“ต้องทำให้ได้ 250 เสียงขึ้นไป เพื่อปิดกั้นไม่ให้อีกซีกหนึ่งเข้ามาใช้อำนาจบาตรใหญ่แย่งจัดตั้งรัฐบาล และ 250 ส.ว.ก็จะเคารพประชาชน คงไม่ไปออกเสียงเลือกนายกฯ แบบเสียงข้างน้อย”

นพ.ชลน่าน ศรีแก้ว ส.ส.น่าน หัวหน้าพรรคเพื่อไทย แสดงความเห็นต่อสถานการณ์การเมือง การเลือกตั้งใหญ่ที่จะมีขึ้นภายในปีนี้ การก้าวสู่เพื่อไทยแลนด์สไลด์ รวมถึงการจับขั้วจัดตั้งรัฐบาล

สถานการณ์การเมืองปีนี้เข้มข้นแน่นอน เพราะมีการเลือกตั้ง เมื่อดูตามกำหนดแล้ว หากสภาผู้แทนราษฎรอยู่ครบคือ 23 มี.ค.66 จะมีการเลือกตั้งภายใน 45 วันตามที่คณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) กำหนด คือวันที่ 7 พ.ค.66 แต่ก็มีหลายคนคาดการณ์ว่าจะยุบสภาก่อน ซึ่งผมก็คล้อยตามว่ามีโอกาสสูงมากที่จะยุบสภาก่อนครบวาระ ด้วยเงื่อนไขทางการเมือง ที่เขาอยากสืบทอดอำนาจต่อไป อยากกลับมามีอำนาจอีกครั้งโดยใช้กลไกของการเลือกตั้ง

หากเขายุบสภาจะได้ประโยชน์สูงสุด ทั้งความพร้อมในการย้ายพรรคของส.ส.ปัจจุบัน ซึ่งเขาต้องการมาก หากไม่มีเงื่อนไขนี้ เขาไม่จำเป็นต้องเอา ส.ส.ปัจจุบันไปอยู่ในพรรคของเขา เงื่อนไขการยุบสภาก็จะไม่เกิดขึ้น

ดังนั้น เมื่อมีการเลือกตั้งเกิดขึ้น ปีนี้จึงถือเป็นปีทองของประชาชนที่จะได้ใช้สิทธิ์ใช้เสียงจริงๆ ในการกำหนดผู้บริหารประเทศและส.ส.ของเขา หลังจากที่เขาเห็นภาพมาแล้ว 8 ปีว่ามันเป็นอย่างไร

■ การเตรียมความพร้อมในการเลือกตั้งและการ ตั้งเป้าจำนวนส.ส.เพื่อแลนด์สไลด์

วันที่ 28 ต.ค.64 เราเริ่มเปิดเรื่องนี้ เรามุ่งมั่นที่จะอาศัยการเลือกตั้งครั้งนี้ ขอรับแรงศรัทธาจากประชาชน ตั้งเป้าให้ได้ ส.ส.มากกว่า 250 คนขึ้นไป เรามียุทธศาสตร์และกลไกการเข้าถึงเป้าหมาย โดยเริ่มปรับเปลี่ยนเชิงสัญลักษณ์ รีแบรนด์พรรค ปรับเปลี่ยนโครงสร้างการบริหารพรรค ปรับเปลี่ยนกลไกวิธีการทำงาน ปรับเปลี่ยนกระบวนการของพรรคทุกอย่าง

ที่สำคัญ จุดแข็งของเราคือ นโยบาย เรามีคณะทำงานผลิตนโยบายเพื่อใช้รณรงค์หาเสียง เราเชื่อกลไกการมีส่วนร่วมของภาคประชาชน เราจึงคิดนวัตกรรมครอบครัวเพื่อไทยขึ้นเพื่อให้เข้ามามีส่วนร่วมทำงาน โดยมีน.ส.แพทองธาร ชินวัตร เป็นหัวหน้าครอบครัวเพื่อไทย และให้ทุกคนเข้ามาเป็นสมาชิก เพื่อร่วมขับเคลื่อนผลักดันกับพรรค เครือข่ายการทำงานในพื้นที่บวกกับว่าที่ผู้สมัครส.ส. ซึ่งเป็นปัจจัยหลักที่จะเข้าสู่การแลนด์สไลด์ได้ ทั้ง ส.ส.ปัจจุบันและว่าที่ผู้สมัคร ส.ส.นั้น เราให้ความสำคัญ

