บันเทิง – ‘กรรชัย’มุ่งสายข่าวเต็มตัวใช้โอกาสช่วย‘เสียงที่ไมได้ยิน’

“ โหน” ข้ามปีแรงดีไม่มีตก นาทีนี้ต้องยกความแรงให้ เจ้าพ่อ โหนกระแส ‘หนุ่ม’ กรรชัย กำเนิดพลอย พิธีกรตัวพ่อที่มี ซิกเนเจอร์ในการดำเนินรายการ ประเด็นเด็ด ดราม่า ช็อกวงการ หรือขัดแย้ง ส่วนใหญ่จะมาจบที่รายการ “โหนกระแส” โดย ‘หนุ่ม กรรชัย’ ที่ติดโผเป็นผู้ทรงอิทธิพล จนถึงทุกวันนี้ก็ยังยืนหนึ่ง เป็นอีกคนสำคัญที่ทำให้เกิดแรงกระเพื่อมในสังคม และล่าสุดยังควบตำแหน่ง ‘ตัวตึง’ ของทุกวงการไปด้วย

วันนี้ต้อนรับปีใหม่ ได้พูดคุยกับ ‘หนุ่ม กรรชัย’ ที่พลิกบทบาทจากนักแสดงเข้ามาสู่พิธีกรข่าวเต็มตัวในฐานะเจ้าของรายการและพิธีกร “โหนกระแส” รายการที่ได้รับความสนใจในอันดับต้นๆ จากทุกวงการ

รู้สึกอย่างไรที่คนยกให้เป็นตัวตึงของทุกวงการ?
หนุ่ม – “รู้สึกแปลกๆ เราจะบอกอยู่เสมอที่มีการสัมภาษณ์ว่าตัวเองเป็นคนโชคดีที่อยู่ในวงการบันเทิงมาก่อน แล้วพอมาวันนี้มีโอกาสได้เข้ามาอยู่ในวงการข่าว เพราะฉะนั้นเราเลยกลายเป็นไปอยู่ในทุกๆ วงการ แล้วก็การนำเสนอก็จะมีทั้งข่าวบันเทิง ข่าวสังคม และเศรษฐกิจ (โอเคกับฉายานี้?) มันเป็นคำชมใช่ไหม (หัวเราะ) ไม่ได้หมายถึงว่าไป ส. เขาทุกเรื่องใช่ไหม”

ปีที่แล้วก็ได้รับรางวัลผู้ทรงอิทธิพลแห่งปี ปีนี้มาเป็นตัวตึงอีก?
หนุ่ม – “รู้สึกเขินนะ คำว่าผู้ทรงอิทธิพลทำให้เรากระอักกระอ่วนใจเหมือนกัน เพราะเวลาเราจะทำอะไรคนก็จะฝากความหวัง กลายเป็นว่าเราชี้นำสังคม เลยทำให้รู้สึกอึดอัด ต้องยอมรับว่าไม่ได้มีคนที่รักเราทั้งหมด มีที่เกลียดด้วย เราก็ต้องยอมรับให้ได้ว่าเขาก็อาจจะรู้สึกไม่พอใจในบางสิ่งที่เราทำ”

หลังจากทำรายการโหนกระแส มีผลกับการใช้ชีวิตบ้างไหม?
หนุ่ม – “มีเป็นบางเคสครับ คือเราก็ต้องกลัวอยู่แล้วว่าจะมีคนหมั่นไส้ไหม มีคนที่เสียประโยชน์กับเรามากน้อยแค่ไหน บางครั้งเราไม่ได้แตะเรื่องบุคคล เราแตะไปถึงองค์กร อย่างกรณีของตำรวจ คือเราต้องยืนยันตามข้อเท็จจริงอย่างหนึ่ง ทุกวันนี้สังเกตได้ว่าเวลามีเรื่องอะไรประชาชนจะวิ่งเข้ามาหาสื่อ ทำไมถึงมาหาสื่อ ส่วนใหญ่จะตอบว่าไปหาตำรวจแล้วเรื่องมันเงียบ ก็บ่งบอกได้ถึงกระบวนการบางสิ่งบางอย่าง พอเราทำอะไรไปเราก็กลัวเขาจะหมั่นไส้เราเหมือนกัน”

