ให้หลัง พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ประกาศชัดจะไปร่วมงานกับพรรครวมไทยสร้างชาติ ปล่อยให้ พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ นำเดี่ยวในพรรคพลังประชารัฐ ก็ปรากฏความเคลื่อนไหวของแกนนำ และส.ส.หลายคน พร้อมย้ายตามมาไปด้วย

และต้องจับตาแรงกระเพื่อมภายในพรรคพลังประชารัฐ อีกระลอก ให้หลัง พล.อ.ประยุทธ์สมัครเข้าพรรครวมไทยสร้างชาติอย่างเป็นทางการ 9 ม.ค. และหลังการประชุมใหญ่ของพรรคพลังประชารัฐ 14 ม.ค.นี้

โอฬาร ถิ่นบางเตียว

คณะรัฐศาสตร์ฯ ม.บูรพา

ตอนนี้พรรคพลังประชารัฐอยู่ในภาวะขาลง ส่วนหนึ่งถึงแม้ว่า พล.อ.ประวิตรมีความเป็นแม่เหล็ก มีบารมีทางการเมือง แต่ก็ต้องยอมรับว่าคะแนนนิยมทางการเมืองที่เป็นทางการ พล.อ.ประยุทธ์มีมากกว่าพล.อ.ประวิตร

จึงไม่แปลกใจที่หลังจาก พล.อ.ประยุทธ์แสดงท่าที ที่ชัดเจนจะไปร่วมมือกับพรรครวมไทยสร้างชาติ ก็มีส.ส.ไหลตามจำนวนมาก จนทำให้พลังประชารัฐถดถอยลงอย่างชัดเจน เหลือเฉพาะนักการเมือง กลุ่มการเมืองที่เป็นบ้านใหญ่ เป็นนักธุรกิจการเมือง

การถดถอยของพลังประชารัฐยังมาจากลักษณะการบริหาร หรือท่าทีของพล.อ.ประวิตร ด้วยความเป็นผู้ใหญ่และมีเมตตากับนักการเมือง จนบางครั้งทำให้คนที่มีอำนาจในการบริหารไปสร้างปัญหาในพรรค กระทบกับกลุ่มที่มีต้นทุนทางการเมือง เป็นนักเลือกตั้ง เป็นกลุ่มทุน เป็นกลุ่มธุรกิจ ยิ่งจะสร้างความอึดอัดซึ่งกันและกัน

จะสังเกตว่าการบริหารของ พล.อ.ประวิตรเป็นเช่นนี้มาตลอด รักทุกคน ไม่อยากให้ทะเลาะกัน แต่สุดท้ายคนที่อยู่ในอำนาจก็ไปจัดการคนอื่นทุกที

พล.อ.ประวิตร กลายเป็นผู้นำเดี่ยวของพลังประชารัฐ แม้ภาพลักษณ์ทางการเมืองของพล.อ.ประวิตร ที่จะขายต่อสังคมอาจไม่ดีเท่า พล.อ.ประยุทธ์ แต่ในสายตานักการเมืองเป็นคนมีบารมี ต่อรองง่าย มีความพร้อมในแง่ทรัพยากรทางการเมือง คอนเน็กชั่น ทำให้นักการเมืองส่วนหนึ่งมองว่า ยังจำเป็นต้องอยู่กับพล.อ.ประวิตร

แม้จะไม่โดดเด่น ไม่ได้เป็นพรรคใหญ่เหมือนอดีต แต่ก็เชื่อว่าสามารถทำให้นักการเมืองเหล่านี้สมประโยชน์ได้ จุดแข็งคือบารมีทางการเมืองที่ทุกพรรคยังเกรงใจ

จึงเป็นเหตุผลว่าทำไมกลุ่มบ้านใหญ่ หรือกลุ่มธุรกิจการเมือง เช่น กลุ่มสามมิตร ยังไม่ย้ายไปไหน เพราะเห็นว่าหากย้ายไปในเวลานี้อำนาจการต่อรองจะน้อยแต่ถ้ายังอยู่กับ พล.อ.ประวิตร เชื่อว่าบารมีทางการเมืองในด้านที่ไม่เป็นทางการของพล.อ.ประวิตร ยังทำให้เขาต่อรอง ผลประโยชน์ทางการเมืองได้ และมีอำนาจการต่อรองสูงถ้ายังอยู่ในพลังประชารัฐ อีกทั้ง ค่อนข้างมั่นใจว่าพล.อ.ประวิตร ต้องเป็นรัฐบาล ไม่ว่าใครจะเป็นแกนนำจัดตั้งรัฐบาล

