูวิทย์แฉต่อ‘ปปง.-สตม.’
อย่างไรก็ตามเรื่องนี้ก็ไม่ได้จบลงง่ายๆ เมื่อนายชูวิทย์ออกโรงแฉอย่าง ต่อเนื่อง ถึงช่องทางที่เข้ามาหากินในประเทศของมาเฟียจีนเหล่านี้ โดยระบุว่า สำนักงานตรวจคนเข้าเมือง (สตม.) ว่าคอยอำนวยความสะดวกให้กลุ่มทุนจีนสีเทา ในรูปแบบขบวนการแปลงวีซ่า จากวีซ่าท่องเที่ยว เป็นประเภทวีซ่าเป็นวีซ่าสำหรับประกอบธุรกิจ หรืออาสาสมัครมูลนิธิ โดยติดต่อผ่านคนกลาง สำนักงานกฎหมายชาวจีนที่ว่าจ้างคนไทย และรูปแบบบุคคล เพื่อไปสมัครเป็นเจ้าหน้าที่อาสาสมัครของ มูลนิธิปรานต์ ฮั่นอวี ที่มีวัตถุประสงค์เพื่อสนับสนุนการศึกษาภาษาจีนของเด็กและเยาวชน ซึ่งการเปลี่ยนวีซ่าดังกล่าวมีค่าใช้จ่ายกับตม.รายละ 100,000-300,000 บาท
ระหว่างปี 2563-2564 มีการอนุมัติให้ ผู้เปลี่ยนประเภทวีซ่าแล้วกว่า 3,325 ราย ซึ่งนายตำรวจดังกล่าวมียศ พล.ต.ต.ถึง 3 นาย เป็นอดีต ผบก.ตม.4 และ ตม.5 โดยในนี้มี 2 นาย เป็นเพื่อนร่วมรุ่นนักเรียนนายร้อยตำรวจ (นรต.) 47 กับ พล.ต.อ.สุรเชษฐ์ และมูลนิธิอื่นรวม 6 แห่งเกี่ยวข้อง

ชูวิทย์แฉตม.
โดยระบุว่ามีตำรวจตม.บางคนขับรถปอร์เช่ มีคอนโดฯ หรูย่านหลังสวน สวนทางกับเงินเดือนของข้าราชการ
ไปเอาเงินมากมายมาจากไหน!??
นอกจากนี้ยังเรียกร้องให้อัยการสูงสุดรับคดี ‘ตู้ห่าว’ ในเรื่องยาเสพติด เป็นคดีนอกราชอาณาจักร เพื่อให้อัยการสูงสุดเป็นหัวหน้าคณะพนักงานสอบสวน ทำคดีแทนพนักงานสอบสวนสน.ยานนาวา เพื่อให้อัยการที่มีความแม่นยำข้อกฎหมายมากกว่าเข้ามาทำหน้าที่แทน
รวมทั้งตั้งข้อสังเกตว่าเจ้าหน้าที่ตำรวจ ไม่แจ้งข้อหาฟอกเงิน ที่เป็นความผิดมูลฐานคดียาเสพติด ซึ่งทำให้นอมินีที่ถือทรัพย์สินแทน มีเส้นทางโอนเงินชัดเจนถูกกันเป็นพยาน ไม่ถูกดำเนินคดีข้อหาฟอกเงินด้วย
ทำให้ไม่มั่นใจในการทำงานของตำรวจ กังวลว่าการไม่แจ้งข้อหาฟอกเงิน เมื่อถึงชั้นศาลอาจจะหลุดคดี ในชั้นฎีกาอาจมีการยกฟ้องจนกลับมาเป็นโจทก์ไล่ฟ้องกลับได้
พร้อมเปิดแถลงซัดใส่ พล.ต.ท.ธิติ แสงสว่าง ผบช.น. กล่าวหาไม่ใส่ข้อมูลสำคัญ ไว้ในสำนวน พร้อมระบุไม่สามารถไว้วางใจได้อีกต่อไป
นอกจากนี้ยังซัดไปถึงสำนักงานป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน (ปปง.) ว่าไม่ตรวจสอบปมการฟอกเงินของคดีตู้ห่าว
พร้อมตั้งข้อสังเกตว่าอาจเป็นเพราะมี ผู้บริหารระดับสูงใน ปปง. มีความสนิทสนมกับตู้ห่าว และนายหม่า ที่เป็นเครือข่ายจีนสีเทา ถึงขั้นไปหากันที่ปปง.บ่อยครั้ง เคยดื่มกินด้วยกันด้วย และยังพบว่าบางคนร่ำรวยผิดปกติ
แถมยังมีสติ๊กเกอร์ตราโล่ของปปง.ไปติดที่รถของนายหลินหลง เครือข่ายทุนสีเทาอีก จึงเรียกร้องให้คณะกรรมการปปง.ลาออกยกคณะก่อนสิ้นปี ถ้าเพิกเฉยจะเอารูปภาพชนแก้วไวน์มาเปิดเผย
สะเทือนกันไปหลายหน่วยงานเลยทีเดียว!!!