เคยมีถึงขั้นระแวงว่ามีคนตามหรือเปล่า?
หนุ่ม – “ไม่มี เคยมีแค่กรณีของบังแจ็คที่เคยขู่ แต่ไม่น่าจะมีอะไรแล้ว ส่วนเรื่องอื่นๆ ก็อาจจะมี แต่บอกเลยว่าศัตรูซึ่งหน้า เราไม่เคยกลัวเพราะเรายึดหลักความเป็นจริงในการทำงาน แต่เรากลัวคนแทงข้างหลัง ถ้าไม่พอใจมาพูดกันเลยได้ ประเภทไปลอบกัด ใช้วิธีที่ไม่ถูกต้องเราไม่ชอบ ถามว่าเคยเจอไหม เจอ…แต่ก็ต้องรับให้ได้เพราะว่าเลือกที่จะอยู่ตรงนี้แล้วมันก็ต้องต่อสู้ทุกรูปแบบ”

มีเคล็ดลับอย่างไรพาคนที่มีความขัดแย้งกันมาร่วมรายการเดียวกันได้?
หนุ่ม – “ไม่ได้มีเคล็ดลับอะไรเลย เราไม่ได้ทำตัวเป็นศาล เราแค่รู้สึกว่าสุดท้ายแล้วกระบวนการยุติธรรมมันก็คือการไกล่เกลี่ย วันที่คนที่มีปัญหากัน 2 ฝั่ง ถ้าวันหนึ่งมีโต๊ะโต๊ะหนึ่งแล้วสามารถเคลียร์กันได้ก่อนที่จะเข้าสู่กระบวนการ มันเป็นสิ่งที่ดี ศาลท่านก็ไม่ต้องเหนื่อย แล้วไปทำเรื่องอื่นๆ โต๊ะของเรามันก็เป็นส่วนหนึ่งในการไกล่เกลี่ยเบื้องต้น”

การวางตัวให้คนไม่รู้สึกว่ากำลังเข้าข้างใดข้างหนึ่ง?
หนุ่ม – “เรื่องความเป็นกลางแทบไม่มีหรอก รายการไหนที่ตอแ-ลว่ารายการนี้เป็นกลางที่สุดแล้ว บอกเลยไม่มีทาง อย่างน้อยจะมีความเป็นธรรมส่วนหนึ่งที่จะเอียงๆ ไปในฝั่งของผู้ถูกกระทำ แต่ก็ไม่ได้หมายความว่าเราจะทิ้งผู้กระทำ เราก็ต้องให้โอกาสเขาพูดด้วย ตรงนี้คือกลางสุดแล้ว แต่ถามว่าเราต้องต่อสู้เพื่อคนที่เขาเป็นผู้ถูกกระทำไหม เราก็ต้องมีความเป็นธรรมให้เขาด้วยมันไม่ได้หมายความว่าการมายืนตรงนี้จะต้อง กลางเป๊ะ ถ้าคุณทำเขาคุณก็ต้องชดใช้ยังไง แน่นอนมันต้องมี เทกไซด์ (เลือกข้าง) อยู่แล้ว มันไม่มีรายการไหนที่จะไม่เทกไซด์อยู่ข้างใดข้างหนึ่ง อันนี้เรามั่นใจ”

เคยมีเคสไหนไหมที่ปรามไม่อยู่?
หนุ่ม – “เคสของคุณลุงที่ฆ่าแมว คือตอนแรกเข้าใจว่าคุณลุงจะมีปัญหาเรื่องการสื่อสารหรือปัจจัยของอาการป่วยทางจิตหรือเปล่า แต่เท่าที่คุยกัน ลุงไม่ได้มีภาวะป่วยขนาดนั้น แต่อาจจะมีความเครียดที่ต้องกินยาคลายเครียด แต่เรื่องการตอบรับตอบโต้ คุณลุงเต็มที่ร้อยเปอร์เซ็นต์ เพียงแต่ว่าปัญหาคือลุงไม่ฟังใคร แต่ถือว่าเป็นอาการป่วยหรือเปล่าอันนี้ตอบไม่ได้ อย่างหนึ่งคือคุณลุงมีปัจจัยที่เข้าใจแค่ในมุมของตัวเอง เข้าใจว่าการที่ฆ่าแมวไม่ได้เจตนา เพราะต้นเรื่องคือ คุณปล่อยแมวมาบ้านผม ผมเห็นแมวมุดใต้รถก็เอามือไปจับหางออกมา แล้วแมวแว้งจะกัดเลยจับฟาดพื้นเพื่อให้มันนิ่ง ซึ่งมันอาจจะถูกในมุมของคุณลุง แต่คุณลุงไม่ได้มองในมุมคนอื่น ตรงนี้ก็เป็นปัญหาของเราแล้วว่าจะแก้ไขยังไง”

