ปี 2566 เป็นปีที่หลายฝ่ายคาดการณ์ว่ากำลังซื้อผู้บริโภคฟื้นกลับสู่ระดับปกติ ส่งสัญญาณบวกให้กับภาคธุรกิจ โดยเฉพาะ “ค้าปลีก”
จากการกลับมาใช้ชีวิตประจำวันตามปกติมากขึ้น หลังสถานการณ์การแพร่ระบาดของโควิด-19 เริ่มคลี่คลายลง กิจกรรมทางเศรษฐกิจหลายส่วนก็เริ่มกลับมาคึกคัก
ส่งผลให้ภาพรวมมูลค่าธุรกิจค้าปลีกในปี 2565 ทยอยฟื้นตัว และกลับมาขยายตัวอยู่ที่ราวที่ 11% คิดเป็น 3.45 ล้านล้านบาท และหวังว่าจะเติบโตต่อเนื่องมาจนถึงปี 2566 นี้
แต่ก็ต้องยอมรับว่าการฟื้นตัวดังกล่าวยังอยู่ภายใต้ปัจจัยกดดันอีกหลายประการ ในภาวะเศรษฐกิจไทยเพิ่งฟื้นตัว แต่ยังต้องเผชิญกับราคาพลังงานที่ปรับตัวขึ้น กดดันทั้งต้นทุนสินค้าเพิ่มสูงขึ้น และต้นทุนการดำเนินธุรกิจ
เป็นปัจจัยที่ส่งต่อความท้าทายให้กับผู้ประกอบการ “ธุรกิจ ค้าปลีก” ในปี 2566 ว่าจะมีทิศทางและกลยุทธ์ขับเคลื่อนธุรกิจอย่างไร
เดอะมอลล์มองปี 2566 เป็นปีทอง
แม่ทัพใหญ่ “เดอะมอลล์ กรุ๊ป” ศุภลักษณ์ อัมพุช ประธานกรรมการบริหาร บริษัท เดอะมอลล์ กรุ๊ป จำกัด และบริษัท สุขุมวิทซิตี้มอลล์ จำกัด ได้ประกาศเปิดตัว 3 โครงการศูนย์การค้าใหญ่ ประกอบด้วย โครงการ ดิ เอ็มสเฟียร์ จิ๊กซอว์ตัวสุดท้ายของโครงการย่านการค้าสุขุมวิทภายใต้ชื่อ ดิ เอ็มดิสทริค” ด้วยงบลงทุนกว่า 15,000 ล้านบาท
โฉมใหม่ของเดอะมอลล์ บางกะปิ และเดอะมอลล์ บางแค ที่ได้ปรับปรุงใหม่ทั้งหมดเป็นศูนย์การค้าเดอะมอลล์ ไลฟ์สโตร์ ภายใต้งบลงทุน 20,000 ล้านบาท ให้สมบูรณ์แบบและใหญ่ที่สุด บนทำเลที่มีศักยภาพการเติบโตดีที่สุดของกรุงเทพฯ ฝั่งตะวันออกและฝั่งตะวันตก
ศุภลักษณ์กล่าวว่า ปี 2566 จะเป็นปีทองของเดอะมอลล์ กรุ๊ป ตามโรดแม็ปที่มุ่งพัฒนาย่านธุรกิจการค้าและย่านที่พักอาศัย ที่สำคัญของกรุงเทพฯ เพื่อให้ตอบรับกับแผนการพัฒนาสร้างความเจริญของกรุงเทพฯ โดยเฉพาะแผนการสร้างระบบรถไฟฟ้าขนส่งมวลชนและเส้นทางคมนาคม
ดังนั้นปี 2566 เตรียมเปิดพร้อมกัน 3 ศูนย์การค้าในเดือนธ.ค. ซึ่งเป็นช่วงเวลาที่ดีที่สุดของปีที่มีการจับจ่าย เชื่อว่าการเปิดทั้ง 3 ศูนย์จะช่วยผลักดันเศรษฐกิจไทยได้อย่างมาก ซึ่งเมื่อถึงเวลานั้นการเปิดประเทศ จะทำให้นักท่องเที่ยวจะมากกว่าปี 2565 อย่างแน่นอน รวมทั้งหวังว่าการเลือกตั้งใหญ่ในปี 2566 น่าจะเรียบร้อยสร้างบรรยากาศโดยรวมดี