ดีเอสไอรับคดีพิเศษ
■ ‘อสส.-ดีเอสไอ’ร่วมทำคดี
และด้วยความเป็นห่วงว่าคดีจะไม่รัดกุม นายโกศลวัฒน์ อินทุจันทร์ยง รองโฆษกสำนักงานอัยการสูงสุด แถลงว่า น.ส.นารี ตัณฑเสถียร อัยการสูงสุด ลงนามคำสั่งสำนักงานอัยการสูงสุด ที่ 2167/2565 เรื่อง แต่งตั้งคณะทำงานกำกับการสอบสวนและการดำเนินคดีสำคัญ เพื่อดำเนินคดีอาญากับนายชัยณัฐร์ หรือ ตู้ห่าว กรณ์ชายานันท์ กับพวก ผู้ต้องหา ในสำนวนคดีอาญา ที่ 794/2565 และที่ 824/2565 ของ สน.ยานนาวา
ในความผิดฐานร่วมกันจำหน่ายยาเสพติดให้โทษ ประเภท 1 (ยาอี, เฮโรอีน) อันเป็นการมีไว้จำหน่ายเพื่อการค้า อันเป็นการกระทบต่อความมั่นคงของรัฐ หรือความปลอดภัยของประชาชนทั่วไป ร่วมกันจำหน่ายวัตถุออกฤทธิ์ต่อจิตและประสาทประเภท 2 อันเป็นการมีไว้จำหน่ายเพื่อการค้า อันเป็นการกระทบต่อความมั่นคงของรัฐหรือความปลอดภัยของประชาชนทั่วไป
สมคบกันกระทำความผิดร้ายแรงเกี่ยวกับยาเสพติดและสนับสนุนช่วยเหลือ ผู้กระทำความผิดร้ายแรงเกี่ยวกับยาเสพติด, ร่วมกันเปิดสถานบริการโดยไม่ได้รับอนุญาตและยินยอมหรือ ปล่อยปละให้มีการกระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติดภายในสถานบริการ และมีส่วนร่วมในองค์กรอาชญากรรมข้ามชาติ โดยกลุ่มผู้ต้องหาเป็นผู้มีอิทธิพลที่อยู่ในความสนใจของประชาชน และมีการตรวจยึดทรัพย์สินของกลุ่มผู้ต้องหาได้จำนวนมาก

จับผับจินหลิง
ซึ่งเป็นไปตามพ.ร.บ.องค์กรอัยการและพนักงานอัยการและพ.ร.บ.ป้องกันและปราบปรามการมีส่วนร่วมในองค์กรอาชญากรรมข้ามชาติ!!!
ขณะที่ นายสมศักดิ์ เทพสุทิน รมว.ยุติธรรม ระบุว่า ดีเอสไอรับคดีตู้ห่าว เป็นคดีพิเศษแล้ว เลขคดีพิเศษ 314/2565 ฐานความผิดฟอกเงิน ตามบัญชีแนบท้าย พ.ร.บ.การสอบสวนคดีพิเศษ เนื่องจากเป็นคดีการฟอกเงินยาเสพติดมูลค่าสูง กระทบวงกว้าง ซึ่งอายัดทรัพย์ได้แล้วกว่า 4.4 พันล้านบาท
นอกจากนี้ยังพบว่าตู้ห่าวมีลักษณะเป็นนอมินี มีนายทุนอยู่เบื้องหลัง ซึ่งดีเอสไอพอทราบแล้วว่ามีผู้ต้องสงสัย 4-5 คน ถือพาสปอร์ตต่างชาติ อยู่ระหว่างสอบสวนเชิงลึก

สวมบัตรประชาชน-พาสปอร์ต
ทั้งนี้ ป.ป.ส.จะดำเนินคดีเรื่องยาเสพติด และดีเอสไอจะดูเรื่องการฟอกเงิน
นอกจากนี้ยังพบว่า พล.ต.ต.ปิยะพันธ์ ปิงเมือง ประธานกรรมการป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน (ปปง.) ยื่นหนังสือลาออกจากตำแหน่ง ให้เหตุผลว่ามีปัญหาสุขภาพทางร่างกาย ไม่สามารถปฏิบัติงานได้อย่างเต็มความสามารถ
เป็นความเคลื่อนไหวที่สืบเนื่องจากการแฉกลุ่มทุนจีนสีเทา ที่ต้องจับตาดูว่าจะมีบทสรุปสุดท้ายอย่างไร!!!!