สิ่งที่จะเข้าสู่เป้าหมายแลนด์สไลด์ได้ ก็คือผู้นำ ซึ่งมาจากแคนดิเดตนายกฯ ของพรรค โดยพรรคจะเสนอทั้ง 3 รายชื่อแน่นอน แต่คนที่อยู่ในจุดที่น่าสนใจมีมากกว่า 3 คน เรามีกระบวนการพิจารณาว่าใครเป็นหมายเลขใด เราเชื่อว่าทั้ง 3 คนนี้จะเป็นแรงขับที่สำคัญ ทำให้ประชาชนเกิดความเชื่อมั่นว่าพรรคเพื่อไทยมาแล้ว สิ่งที่เป็นภาวะวิกฤตโดยเฉพาะด้านเศรษฐกิจ ปัญหาปากท้องจะได้รับการแก้ไข

■ นโยบายที่เป็นจุดขายของพรรคด้านเศรษฐกิจที่จับต้องได้ โดนใจประชาชน

หลังจากที่พรรคเปิดนโยบาย 10 ด้านไปแล้ว เน้นการสร้างงาน สร้างรายได้ สร้างโอกาส เป็นนโยบายที่สืบเนื่องมาตั้งแต่พรรคไทยรักไทย พลังประชาชน โดยกรอบคิดของเราคือ ทำอย่างไรที่จะช่วยลดรายจ่าย เพิ่มรายได้และสร้างโอกาสให้ประชาชน เช่น เงินโอนคนสร้างตัว หรือขึ้นค่าแรง 600 บาท

เป็นมิติของการสร้างงานสร้างรายได้ เป็นวิสัยทัศน์ว่าในปี 2570 ค่าแรงขั้นต่ำต้องอยู่ที่ 600 บาท มันเป็นเชิงเป้าหมาย เมื่อเราเป็นรัฐบาล จะมีวิธีการขยับเข้าสู่เป้าหมายตามตัวบทกฎหมายที่รองรับอยู่ บนพื้นฐานว่า ถ้าจะเพิ่มค่าแรงให้เขาก็ต้องสร้างสภาวะเศรษฐกิจให้เจริญเติบโต หากปล่อยให้เป็นแบบนี้ เอกชนก็แบกรับไม่ได้ ไม่ผิดที่เขาจะบอกว่าการขึ้นค่าแรง เป็นการทำลายเศรษฐกิจ หากคิดบนพื้นฐานสภาพเศรษฐกิจปัจจุบัน ทำลายเศรษฐกิจแน่นอน แต่ถ้าคุณเพิ่มเม็ดเงินให้กับผู้ประกอบการได้ถึงร้อยละ 40 ค่าแรงแค่ร้อยละ 10 ถือเป็นเรื่องจิ๊บจ๊อยมาก

หลังจากนี้จะเปิดนโยบายอีกชุดหนึ่ง เชื่อว่าประชาชนจะถูกใจ เรายังไม่ได้เปิดนโยบายด้านสวัสดิการ ซึ่งฝ่ายนโยบายกำลังทำอยู่ ขอให้รอดู จะทยอยเปิดเพิ่มเรื่อยๆ หลังจากเปิด ผู้สมัครของเราครบทั้ง 400 เขตแล้ว ตัวนโยบายซึ่งเป็นคอนเทนต์สำคัญที่ผู้สมัครจะต้องนำไปสื่อสาร ก็ต้องเสร็จใกล้เคียงกันเพื่อนำไปรณรงค์หาเสียงได้

■ หลายฝ่ายประเมินว่าเพื่อไทยมีโอกาสเป็นแกนนำจัดตั้งรัฐบาล แต่นโยบายบางอย่าง เช่น ขึ้นค่าแรง 600 บาท อาจทำได้ยาก จะเป็นอุปสรรคในการจับมือกับพรรคอื่นจัดตั้งรัฐบาลหรือไม่

โดยหลักการแล้ว ถ้าเราเป็นพรรคที่ได้เสียงข้างมาก พรรคอื่นที่มาร่วมกับเรา ต้องยึดนโยบายของเราเป็นหลัก รัฐบาลที่เข้มแข็งจะต้องมี 300 เสียงขึ้นไป