“วิชั่นนี้ เราได้มองการณ์ไกลมาหลายปีแล้ว จนถึงตอนนี้เดอะมอลล์ กรุ๊ป เรียกได้ว่า เป็น รีเทล แอนด์ เอ็นเตอร์เทนเมนต์ คอมเพล็กซ์ ที่ไม่ใช่แค่มาซื้อของ แต่เป็นพื้นที่ที่มีทุกอย่างครบวงจร ซึ่งหากไม่มีโควิด คงไปได้ไกลกว่านี้ตามการลงทุนตามโรดแม็ปที่วางไว้ โครงการแบงค็อก มอลล์ ย่านบางนา ประมาณปี 2568 และการปรับโฉมเดอะมอลล์ รามคำแหง ขณะที่การลงทุนใหม่ๆ ในปี 2566 ต้องประเมินสถานการณ์ เวลาให้เหมาะสม รอให้ธุรกิจฟื้นตัวเต็มที่ก่อน”
เซ็นทรัลทั้งกรุ๊ปย้ำเดินหน้าลงทุนไม่มีเบรก
วัลยา จิราธิวัฒน์ กรรมการผู้จัดการใหญ่และประธาน เจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท เซ็นทรัลพัฒนา จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า บริษัทตอกย้ำแผนลงทุน 5 ปี ด้วยมูลค่า 120,000 ล้านบาท พัฒนาทุกธุรกิจในรูปแบบโครงการมิกซ์ยูส ประกอบด้วย ศูนย์การค้า, ที่อยู่อาศัย, อาคารสำนักงาน และโรงแรม รวมกันกว่า 180 โครงการ ครอบคลุมกว่า 30 จังหวัดทั่วประเทศ และตามแผนปี 2566 จะเปิดเซ็นทรัล เวสต์วิลล์ ไตรมาส 4 ปี 2566 และลงทุนก่อสร้างใน 2 โครงการมิกซ์ยูส ที่เตรียมจะเปิดในปี 2567 ประกอบด้วย เซ็นทรัล นครสวรรค์ ที่จะเปิดให้บริการช่วงไตรมาส 1 และเซ็นทรัล นครปฐม เปิดไตรมาส 2
“ภาพรวมการเติบโต 5 ปี ทุกธุรกิจเติบโตคู่ขนานร่วมกัน ศูนย์การค้า พัฒนาโครงการขนาดใหญ่ 50 โครงการทั้งในและต่างประเทศ และคอมมูนิตี้ มอลล์ อีก 16 แห่ง, ที่อยู่อาศัยรวม 68 โครงการ และลงทุนระยะยาว อาคารสำนักงาน รวม 13 โครงการ และโรงแรม รวม 37 โครงการ
โดยตั้งเป้าอีก 5 ปีข้างหน้าจะมีพื้นที่รีเทลรวม 2.7 ล้านตร.ม. พื้นที่อาคารสำนักงานรวม 0.5 ล้านตร.ม., โรงแรมมีทั้งหมดรวม 4,000 ห้อง และโครงการที่อยู่อาศัยทั้งแนวราบและแนวสูงรวม 68 โครงการภายใต้อย่างน้อย 6 แบรนด์ที่ตอบโจทย์ทุกตลาด”
ในขณะที่กลุ่มห้างสรรพสินค้า โดย โอลิวิเยร์ บรง ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร กลุ่มห้างสรรพสินค้า ในเครือเซ็นทรัล รีเทล เผยว่า ยังเดินหน้าตามโรดแม็ปยุทธศาสตร์ของกลุ่มเซ็นทรัล ตามแผน ที่ต้องการเป็นห้างออมนิชาแชนเนลอันดับ 1 ของไทย ด้วยการทุ่มงบลงทุนกว่า 15,000 ล้านบาทภายใน 5 ปี (2566-2570) เพื่อเปิดสาขาใหม่และปรับปรุงสาขาอย่างต่อเนื่อง