ก่อนการประชุมใหญ่ 14 ม.ค. พลังประชารัฐต้องจัดการความขัดแย้งภายในให้ได้ก่อน วันประชุมจริงต้องไม่มีภาพของความขัดแย้งต่อสาธารณะ เพราะถ้าถึงวันที่ กลุ่มการเมืองหลักๆ บ้านใหญ่ต่างๆ ลาออกอีก พรรคก็จะดูถดถอยลงอีก ช่วงสัปดาห์นี้จึงเป็นห้วงเวลาของการไกล่เกลี่ยความขัดแย้งทั้งหมดภายในพรรค

หากจัดการปัญหาภายในไม่ลงตัวจะนำไปสู่ปัญหาการเลือกตั้งได้ เพราะปัญหาในสนามเลือกตั้งไม่ค่อยมาก เพราะด้วยตัวพรรคคงไม่ใช่พรรคใหญ่แบบในอดีต อาจมีแค่บางพื้นที่ที่มีปัญหาทับซ้อนกับรวมไทยสร้างชาติ หากพล.อ.ประวิตรกับพล.อ.ประยุทธ์ยังคุยกัน บางทีอาจหลบให้กันได้ ยกเว้นบางจังหวัดที่มีปมความขัดแย้งกันมาก่อน

การที่พล.อ.ประยุทธ์ แยกตัวออกมาจากพรรคพลังประชารัฐ ผลเสียอย่างที่เห็นกันคือมี ส.ส.ไหลออกเป็นจำนวนมาก กระแสคะแนนนิยมตกลงอย่างชัดเจน ต้องยอมรับว่าฐานคะแนนนิยมของ พล.อ.ประยุทธ์ มีอยู่ในกลุ่มคอนเซอร์เวทีฟ (อนุรักษนิยม) อยู่หลายล้านเสียง

ข้อดีทำให้มีความยืดหยุ่นทั้ง 2 พรรค ถ้าพล.อ.ประยุทธ์ยังอยู่ กระแสมวลชนได้ แต่พล.อ.ประยุทธ์มีท่าทีที่ไม่เป็นมิตรกับนักเลือกตั้ง วางตัวเหินห่าง และเรื่องทรัพยากร การต่อรอง ไม่เก่งเท่าพล.อ.ประวิตร ไม่มีประสิทธิภาพในการบริหารผลประโยชน์ ทำให้นักเลือกตั้งส่วนหนึ่งไม่พอใจ

การที่ พล.อ.ประยุทธ์ออกมา ทำให้พรรคพลังประชารัฐคล่องตัว ง่ายต่อการบริหารจัดการ และอาจเป็นการแยกกันเดินร่วมกันตีได้ พูดง่ายๆ พล.อ.ประยุทธ์หลุดออกจากหลังเสือ แล้ว ยังมีพี่เสือคอยดูแลไม่ให้พรรคอื่นที่จะมีโอกาสจัดตั้งรัฐบาลมาทำร้าย พล.อ.ประยุทธ์ได้

ธำรงศักดิ์ เพชรเลิศอนันต์

คณะรัฐศาสตร์ ม.รังสิต

เดิมทีคนอาจลังเลว่าที่ พล.อ.ประยุทธ์ ประกาศตัวแยกจากพรรคพลังประชารัฐไปอยู่กับพรรครวมไทยสร้างชาติมีนัยยะอะไรหรือไม่ หรือเป็นการแยกกันเดินร่วมกันตี แต่วันนี้ที่ พล.อ.ประยุทธ์การประกาศชัดเจนว่าจะไปอยู่พรรครวมไทย สร้างชาตินั้น อ่านความหมายได้ว่าเป็นการ ‘ชิงดาวคนละดวง’

ทั้งนี้ เกมการเมืองในการเลือกตั้ง การเป็นพรรคระดับ กลางถึงเล็กไม่ส่งผลดีต่อการกลับมาจัดตั้งรัฐบาล การที่พล.อ.ประวิตร และ พล.อ.ประยุทธ์ อยู่ร่วมกันต่อในพรรคพลังประชารัฐ น่าจะเป็นผลดีต่อการจัดตั้งรัฐบาลในอนาคตมากกว่า

การแยกออกไปมองได้ว่า พล.อ.ประยุทธ์ อยากมีฐานพรรคของตนเอง ซึ่งเป็นจุดบอดของ พล.อ.ประยุทธ์ ตลอดมา เพราะเล่นบทลอยตัว เป็นผู้นำทางการเมืองที่ไม่จำเป็นต้องแปดเปื้อนกับพรรคการเมือง ขณะที่การเมืองการคุมพรรคเป็นสิ่งสำคัญมาก การลอยตัวแบบไม่มีฐานการเมืองเลยเป็นไปไม่ได้อีกแล้ว

