“วันนี้เมื่อไม่มีพล.อ.ประยุทธ์ เราจะต้องจัดการพรรคในสไตล์ ของเรา ต้องปรับตัวเอง เพื่อรับกับสถานการณ์ที่ต้องเผชิญ ต้องโชว์จุดแข็งให้ได้ นั่นคือความเป็นพรรค และการเป็นนักบริหารของพล.อ.ประวิตร มาเป็นจุดขาย”
นายรงค์ บุญสวยขวัญ กรรมการบริหารพรรค พลังประชารัฐ (พปชร.) สะท้อนมุมมองการเมืองใน ปี 2566 ซึ่งเป็นปีที่รัฐบาลครบวาระ 4 ปี ต้องมีการ เลือกตั้งใหม่ ความพร้อมทั้งนโยบาย ตัวบุคลากร และจุดขายของพรรคพลังประชารัฐ เพื่อรักษาการเป็นพรรคแกนนำจัดตั้งรัฐบาล
ในภาพรวม มองว่าสถานการณ์การเมืองตลอดทั้งปีนี้ โดยเฉพาะ 10 เดือนแรก เป็นปีแห่งการใช้อำนาจ เริ่มนับจากการเข้าสู่การเลือกตั้งทั่วไป ที่จะมีขึ้นก่อนหรือหลังสงกรานต์ หลังเลือกตั้งเสร็จจะต้องต่อสู้แย่งชิงกัน เพื่อไปเป็นรัฐบาลและพรรคร่วมรัฐบาล แย่งกันนำเสนอเนื้อหาสาระให้ได้มาเป็นรัฐบาล ตรงนี้จะใช้เวลาหมดไป 7-8 เดือน
เดือนก.ค.-ก.ย. เป็นช่วงที่ต่อสู้กันเป็นรัฐบาลและให้ได้เป็นรัฐมนตรี นำนโยบายของพรรคไปเป็นนโยบายของรัฐบาล เป็นการต่อสู้เพื่องบประมาณปี 2567 บรรดานักการเมืองจะไปบี้เรื่องของงบประมาณ จากนั้นจะไปสู่การอภิปรายไม่ไว้วางใจเมื่อเปิดสมัยประชุม โดยมีที่มาจากนโยบายจากคนที่ผิดหวัง อกหักไปผสมกับตัวโครงการที่จะเป็นนโยบายได้หรือไม่ได้
นอกจากนี้ยังมีเรื่องสำคัญคือ ญัตติว่าด้วยการแก้ไขรัฐธรรมนูญ จะมีการช่วงชิงเนื้อหาสาระในเรื่องสำคัญ อาทิ คุณสมบัติส.ว. ที่มานายกฯ เรื่องของท้องถิ่น เช่น การจะยกเลิกผู้ว่าฯ หรือไม่ รวมถึงราชการภูมิภาค และตามมาด้วยเรื่องการเมืองบนท้องถนน การเมืองที่มาจากภาคพลเมือง
ดังนั้น ตั้งแต่เดือนม.ค.ไปจนถึงเดือนต.ค. จึงเป็นปีที่ว่าด้วยการใช้อำนาจของตัวละคร หรือผู้กระทำในระบบการเมืองไทยตามประชาธิปไตย ตั้งแต่พรรคการเมือง ส.ส. ประชาชนภาคพลเมือง ที่จะมีบทบาทเป็นการเมืองเต็มรูปแบบ ทั้งในระบบรัฐสภา และการเมืองบนท้องถนนที่จะกดดัน และจะมีกลยุทธ์ต่างๆ ที่ถูกนำมาใช้ในสภา
การเมืองปี 2566 นี้ ดุเดือดอยู่แล้ว ถ้าไปพอดีกับผลการเลือกตั้ง ที่ยังไม่รู้ว่าจะออกมาอย่างไร สมการสูตรจับขั้ว หรือย้ายขั้วแบบฉับพลัน กับความไม่ลงตัวจากขั้วเดิมไปขั้วใหม่ หรือขั้วเก่าจะเกิดขึ้น เป็นเรื่องที่ต้องติดตาม