โดยในปี 2566 เตรียมเปิดสาขา 2 สาขา ได้แก่ ห้างโรบินสัน และห้างเซ็นทรัล เวสต์วิลล์ พร้อมปรับปรุง 4 สาขา ได้แก่ ห้างเซ็นทรัลชิดลม, ห้างเซ็นทรัลรามอินทรา, ห้างโรบินสัน แฟชั่นไอส์แลนด์ และห้างเซ็นทรัล เมกาบางนา
พร้อมกันนี้จะเปิดตัว เซ็นทรัล แอพ (Central App) โฉมใหม่ เพื่อให้แพลตฟอร์มแข็งแกร่งและเติบโตมากยิ่งขึ้น ผลักดันยอดขายเติบโต 1.7 เท่าภายใน 5 ปี
ทุ่มปั้นนิวสมาร์ตรีเทลก้าวสู่ “โลตัส” ยุคใหม่
ในยุคนี้การค้าปลีก และอี-คอมเมิร์ซ แทบไม่สามารถแยกออกจากกันได้แล้ว ขณะเดียวกันออมนิแชนเนล (omni-channel) กลายเป็นช่องทางที่สอดรับกับพฤติกรรมลูกค้าที่เปลี่ยนแปลงไป และตอบโจทย์ด้านความสะดวกสบายในการช็อปปิ้งให้ กับลูกค้า
เป็นทิศทางให้ “โลตัส” วางกลยุทธ์ใหม่เดินหน้าเสริมแกร่งช่องทางค้าปลีกออมนิแชนแนลปูพรมสู่ออนไลน์ช็อปปิ้ง เพื่อผลักดันเป้าหมายโลตัสยุคใหม่ นิว สมาร์ต รีเทล (New SMART Retail) อย่างจริงจัง ภายใต้งบประมาณการลงทุนที่ครบทุกมิติกว่า 10,000 ล้านบาท ด้วยเทคโนโลยีสร้างออมนิแชนเนลที่ ไร้รอยต่อ เชื่อมออฟไลน์มาสู่การช็อปปิ้งแบบออนไลน์มากขึ้น
ส่วนการเพิ่มสาขาใหม่ สมพงษ์ รุ่งนิรัติศัย ประธานคณะ ผู้บริหาร ธุรกิจโลตัส ประเทศไทย กล่าวว่า แผนงานการขยายสาขาที่ต้องควบคู่กันทั้งออนไลน์และออฟไลน์ โดยสาขาใหม่จะเพิ่มอีก 200 สาขาในปี 2566 ในทุกโมเดล โดยใช้โมเดล Lotus’s go fresh เป็นศูนย์กลางการขายจัดส่ง รองรับได้ทั้งออนไลน์และออฟไลน์
ในยุคที่โลกค้าปลีกอยู่ในช่วงการเปลี่ยนแปลง เมื่อศูนย์การค้าไม่ได้เป็นเพียงแหล่งช็อปปิ้ง แต่เป็นที่แฮงเอาต์ของคนยุคนี้ ห้างสรรพสินค้าไม่เหมือนเดิมอีกต่อไป ความสะดวกสบาย ทันสมัย คุ้มค่า ต้องตอบโจทย์ของผู้บริโภคในศักราชใหม่
ผู้ประกอบการกำลังเดินหน้าตามให้ทัน ตลอดจนสถานการณ์ราคาสินค้าที่ปรับตัวสูงขึ้น และปัญหาเงินเฟ้อที่อาจซ้ำเติมกำลังซื้อที่ยังเปราะบาง รวมทั้งการแข่งขันดุเดือดจากคู่แข่งที่มีเพิ่มขึ้นมากมายทั่วสารทิศจากโลกออนไลน์
เป็นความท้าทายที่จะเกิดขึ้นในปี 2566 นี้