ดังนั้น พรรคที่ถูกเชิญมาร่วมกับเรา จะต้องมาพร้อมนโยบายเขา ต้องมีข้อเสนอว่ารับนโยบายเขาเป็นนโยบายรัฐบาลหรือไม่ ก็ต้องพูดคุยกัน ซึ่งกรอบนโยบายส่วนใหญ่จะใกล้เคียงกัน แต่วิธีปฏิบัติในรายละเอียดเท่านั้นที่แตกต่างกัน เว้นแต่นโยบายที่เราไม่ได้ประกาศไว้เลย ไม่ใช่นโยบายของเราและเป็นนโยบายที่ประกาศไม่ได้ คงต้องพูดคุยกันเยอะ

สมมติในฐานะพรรคร่วมต้องให้โอกาสเขาทำงาน ไม่ใช่เอาเขาเข้ามาแล้ว ทำให้เขาไร้โอกาส เท่ากับไปทำร้ายประชาชนซึ่งไว้วางใจเขาเช่นกัน

■ การจับขั้วทางการเมือง ยังคงยืนยันจับมือกับพรรคร่วมฝ่ายค้านเดิมหรือไม่

ไม่อยากพูดเรื่องนี้ก่อนเลือกตั้ง แต่ข้อเท็จจริงที่เกิดขึ้น หลายฝ่ายประเมินว่าเป็นไปไม่ได้เลยที่เพื่อไทยจะจัดตั้งรัฐบาลพรรคเดียว ต่อให้แลนด์สไลด์ได้ 260 เสียง ก็ต้องมีพรรคร่วม แต่ยังไม่อยากพูดถึง เพราะเราเคารพประชาชน ซึ่งการจะจับมือกับพรรคใดก็จะเป็นประเด็นทางการเมืองได้ เหมือนเราไม่เชื่อมั่นประชาชน ไปดูถูกเขา ดังนั้น เราต้องเปิดโอกาสให้ประชาชนได้ตัดสินอย่างเต็มที่

สิ่งที่พรรคต้องทำมากที่สุด เพื่อตัดปัญหาการมีพรรคร่วมรัฐบาลหลังเลือกตั้ง คือ ต้องทำหน้าที่ให้ดีที่สุด ต้องแลนด์สไลด์ให้ได้ แน่นอนว่าเราอยากเป็นรัฐบาลพรรคเดียว แต่ในข้อเท็จจริงมันเป็นไปไม่ได้ แต่ถ้าเราแลนด์สไลด์ได้ อำนาจการต่อรองจัดตั้งรัฐบาลของเรามีสูงมาก การนำเสนอนโยบายที่เรามี การเลือกพรรคที่จะมาร่วมงานกับเรา

ถ้าเรามี 250 เสียงขึ้นไป ใครๆ ก็อยากมาร่วมกับเรา ดังนั้น เราจะหล่อเลือกได้ และเป็นไปตามความต้องการของประชาชน แม้เราจะหล่อเลือกได้ แต่ต้องนำความคิดเห็นของประชาชนมาตัดสินเป็นหลักด้วย

■ ถ้าเกิดหล่อเลือกไม่ได้ โอกาสพลิกขั้วจับมือกับพรรคแกนนำรัฐบาลอย่างพรรคพลังประชารัฐ หรือ ภูมิใจไทย มีโอกาสมากน้อยแค่ไหน

เราต้องปิดกั้นเรื่องนี้ให้ได้มากที่สุด โดยเราต้องทำงานให้หนักคือ ต้องแลนด์สไลด์ให้ได้ ถ้าแลนด์สไลด์ได้ เรื่องนี้ก็ไม่ต้องถาม หากเสียง ส.ส.ไม่พอ โอกาสที่จะเกิดเรื่องนี้ขึ้นต้องถามประชาชน แต่การจะจับมือกับใครในกรณีที่เรามีอำนาจไม่พอ ถ้าประชาชนคัดค้าน ในมิติทางการเมือง เราเสียความชอบธรรมทันที ต่อให้เราเป็นพรรคขนาดใหญ่ ปีต่อไปสมัยต่อไปเราอาจจะกลายเป็นพรรคขนาดกลาง เล็กก็ได้ เพราะประชาชนลงโทษ