■ พรรคเตรียมพร้อมเลือกตั้งแค่ไหน จะได้ส.ส. 150 ที่นั่ง ตามเป้าที่วางไว้หรือไม่
เราพยายามและพร้อม ส่วนเรื่องเป้าหมาย เรามีไว้เพื่อแข่งขันกับตัวเอง และผู้สมัคร เราไม่ได้ตั้งใจแค่จะส่งๆ ไปให้ครบ ทุกเขต เพื่อไปเก็บคะแนนแต่ละเขตเอามาผสมกันเพื่อให้ได้ส.ส.ปาร์ตี้ลิสต์ แต่เราคิดเป้าหมายที่มีส.ส.เขต 400 เขต ว่าจะได้เท่าไหร่ มีการประเมินส.ส.เกรดเอบวก เอเอบวกก็ว่าไป ยืนยันว่าเราทำงานบนพื้นฐานทางวิชาการ มีตัวเลขจากการประเมิน
ส่วนจะได้ตามเป้าหรือมากกว่าเป้า เป็นไปได้ทั้งนั้น แต่ต้องอยู่บนพื้นฐานความจริง ไม่เพ้อเจ้อและดูสถานการณ์ของพื้นที่ เช่น กรุงเทพฯ ภาคเหนือ กลาง อีสาน เป็นอย่างไร และตัวบุคคลที่จะเป็นเบอร์หนึ่งที่จะมาเป็นนายกรัฐมนตรี คือใคร รวมถึงผู้สมัคร กระแสของพรรค และกลยุทธ์เป็นอย่างไร ทั้งหมดนี้คือปัจจัยที่จะทำให้เข้าเป้า ซึ่งเรามีการทำโพลอยู่
■ ส.ส.ที่ย้ายออกไป รวมถึงส.ส.ภาคใต้ส่วนหนึ่ง ก็จะไปอยู่กับพรรครวมไทยสร้างชาติ เป้า 150 ที่นั่ง อาจสั่นคลอน
นี่เป็นโจทย์ใหญ่ของหัวหน้าพรรค และกรรมการบริหารพรรค เก้าอี้อาจจะไม่ได้ตามเป้าเหมือนเดิม วันนี้ให้ดูสถานการณ์การเมือง ปี 2566 จะเหมือนกับปี 2562 หรือไม่ ซึ่งปี 2562 กระแสของคนแรงกว่ากระสุน และช่วงเวลาของการบริหารจัดการเลือกตั้งในแต่ละช่วงเวลาก็ไม่เหมือนกัน ปี 2562 เป็นเรื่องของกระแสของคนบวกกับการบริหารจัดการ ขณะที่กระสุนน้อยมาก
แต่ปี 2566 กระแสเหล่านั้นจะมีอยู่หรือไม่ ขึ้นอยู่กับ การบริหารจัดการ แต่พรรคที่มีกระสุน เขาก็ประกาศออกมาแล้ว และทุกคนก็วิ่งไปสู่เส้นทางนั้นหมดแล้ว จึงต้องบอกว่าการบริหารจัดการจะแรงกว่า กระแสชิงไหวชิงพริบเยอะ การบริหารการเลือกตั้งมีตั้งแต่กระแสเล่นบนดินและใต้ดิน
■ เมื่อพล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกฯ ไปอยู่กับพรรครวมไทยสร้างชาติ พรรคจะชูใครเป็นจุดขาย
ต้องโชว์ความเป็นพรรคพลังประชารัฐ ที่เราอยู่มากว่า 4 ปี และคนที่จะมาเป็นเบอร์หนึ่งแคนดิเดตนายกฯ ต้องเป็น เนื้อเดียวกับพรรค เดิมการรณรงค์หาเสียงปี 2562 ชูพล.อ.ประยุทธ์ ที่กระแสมาแรงในเวลานั้น แต่ตลอดเวลาที่เราทำงานการเมืองมาเกือบ 4 ปี พรรคเราเป็นพรรคแกนนำรัฐบาล ได้รับความนิยมชื่อติดตาติดหูของชาวบ้านมากเพียงพอที่จะขายความเป็นพลังประชารัฐ ต่างจากครั้งที่แล้วที่เราขายพล.อ.ประยุทธ์