“ผมถามจริงเหอะออกรายการแล้ว ลุงพูดแบบนี้ ลุงมีปัญหาทางจิตหรือเปล่า โดยมารยาทถามแบบนั้นไม่ได้ ต้องระวังการนำเสนอบุคคลใดซึ่งอาจจะมีอาการป่วย ก็เป็นเรื่องอีกว่าแล้วคุณไปเอามาออกได้ไง ในเมื่อเขาป่วย การทำรายการมันก็จะมีปัจจัยเหล่านี้เกิดขึ้นมากมายให้เราแก้ บางทีเราแก้ไม่ได้”

แล้วมีเคสไหนที่ประทับใจ?
หนุ่ม – “น่าจะเป็นเรื่องน้องฟ้าที่โดนทำร้ายร่างกายจนใบหน้าผิดรูป เขาส่งมาหาเราตั้งแต่แรกแล้วเราก็พยายามทำทุกทาง เชิญเขามาออกรายการ ทำให้เป็นข่าวช่วยจนสุดทางเราก็ส่งน้องไปรักษาตัว ผ่าตัดใบหน้า หูที่เป็นกะหล่ำ ปากที่กรามแตก ริมปากที่มันใหญ่ อวัยวะที่เน่า เราก็ส่งไปทางโรงพยาบาลที่ทำศัลยกรรมและต้องใช้ได้จริง ถึงวันนี้ประมาณปีหนึ่งแล้วก็ยังไม่เสร็จ กำลังจะทำเรื่องปาก ก็เช่าห้องให้อยู่ที่กรุงเทพฯ เพื่อไปรักษาที่โรงพยาบาลได้ใกล้ๆ ทั้งหมดนี้เราก็ใช้เงินส่วนตัวช่วยเหลือ แต่ในเรื่องการรักษาเราก็ดีลกับ โรงพยาบาล เป็นการช่วยเหลือซึ่งกันและกัน”

เคสไหนที่จะไม่แตะ?
หนุ่ม – “จริงๆ เราจะไม่ค่อยแตะเรื่องความขัดแย้งทางการเมือง อยากทำมาก แต่เราไม่เก่งเรื่องการเมือง กลัวพลาด เพราะเรื่องแบบนี้เป็นเรื่องละเอียดอ่อน คือก็ต้องเข้าใจว่าในเรื่องของการเมืองก็จะมีแบ่งเป็นสองฝั่งสองฝ่ายอยู่แล้ว ความสามารถเราไม่ถึงก็พยายามจะเลี่ยงออกมา แต่ถ้ามันจำเป็นต้องทำเราก็ทำได้”

ในการช่วยเหลือต่อเนื่อง ทำไมถึงต้องทำขนาดนั้น?
หนุ่ม – “ความตั้งใจคือถ้ามีโอกาสที่จะทำอะไรได้สุดเราก็จะทำให้มันสุดจริงๆ ในแต่ละเคส เราไม่อยากทิ้งเขา ไม่อยากต่อหน้าบอกว่ามาออกรายการเลยเดี๋ยวผมช่วย เพื่อเอาเรตติ้ง พอได้เรตติ้งเสร็จปุ๊บก็แยกย้ายกันกลับ มันก็คือถ่มน้ำลายรดหน้าตัวเอง เราทำอย่างนั้นไม่ได้ ถ้าเราทำอะไรก็ทำให้มันสุดทาง แต่ถ้าทำสุดทางแล้วไม่ได้ก็ต้องเข้าใจว่ามันไม่ได้”