หาก พล.อ.ประยุทธ์ ยังอยู่ในพรรคพลังประชารัฐ ก็ต้องอยู่ในอาณัติของ พล.อ.ประวิตร เมื่อ พล.อ.ประยุทธ์ยังอยากมีชีวิตทางการเมืองต่อจึงต้องหาพรรคของตนเอง ก็คือสร้างพรรครวมไทยสร้างชาติ แล้วดึงฐานสนับสนุนของส.ส.ของตนแยกออกไป

ส.ส.พลังประชารัฐจึงแยกออกเป็น 2 กลุ่ม ทำให้ขนาดของพรรคเล็กลง จึงมีเสียงวิจารณ์ว่าน่าจะเป็นพรรคปลายแถวที่มีขนาดกลางไปถึงเล็ก ภาพที่ออกมาคือกระบวนการทำลายตัวเอง วิเคราะห์ไม่ออกเลยว่าทั้ง 2 พรรคจะไปจัดตั้งรัฐบาลได้อย่างไร

เพราะยิ่งเป็นพรรคขนาดกลางเสียงของ ส.ส.บัญชีรายชื่อ จะยิ่งน้อยลงไป และตัวเอกของแต่ละพรรคก็มาเป็นส.ส.บัญชีรายชื่อหมด อาจต้องถึงขั้นเบียดแทรกตำแหน่งว่าใครจะได้ลำดับที่เท่าไร

ส่วนมีปัจจัยเกื้อหนุนให้พรรค หรือส.ส.ของตนได้ประโยชน์จากสถานภาพทางอำนาจคือรัฐบาลนั้น การตั้งหัวหน้าพรรคของตนเข้ามาทำงานในรัฐบาลก็เห็นแล้วว่าต้องการอาศัยกลไกและทรัพยากรของระบบราชการในการเกื้อหนุนพรรคของตนเอง แต่ในความเป็นจริงเมื่อสัญญาณการเลือกตั้งเริ่มต้นขึ้น กลไกเหล่านี้ก็ต้องระมัดระวังตัวมากขึ้นในการใช้ทรัพยากร

และตลอดเวลาที่ผ่านมา พล.อ.ประยุทธ์กับ พล.อ.ประวิตร มีบารมีที่จะส่องแสงไปสนับสนุนผู้สมัครเขต และสร้าง ภาพลักษณ์ของพรรคให้ได้เสียงมากขึ้นหรือไม่ ปรากฏว่า ผลการวิจัยสรุปออกมาว่าไม่มีเลย ตั้งแต่การเลือกตั้งผู้ว่าฯ กทม. จนถึงการเลือกตั้งท้องถิ่น

ทราบกันอยู่ว่าเหลือเพียงส.ว. 250 คน ที่ถูกทิ้งค้างเอาไว้ ภายใต้โครงสร้างที่โกงมาตั้งแต่เริ่มต้น รัฐธรรมนูญฉบับนี้เป็นรัฐธรรมนูญที่เลวที่สุดในประวัติศาสตร์ไทย เพราะโกงอำนาจของประชาชนตามรัฐธรรมนูญ จากการทำให้ ส.ว.มีอำนาจโหวตนายกฯ

ถามว่าการนำเดี่ยวของ พล.อ.ประวิตร จะส่งผลดีหรือผลเสียต่อพรรคพลังประชารัฐมากกว่ากัน ก็ต้องย้อนไปตอนที่มี พล.อ.ประยุทธ์อยู่ด้วย ต้องถามว่าชื่อของพล.อ.ประวิตร ขายได้หรือไม่ในมุมของการเลือกตั้ง อาจจะขายได้ในฐานะของการเป็นผู้ประสาน ผู้จัดการภายใต้ระบบอุปถัมภ์

แต่ในทางการเมืองที่ต้องการโชว์ความเป็นผู้นำ พล.อ. ประวิตรขายได้หรือ ประชาชนอาจจะรู้จักและนิยมพล.อ.ประยุทธ์ แต่ไม่ใช่พล.อ.ประวิตร แน่ๆ จึงกลายเป็นปัญหาของพรรคพลังประชารัฐ

ยุทธพร อิสรชัย

คณะรัฐศาสตร์ มสธ.

ให้หลัง พล.อ.ประยุทธ์ ประกาศชัดจะไปอยู่กับพรรครวมไทยสร้างชาติ คงจะทำให้เกิดความเคลื่อนไหวของกลุ่มต่างๆ ในพรรคพลังประชารัฐพอสมควร เพราะในพรรคมีสาย 2 สายใหญ่ๆ ที่เรียกย่อๆ ว่าทีมลุงตู่ และทีมลุงป้อม เป็นเรื่องที่ยากแล้วที่จะทำงานร่วมกัน