แต่ตอนนี้ เบอร์หนึ่งคือพล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ หัวหน้าพรรค เราต้องขายท่านคู่กับความเป็นพรรค และขายที่ตัวผู้สมัคร ส.ส.ประกอบกันด้วย เนื่องจากเป็นการเลือกตั้งที่ใช้บัตร 2 ใบ เลือกคน เลือกพรรค ดังนั้น ตัวผู้สมัครก็ต้องเป็นที่รู้จัก ซึ่งพรรคต้องคัดสรร ไม่ใช่ได้แต่พวกนกแลมา
ย้ำว่าพรรคเป็นจุดขายหลักที่จะนำเราไปสู่เป้า 150 เสียง ส่วนคนที่อยู่ในบัญชีรายชื่อ ทีมเศรษฐกิจที่เรามีตัวบุคคล อยู่ในแวดวงสถาบันทางการเงินเก่า เป็นองค์กรของรัฐ และเป็นเทคโนแครต มีสายการเมือง เข้ามาร่วมด้วย รับรองว่ามีแม่เหล็กดึงดูดแน่
วันนี้ชื่อของพล.อ.ประวิตร ขายได้ เพราะเป็นนักการเมืองที่ชัดเจน เป็นมือบริหารได้ ในยามที่เป็นรักษาการนายกฯ สามารถทำงานได้ บางคนอาจจะแย้งว่ามีข้อจำกัดเรื่องสุขภาพ ตรงนี้ทุกพรรคทุกคนก็มีข้อจำกัดทั้งนั้น แต่ถามว่าช่วง 3 ปีที่ผ่านมา พล.อ.ประวิตรลงพื้นที่ 40-50 จังหวัด จะบอกว่า สุขภาพไม่ดี ก็ไม่ใช่ อายุกว่า 70 ยังแอ๊กทีฟ ซึ่งรัฐมนตรี บางคนยังลงพื้นที่ไม่ถึง 50 จังหวัดเลย
ดังนั้น สุขภาพไม่ได้เป็นปัญหาของพล.อ.ประวิตรและยังมีความตั้งใจ ความมุ่งมั่นเสียสละห่วงใย และเอาใจใส่ต่อปัญหา
■ พรรคจะเสนอชื่อแคนดิเดตนายกฯกี่คน
เมื่อก่อนเสนอชื่อคนเดียวได้ แต่ตอนนี้ต้องคิดว่า การเสนอแค่ 1 ชื่อกับการมี 3 ชื่อในสถานการณ์แบบนี้ เพื่อเรียกความนิยมจากประชาชนในการเลือกตั้งและความมั่นใจของประชาชนหลังจากการเลือกตั้งทั่วไป ผมคิดว่าควรเสนอทั้ง 3 ชื่อ เพราะ 3 คนก็มีความนิยม โดยพล.อ.ประวิตร ต้องเป็นเบอร์หนึ่ง คนที่สองก็ต้องได้รับความนิยมไม่แตกต่าง เพื่อชี้ให้ประชาชนเห็นและโชว์ให้เห็นว่า ความเป็นสถาบันที่จะสร้างความมั่นใจให้กับประชาชนได้
■ หากทั้ง 2 ป.แยกจากกันจริง จะส่งผลกระทบกับพรรคพลังประชารัฐอย่างไร
แน่นอน เดิมเรามาเป็นอันเดียวกัน ถ้าไปก็มีผลกระทบอยู่แล้ว อาจเกิดเป็นจุดอ่อน ดังนั้น เราจะต้องเสนอกลยุทธ์เพื่อแก้ปัญหาจุดอ่อน นี่คือโจทย์ของเรา โดยเราต้องหยิบความเป็นพรรคที่เป็นสถาบันการเมือง และความเป็นนักบริหารของพล.อ.ประวิตร การเอาใจใส่ประชาชนขึ้นมาเป็นจุดขาย