กรณีที่ไปช่วยเหลือลูกของน้องลัลลาเบลก็ใช้แนวคิดเดียวกัน?
หนุ่ม – “ใช่ครับ จริงๆ เราไม่ได้อยากออกมาพูดอะไร แต่พอดีทางฝั่งของลัลลาเบลเขาเอาไปพูด มันเป็นเรื่องที่เราอยากทำลับๆ เรามองแค่ว่าวันหนึ่งเราเอาเรื่องราวของผู้หญิงคนหนึ่งซึ่งทำงานเอ็นเตอร์เทนแล้วเสียชีวิต มาออกในข่าวอยู่บ่อยๆ เห็นผู้หญิงคนนี้ขึ้นลิฟต์ลงลิฟต์ โดนแบกตัว เราก็รู้สึกว่าเราทำเพื่ออะไร แน่นอนว่าในเชิงข่าวเรามีนายในการทำงานอยู่แล้ว เราทำให้ช่อง 3 ช่อง 3 ก็คือนายเรา คือทำเพื่อเรตติ้ง เช่นกันเรามีความรู้สึกว่าการที่เรานำเสนอแม่ของคนใดคนหนึ่งหรือญาติของคนใดคนหนึ่งแบบซ้ำๆ เราได้ประโยชน์ แต่ถ้าวันหนึ่งเราคืนอะไรให้เขาได้บ้างมันก็เป็นสิ่งที่ดีแล้วบังเอิญเรารู้ว่าลัลลาเบลเขาตั้งความหวังกับลูกคนนี้ไว้มาก เขาอยากให้ลูกเรียนโรงเรียนนี้ เขากัดฟันจนกระทั่งเขาเสียชีวิต เราเลยรู้สึกว่าน่าจะคืนอะไรให้กับครอบครัวเขาบ้าง เราจ่ายค่าเทอมให้เขาปีละ 6 หมื่นบาท ทุกปีๆ เราว่าเราไม่ลำบาก”

คิดจะขยายรายการต่อยอดตั้งเป็นมูลนิธิไหม?
หนุ่ม – “คงไม่ล่ะครับ เราอยากทำอะไรในมุมที่ใกล้ๆ ตัวเรา แล้วเราก็ไม่อยากเปิดมูลนิธิเพื่อที่จะรับเงินมาแล้วก็เอาไปช่วยเหลือคนนี้ เพราะเราก็ไม่รู้ว่าคนบางคนที่เขาบริจาคเงินมาให้เราเขาอาจจะเป็นคนที่กำลังเดือดร้อนอยู่ก็ได้ ถ้าเรามีกำลังที่จะช่วยเราช่วยเองดีกว่า”

ตอนนี้งานผู้ประกาศและพิธีกรกลบภาพนักแสดงไปเยอะแล้ว มีโอกาสจะกลับมาแสดงอีกไหม?
หนุ่ม – “ยากครับ เพราะว่าด้วยเวลามันไม่ได้ ก็มีติดต่อมา อยากเล่น เพราะคนมันเคยเล่นแล้วก็คลุกคลีอยู่กับวงการบันเทิงมาไม่รู้กี่สิบปี เพียงแต่ว่าด้วยเวลาด้วยโอกาสมันไม่ได้จริงๆ ก็ต้องผ่านไป”

ในพาร์ตของธุรกิจทำอะไรอยู่บ้าง?
หนุ่ม – “ทำ ไลโอ ยาสระผม ลดผมร่วง ปิดผมขาว มี 3 สี คือสีดำ สีน้ำตาลเข้ม สีน้ำตาลทอง แล้วก็มี โฮน เซรั่มทาหน้า และเร็วๆ นี้จะมีอีกตัวหนึ่ง เราก็เลือกที่จะทำธุรกิจควบคู่ไปกับทำงานสายข่าว แต่เราโชคดีที่มีพาร์ตเนอร์ที่ดี ซึ่งแนวโน้มธุรกิจไปได้ดีเลยครับ”