เรื่องนี้สำคัญ ต้องยึดว่าประชาชนเห็นด้วยหรือเปล่า ยิ่งจะข้ามไปอีกฟากหนึ่ง และพฤติการณ์ของพรรคที่เราเห็นแล้วว่าไม่ไหวจริงๆ ถ้ามาร่วมงานกัน พูดง่ายๆ คือกลไกการทำงานก็ดี วิธีการทำงาน เป้าหมายในเชิงประชาธิปไตยมันถูกทำลายไปหมดซึ่งต้องระวัง ต่อให้เราจัดตั้งรัฐบาลได้แล้ว ประชาชนไม่ชื่นชอบ การทำงานก็ยาก

ดังนั้น ต้องชั่งตรงนี้ให้ดี เราเป็นฝ่ายค้านก็ได้ซึ่งเราเคยเป็นมาแล้ว ที่สำคัญหากเสียงเราไม่มากพอได้ 240 เสียง เชื่อว่าเขาก็แย่งจัดตั้งรัฐบาลแน่ เพราะเขามี ส.ว. 250 คน

หมุดหมายสำคัญคือ การแลนด์สไลด์ให้ได้เกิน 250 เสียงขึ้นไป ถ้าไม่มีเงื่อนไขการแย่งจัดตั้งรัฐบาลจากเสียงข้างน้อย แค่เรามีเสียง 230 เสียงด้วยความชอบธรรมที่เราได้อำนาจมาจากประชาชน เราก็จัดตั้งรัฐบาลได้แล้ว สมัยก่อนแค่เป็นพรรคอันดับหนึ่ง ก็จัดตั้งรัฐบาลได้แล้ว แต่ยุคนี้มันไม่ใช่ ไม่สนธรรมเนียม ไม่สนความชอบธรรม ไม่สนอำนาจของประชาชน แค่อยากได้อำนาจมาเป็นของฉันเสียอย่าง มันก็เลยลำบาก ฉะนั้น เราต้องได้ 250 เสียงขึ้นไปให้ได้ หากไม่ได้เราคงต้องคิดหนักเลย

ถ้าไปร่วมรัฐบาลกับอีกฝั่งหนึ่ง ซึ่งประชาชนไม่ชื่นชอบเลย ประชาชนต่อต้านสมาชิกที่สนับสนุนเรา จึงต้องทำให้ได้ 250 เสียงขึ้นไป เพื่อปิดกั้นไม่ให้อีกซีกหนึ่งเข้ามาใช้อำนาจบาตรใหญ่แย่งจัดตั้งรัฐบาล และ 250 ส.ว.ก็จะเคารพประชาชน คงไม่ไปออกเสียงเลือกนายกฯ แบบเสียงข้างน้อย หากเราได้ 250 เสียงขึ้นไป แล้วส.ว.ไม่เคารพประชาชน ไปเลือกนายกฯ เสียงข้างน้อย อันนี้ถือว่าไร้ความชอบธรรม ไม่ควรจะเป็น ส.ว.ต่อไป

■ หากชนะไม่ถึง 250 เสียง แล้วฝ่ายตรงข้ามใช้วิธีตั้งนายกฯ โดยใช้เสียง ส.ว.แล้วดึงงูเห่ามาช่วย จะแก้เกมอย่างไร

หากเพื่อไทยชนะปริ่มๆ ได้เสียง 230-240 เสียง เขาแย่งจัดตั้งรัฐบาลแน่ กลไกแรกที่เราต้องทำคือ พรรคแนวร่วมที่มีอุดมการณ์เดียวกับเรา เชื่อว่าพวกนี้จะมีเสียงเกิน 20-30 เสียง จะเป็นหลักประกันได้ว่าเขาจะไม่แย่งจัดตั้งรัฐบาลแล้ว ต่อให้แย่งได้ก็ไม่สามารถจัดตั้งรัฐบาลได้

ดังนั้น พวกเราต้องมัดกันให้แน่น มัดพวกเดียวกันเองนี่แหละ ถ้ามัดกันเองไม่ได้ ประวัติศาสตร์ซ้ำรอยแน่นอน อำนาจไม่เข้าใครออกใคร นี่เป็นสิ่งที่เราต้องคิดพิจารณา หากลไกอย่างไรที่จะให้อำนาจประชาชนศักดิ์สิทธิ์ เชื่อว่าถ้าเป็นฝ่ายประชาธิปไตยที่แท้จริงจะคำนึงถึงประชาชน