เราจะเล่นฟุตบอลเป็นทีม ไม่เล่นแบบโชว์เหมือนบางทีมที่ตกรอบ เพราะไปเล่นที่ปัจเจกบุคคล เรามีหัวหน้าแต่ละทีมที่เตรียมวางไว้ ทั้งเศรษฐกิจ สังคม การเมือง ความมั่นคง เรามีหมด เรามีอำนาจเต็มก็มีอิสระ วันนี้เมื่อไม่มีพล.อ.ประยุทธ์ เราจะต้องจัดการพรรคในสไตล์ของเรา ต้องปรับตัวเอง เพื่อรับกับสถานการณ์ที่ต้องเผชิญ ต้องโชว์จุดแข็งให้ได้ นั่นคือความเป็นพรรค และการเป็นนักบริหารของพล.อ.ประวิตร มาเป็นจุดขาย
■ นอกจากการชูจุดขายเรื่องเศรษฐกิจ ยังมีเรื่องอื่นที่เป็นไฮไลต์ จับต้องได้ โดนใจประชาชน แข่งกับพรรคอื่นได้อย่างไรบ้าง
เรายึด 3 ข้อในการออกนโยบายคือ ออกเรื่องอะไรไปจะต้องเป็นไปตามความต้องการของประชาชน ตรงกับทิศทางของประเทศ และมีเงินงบประมาณถูกต้องตามกฎหมาย ไม่ใช่เพ้อเจ้อหรือขายฝัน นี่คือหัวใจหลัก เป็นเกณฑ์ที่คณะกรรมการนโยบายพรรคกำลังทำอยู่ ปรับเนื้อหาให้เกิดความเหมาะสม ใน 3 พันธกิจหลัก มีทั้งเรื่องเศรษฐกิจ สังคม สวัสดิการ เมื่อมีการประกาศนโยบายอย่างเป็นทางการ รับรองว่าเมื่อเปิดออกมาแล้วร้องว้าว
เวลานี้อยู่ระหว่างการปรับเนื้อหาสโลแกนให้เกิดความเหมาะสม ซึ่ง 3 พันธกิจหลัก มีทั้งเรื่องเศรษฐกิจ สังคม สวัสดิการ เรื่องเศรษฐกิจต้องทำอยู่แล้ว แต่เราไม่ได้พูดให้ฟังแล้วดูแรง เช่น ค่าแรงขั้นต่ำเพราะบางเรื่องเราเคยทำแรง เช่น เรื่องค่าแรงปริญญาตรี แต่สุดท้ายบางเรื่องเราทำไม่ได้ ก็ต้องปรับและยอมรับในบางเรื่องที่ทำไม่ได้ แต่บางเรื่องที่เพื่อนพูดไป เรารู้ว่าทำไม่ได้ เพราะบางพรรคหรือบางคน ไม่เคยรู้ว่าถ้ามาอยู่ในตำแหน่งในรัฐบาลไม่ใช่ดีไซน์ได้ตามที่คิด ระบบรัฐสภาต้องมีจารีต กลไก และงบประมาณ เข้ามาเกี่ยวข้อง และนโยบายต้องไม่สุดโต่ง
■ นโยบายบางอย่างของพรรคร่วมรัฐบาล อาจไม่ตรงกับพรรคพลังประชารัฐ จะเป็นอุปสรรคในการจับขั้วตั้งรัฐบาลครั้งหน้าหรือไม่