ทำงานเยอะแบ่งเวลาให้ครอบครัวยังไง?
หนุ่ม – “เรื่องเวลา ไม่มีหรอก มันเป็นกติกาที่ก็ต้องยอมรับกัน บางคนทำอาชีพนี้ก็ต้องรู้ว่ามันเป็นแบบนี้ มายูก็ต้องรู้ว่าพ่อทำงานข่าวแบบนี้ แต่ละวันคือต้องประชุม คุยเรื่องข่าว นำเสนอรายการ เสร็จก็ประชุมอีก มายูมีหน้าที่เรียนก็เรียน เราก็มีหน้าที่ทำงานหาเงินก็ทำงานไป”

คิดจะเกษียณตัวเองตอนไหน?
หนุ่ม – “ตอบไม่ได้เหมือนกัน จริงๆ ใจก็อยากทำแบบนี้ไปเรื่อยๆ มันก็มีโอกาสในการได้ช่วยคนด้วย ซึ่งพูดคำนี้ไปคนอาจจะมองว่าช่วยอะไรวะ เอาแต่เรื่องผัวเมียมาออก เราก็ต้องบอกว่าปัญหาแต่ละครอบครัวมันไม่เหมือนกัน บางคนคิดว่าปัญหานี้เป็นเรื่องเล็ก แต่มันเป็นปัญหาใหญ่ของเขาไง คุณก็ต้องมองในมุมเขาด้วย ในมุมของเราเองก็อยากจะทำให้มันรอบด้าน คนที่มีปัญหาเราก็อยากจะช่วยเขา”

แพลนหรือเป้าหมายที่วางไว้หลังจากนี้?
หนุ่ม – “ถ้าถามใจลึกๆ เราอยากจะถอยจากวงการบันเทิง อยากมุ่งไปที่ข่าวอย่างเดียว เพราะมันเป็นสิ่งที่เราชอบ อีกอย่างอายุเรา 50 กว่าแล้ว มันคงหมดสมัยต้องมานั่งอ่านข่าวบันเทิง มานั่งเม้าธ์คนบันเทิง อักษรย่อ คิดว่าชีวิตต้องเป็นอีกแบบหนึ่งแล้ว ที่มันจริงจังมากขึ้น แต่ที่ยังทิ้งไม่ได้เพราะมันคือรากเหง้าของเราจริงๆ เราโกหกคนอื่นไม่ได้ ต่อให้วันนี้เราไม่ทำข่าวบันเทิงไปทำแต่ข่าวที่จริงจัง สุดท้ายเราก็มาจากคนบันเทิง ถ้ามันจำเป็นต้องทำก็ทำ แต่ถ้ามันถอยได้ก็ถอย”

คิดว่าตัวเองตัดสินใจถูกไหมที่เลือกทำงานในสายข่าว?
หนุ่ม – “ถูกครับและไม่เสียใจด้วยเพราะครั้งหนึ่งเราเคยเรียกสิ่งนี้ว่าโอกาส พอมาวันหนึ่งเราเคยที่จะทิ้งโอกาสนี้ไป แต่โชคดีที่เราไม่ได้ทิ้งมันไป แล้วเราก็หยิบโอกาสนี้มาต่อยอดในชีวิต เราได้ช่วยเหลือสังคมในบางมุมถึงแม้จะเป็นมุมเล็กๆ โอกาสของเราคือเมื่อก่อนเป็นคนไม่มีชื่อ ไม่มีเสียง พูดอะไรคนก็ไม่ค่อยได้ยิน แต่วันนี้ในสิ่งที่เราทำเราพูด เราเชื่อว่าคนได้ยิน แล้วมันกระเทือนไปถึงคนที่ต้องรับผิดชอบจริงๆ แล้วเขาก็ลงมาทำให้ สิ่งนี้เป็นสิ่งที่เรารู้สึกว่าเราใช้โอกาสแบบไม่เปลืองและไม่ผิด ถ้ามีโอกาสกลับไปอีกเราก็คว้าอีก”

แล้วโอกาสที่คว้าไว้ ทำให้มี ‘เจ้าพ่อโหนกระแส’ ในวันนี้

ติดตามข่าวสด

ข่าวเด่นประจำวัน