■ ถ้าได้เป็นรัฐบาลจริงๆ โอกาสที่ถูกสกัดจากฝ่ายผู้มีอำนาจ เช่น เรื่องคดีความ การยุบพรรค จะเกิดขึ้นได้อีกหรือไม่

เป็นแนวทางที่กลุ่มสันทัดกรณีทางการเมืองมองไว้ เขามองและวิเคราะห์วิจารณ์ไว้ว่า ถ้าเราชนะเลือกตั้งแบบแลนด์สไลด์ ก็จะถูกหาเรื่อง ถูกยุบพรรคบ้าง คดีความบ้าง ใบเหลืองใบแดงบ้าง เพื่อลดทอนจำนวนส.ส.ของเราให้ได้มากที่สุด ซึ่งมันก็มีความเป็นไปได้สูง เช่น ในปี 2562 สมาชิกของเราถูกใบส้มไป หลายคนที่ไม่กล้ามาร่วมงานกับเรา ก็ถูกมัดด้วยเรื่องคดีความต่างๆ

ถามว่าครั้งนี้เขาจะเลิกทำหรือ เขาก็ไม่เลิกทำ เขาก็ยิ่งใช้มากขึ้น เป็นสิ่งที่ประชาชนต้องรับรู้ว่าเขาใช้วิธีการแบบนี้จริงๆ เพื่อให้ได้มาซึ่งอำนาจทางการเมืองที่ไม่ยึดติดกับประชาชน ถ้าประชาชนรับรู้เรื่องนี้ ก็จะมีกระบวนการทวงคืนอำนาจ โดยการสั่งสอนจากประชาชนผ่านการเลือกตั้ง พูดง่ายๆ ถ้าประชาชนไม่ตัดสินใจให้เด็ดขาด มันคลุมเครือ เขาจะใช้อำนาจพวกนี้แย่งอำนาจจากประชาชนไป ก็เป็นมุมหนึ่งที่เราจะต้องสื่อสารกับประชาชนเพื่อให้เลือกตั้งชนะขาด

การที่เราชนะขาด อาจแก้อำนาจมืดได้ไม่ทั้งหมด แต่มันก็แก้ได้ อย่างน้อยเขายังพูดถึงประชาชนอยู่ เขายังพูดถึงความชอบธรรมอยู่ และการที่จะหาวิธีการกลั่นแกล้งเรา ถ้าไม่ชัดแจ้งจริงๆ มันทำยากเพราะเขายังเกรงอำนาจประชาชนอยู่

■ โอกาสที่จะถูกปฏิวัติรัฐประหารหากเพื่อไทยชนะเลือกตั้งแลนด์สไลด์ถล่มทลาย

เชื่อว่าเขาจะพยายามหาทุกช่องทางเพื่อปิดกั้นเรา แต่มันก็ยากนะ เกิดขึ้นได้แต่มันก็เกิดขึ้นยาก เพราะเงื่อนไขต่างๆ ที่เขาจะพยายามสร้างให้สุกงอม เพื่อเข้าสู่การปฏิวัติยึดอำนาจ มันน่าจะยากกว่าเดิมแล้ว แต่เดิมทำง่ายมาก แค่เอาประชาชนมาปะทะกัน สร้างกลไกการชุมนุมเรียกร้อง สมคบคิดกัน วางแผนกันก็ทำได้แล้ว

แต่ยุคนี้เป็นยุคที่ข้อมูลข่าวสาร ทุกคนทุกฝ่ายรู้เท่าทันกันได้มากกว่าเดิม ดังนั้น กลไกที่จะใช้เรื่องปฏิบัติการข้อมูลข่าวสาร ใช้กลไกที่ไม่ชอบมาพากล ใช้การสมคบคิดจัดตั้งจัดวางนั้นมีโอกาสน้อยลง จะใช้กลไกเหล่านี้ได้น้อยลงเพราะประชาชนรู้เท่าทัน แล้วสิ่งที่มันเกิดขึ้น เป็นการทำลายประเทศ คุณได้อำนาจมาก็จริง แต่เป็นการทำลายประเทศ

ดังนั้น ทุกองคาพยพตั้งแต่ล่างสุดมาถึงบนสุด มีแนวโน้มว่าจะไม่ยอม เจ้าของประเทศเขาก็ไม่ยอม ประชาชนก็ไม่ยอมดังนั้นโอกาสที่จะเกิดการรัฐประหารนั้นยาก

ติดตามข่าวสด

ข่าวเด่นประจำวัน