ต้องดูที่ผลการเลือกตั้ง ไลฟ์สไตล์ของหัวหน้าพรรค การดีลกันทั้งบนโต๊ะใต้โต๊ะ ที่จะโยงไปถึงสัญญาณบ่งบอกว่าขั้วทางการเมืองจะออกมาอย่างไร ส่วนที่ห่วงว่านโยบายที่แต่ละพรรคยึดถือนั้นอาจจะเป็นอุปสรรคทำให้จับมือร่วมรัฐบาลยากนั้น ไม่ว่าจะเป็นนโยบายประกันราคา หรือนโยบายกัญชา ทั้งหมดเมื่อมาคุยกันก็ต้องต่อรองกันอยู่ดี และจะไม่สะวิงไปจนซ้ายสุดหรือขวาสุด จะยกเลิกอันนี้หรือเพิ่มอันโน้นทำได้ เนื่องจากส่วนใหญ่ตัวนโยบายเป็นประชานิยมคล้ายกันหมด บางครั้งบางนโยบายที่ออกมา ก็ทำประเทศเจ๊งได้เพราะไม่รู้จะหาเงินจากที่ไหน และยังมีกลยุทธ์จะเอาหรือไม่เอาในสภาอีกชั้น
ย้ำว่าเนื้อนโยบายไม่ใช่อุปสรรคปัญหาในการจับขั้ว แต่คีย์เวิร์ด คือ ธรรมชาติของแต่ละพรรค ของหัวหน้าพรรค กรรมการบริหารพรรค หรือผู้มีอิทธิพลของพรรค หรือทุนของพรรคจะเป็นเงื่อนไขในการจัดตั้งรัฐบาลหลังการเลือกตั้ง
■ ประเมินว่าสภาจะครบวาระหรือเกิดยุบสภา มีอุบัติเหตุเกิดขึ้นก่อน
เรื่องอุบัติเหตุ คงไม่มีอยู่แล้ว แม้องค์ประชุมจะล่มหรือไม่ล่ม ก็เป็นเรื่องการจัดการ แต่ถ้าดูจากการปรับโครงสร้างที่ปรึกษาและเลขาธิการนายกฯ เชื่อว่าการทำอย่างนั้นเพราะ หวังจะให้อยู่ยาวที่สุด เพื่อโยงไปถึงพรรคใหม่บางพรรคจะได้ประโยชน์ ซึ่งถือว่าไม่แฟร์ แต่ไม่ว่าจะเลือกตั้งวันนี้พรุ่งนี้ พรรคพลังประชารัฐพร้อมอยู่แล้ว
ถ้าอยากจะเป็นตำนานเพื่ออยู่ให้ครบเทอม ตัวของนายกฯ ก็เป็นตำนาน 8 ปีมากกว่าใครอยู่แล้ว การอยู่ครบเทอมจึงไม่น่าจะใช่เหตุผลหลัก แต่เหตุผลหลักคือการจะไปครองอำนาจในสมัยหน้า และได้ตำแหน่งนายกรัฐมนตรี หลังเลือกตั้งมากกว่า
■ เป็นไปได้หรือไม่ว่าพลังประชารัฐจับมือกับพรรคร่วมรัฐบาลเดิมตั้งรัฐบาล รวมถึงพรรครวมไทยสร้างชาติ
ผมเคยบอกว่า รักลุงตู่ อยู่กับป้อม ถ้าสมมติว่าต้องเลือกและจัดตั้งรัฐบาล ยังคิดเป็นอย่างนั้นอยู่หรือไม่ ผมก็ยังมองเป็นไปได้ เพราะเป็นพรรคพี่พรรคน้อง ดึงกันได้อยู่แล้ว แต่ต้อง ดูตัวเลขส.ส.ที่ได้มา เพราะโดยตรรกะถ้าพรรคพลังประชารัฐ ได้ที่นั่งมาสูง พรรคใหม่ก็ต้องลดจำนวน ถ้าจะมาเป็นแกนคู่ก็อิหลักอิเหลื่อ และระหว่างพรรคพันธมิตรเก่าที่เคยร่วมงานกัน อาจจะปรับบางพรรคออกหรือบางพรรคเข้า เพื่อเสริมให้ ขับเคลื่อนนโยบาย
แต่เวลานี้ผมยังมั่นใจว่าพรรคพลังประชารัฐจะเป็น แกนนำจัดตั้งรัฐบาลด้วยความที่เราเป็นพรรคตามสโลแกนมั่นคง มั่งคั่ง ยั่งยืน