เมื่อพล.อ.ประยุทธ์ ย้ายไปอยู่รวมไทยสร้างชาติ ก็คงมี ส.ส.ส่วนหนึ่งย้ายตาม ขณะเดียวกันก็จะมีการเคลื่อนไหวของกลุ่มการเมืองในพรรคอื่นๆ เช่นกัน อาจย้ายไปรวมไทยสร้างชาติ เช่น กรณีพรรคประชาธิปัตย์ในภาคใต้ส่วนหนึ่ง

ปัญหาใหญ่ของพรรคพลังประชารัฐคือมีกลุ่มการเมืองหลายกลุ่ม ซึ่งทุกวันนี้อยู่ด้วยการเกาะเกี่ยวเหนียวแน่นกับคนเพียงคนเดียว คือ พล.อ.ประวิตร และมือไม้สำคัญ ของพล.อ.ประวิตร คือ ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า ซึ่งก่อนหน้านี้ออกไปอยู่พรรคเศรษฐกิจไทย ฉะนั้นมือทำงานของพล.อ.ประวิตร ก็จะมีพลังลดลง

ถ้าวันนี้พลังประชารัฐจะเหลือ พล.อ.ประวิตรที่ เป็นแกนนำเพียงคนเดียว ต้องดึงมือทำงานแบบ ร.อ.ธรรมนัสกลับมาให้ได้ อาจดึงร.อ.ธรรมนัสกลับมา หรือมีผู้เล่นคนใหม่ที่เข้ามาแทน แต่ก็ยังไม่เห็นว่า ผู้เล่นคนใหม่ที่มีคุณสมบัติและฝีไม้ลายมือเหมือน ร.อ.ธรรมนัสที่จะมาทำงานให้พล.อ.ประวิตรยังไม่มี จึงมีโอกาสสูงที่ ร.อ.ธรรมนัสจะกลับเข้ามา

ในเวลาที่เป็นหัวเลี้ยวหัวต่อ ต้องจับตากลุ่มต่างๆ เช่น กลุ่มสามมิตร หรือกลุ่มสมุทรปราการ อาจย้ายพรรค หรือไม่ เพราะกลุ่มเหล่านี้มีโอกาสย้ายออกไปได้อยู่ตลอดเวลา และคนที่อยู่ในกลุ่มเหล่านี้ไม่ว่าจะอยู่ภาคไหนจะได้รับเลือกตั้งเสมอ ก็สามารถอยู่ได้ทุกพรรค ซึ่งส่วนใหญ่จะเป็นส.ส.เขต

และการได้รับเลือกตั้งก็เป็นปัจจัยส่วนบุคคล มากกว่าชื่อพรรคด้วยซ้ำ ฉะนั้นต้องจับตา เพราะถ้ามีแกนนำคือพล.อ.ประวิตร เพียงคนเดียว จะสามารถบริหารพรรคพลังประชารัฐให้เดินหน้าต่อไปได้มากน้อยเพียงใด เพราะอีกส่วนหนึ่งแน่นอนต้องไปอยู่รวมไทยสร้างชาติกันมากเช่นกัน

การที่พล.อ.ประยุทธ์ แยกตัวออกมาจากพลังประชารัฐ แน่นอนจำนวนส.ส.ต้องลดลงไม่ถึง 150 ที่นั่งตามที่พล.อ.ประวิตรและคนในพรรควางเป้าไว้ พลังประชารัฐจะเสียฐาน ส.ส.ไปไม่น้อย เพราะส่วนหนึ่งจะไปกับพล.อ.ประยุทธ์ ทำให้พลังประชารัฐเหลือส.ส.อยู่ในพรรคระดับกลาง โอกาสจะเป็นพรรคใหญ่ก็คงจะน้อยลง

แต่เงื่อนไขการจัดตั้งรัฐบาลภายใต้กรอบรัฐธรรมนูญ 2560 ไม่ใช่พรรคที่จะได้ลำดับที่ 1 จะได้จัดตั้งรัฐบาล เช่น กรณีพรรคเพื่อไทยก็เป็นไปได้ พรรคลำดับที่ 1 จึงไม่ได้เป็นหลักประกันเสมอไปว่าจะได้เป็นรัฐบาล

ส่วนปัญหาภายในของพรรคพลังประชารัฐนั้นไม่น่าจะส่งผลกระทบต่อการเลือกตั้งมากเท่าไร เพราะที่สุดพลังประชารัฐก็จะมุ่งไปสู่การเลือกตั้งส.ส.เขต ส่วนส.ส.บัญชีรายชื่อคงไม่ได้เป็นกอบเป็นกำอยู่แล้ว เพราะเมื่อพรรคมีขนาดเล็กลงจากส.ส.ที่ย้ายพรรค ฐานของพรรคก็จะเสียไประดับหนึ่ง ก็คงมุ่งเน้นไปที่ ส.ส.แบบแบ่งเขตมากกว่า

 

ติดตามข่าวสด

ข่าวเด่นประจำวัน