เช็กเรตติ้ง’ตู่’หลังสังกัด’รทสช.’

รายงานพิเศษ

หลังเปิดตัวอย่างยิ่งใหญ่ในฐานะสมาชิกพรรครวมไทยสร้างชาติ
พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ก็ถูกจับตาว่าจะได้ไปต่อ มีโอกาสกลับมาเป็นนายกฯอีกครั้งหรือไม่

เพราะวันนี้รวมไทยสร้างชาติ นอกจากชื่อ พล.อ.ประยุทธ์ แล้ว ยังไม่มีตัวชูโรงคนอื่นเลย
กระแสส่วนตัวของ พล.อ.ประยุทธ์ หลังพะยี่ห้อ ‘รทสช.’ ดีขึ้นหรือลดลง

ที่สำคัญจะเพียงพอต่อการเดินไปสู่เป้าหมายการคัมแบ๊กนายกฯ หรือไม่

ฐิติวุฒิ บุญยวงศ์วิวัชร
คณะรัฐศาสตร์และรัฐประศาสนศาสตร์ มช.

เรตติ้งของ พล.อ.ประยุทธ์ เมื่อเข้าสังกัดรวมไทยสร้างชาติมองเป็น 2 แบบ คือมองพล.อ.ประยุทธ์ ในฐานะตัวแสดงทางการเมือง แม้จะเปลี่ยนสถานะของพรรค แต่ตัว พล.อ.ประยุทธ์ มีภาพตั้งแต่การเป็นผู้นำรัฐประหาร ภาพนายกฯ สังกัดพรรคพลังประชารัฐ

และปัจจุบันพยายามกระโจนเข้าสู่การเมืองแบบเต็มใบ ฉะนั้นแม้ พล.อ.ประยุทธ์ จะเปลี่ยนพรรคแต่ภาพตรงนี้ไม่ได้เปลี่ยนแปลงอะไรมาก

แบบที่สอง มองในฐานะการพยายามเปลี่ยนพรรค เรียกว่าเปลี่ยนพื้นที่กลไก ในแง่การเป็นพรรคพลังประชารัฐ พล.อ.ประยุทธ์เป็นนายกฯ โดยถูกเชิญเข้ามา แต่เมื่อมาเป็นสมาชิกพรรคการเมืองเต็มตัวมันเปลี่ยนเครื่องมือของพรรค เป็นเครื่องมือที่สร้างด้วยตัวเขาเอง แต่พลังประชารัฐสร้างด้วยทีมงานของเขา

เรตติ้งของพล.อ.ประยุทธ์ ณ ตอนนี้เสมือนเป็นการเปลี่ยนกล่องใหม่ แต่ยังไม่ได้เปิดกล่องขึ้นมาในฐานะรวมไทยสร้างชาติ เพราะยังไม่ได้เห็นตัวนโยบายอะไรที่ชัดเจน เพราะยังไม่มีประกาศยุสภาหรือการเลือกตั้งชัดเจน

ส่วนกล่องใหม่นี้มีแต่พล.อ.ประยุทธ์ ยังไม่มีระดับแม่เหล็กคนอื่นเลยนั้น ต้องรอดูในอนาคตคือกล่องที่เต็มไปด้วยทีมงานที่จะทำนโยบาย เพราะตอนนี้สิ่งที่คนไทยคาดหวังไม่เฉพาะรวมไทยสร้างชาติแต่กับทุกพรรค คือทีมงานด้านเศรษฐกิจในกล่องคือใคร
ทีมงานที่ทำเรื่องการเปลี่ยนแปลงโครงสร้างประเทศ การแก้ปัญหาที่ไม่ใช่ประชานิยมคือทีมอะไร แม่เหล็กคงจะไม่ใช่เฉพาะตัวคนแต่หมายถึงทีมงานด้วย

ทีมงานที่เห็นปัจจุบันของรวมไทยสร้างชาติ เป็นความพยายามช่วงชิงความได้เปรียบในเขตเลือกตั้ง แม้กระทั่งการดึงกลุ่มบ้านใหญ่ เน้นจำนวนปริมาณของคนที่มีโอกาสชนะ แต่ยังไม่เห็นทีมงานที่จะมาประกอบร่างเป็นทีมสร้างนโยบาย ก็ต้องรอดู

ตอนนี้เราเห็นการเปิดตัวบ้านใหม่ แต่การเปิดตัวบ้านแบบนี้คือรอคอยสมาชิกที่กำลังจะมาสบทบหรือไม่ เมื่อไรที่มีการยุบสภา เมื่อไรที่เปิดตัวอย่างจริงจังวันนั้นต้องรอดูว่ามีใครเข้ามาอยู่ในพรรคนี้ด้วยหรือไม่ ก็จะถือว่าเป็นการสร้างบ้านใหม่ สร้างกล่องใหม่
ตอนนี้อาจพูดได้ว่ารวมไทยสร้างชาติมีพล.อ.ประยุทธ์ เป็นจุดขายอย่างเดียว แต่ลำพัง พล.อ.ประยุทธ์ ในการเลือกตั้งครั้งหน้าคงไม่เพียงพอ เพราะมีโจทย์อีกหลายเรื่อง ทั้งในแง่ของการหาฐานเสียงในภาพกว้างทั้งประเทศ หมายถึงคะแนนปาร์ตี้ลิสต์ด้วย แม้กระทั่งเขตเลือกตั้ง ดังนั้นคิดว่าเฉพาะจุดขายพล.อ.ประยุทธ์ มีศักยภาพค่อนข้างจำกัด ส่วนตัวนโยบายยังไม่ได้เห็นอะไรแหลมคมที่จะจุดกระแสในการหาเสียง

ส่วนตัวไม่สามารถประเมินได้ว่ารวมไทยสร้างชาติจะได้ส.ส.กี่ที่นั่ง แต่การจับขั้วของแต่ละพรรคจะมีเสียงเกินครึ่งหรือไม่ตรงนั้นสำคัญกว่า

หากพล.อ.ประยุทธ์ ได้กลับมาเป็นนายกฯอีกครั้งแต่อยู่ได้แค่ 2 ปี ถามว่าทางออกต้องทำอย่างไรนั้น อย่าให้การเมืองไทยกลับลงสู่ท้องถนนสำคัญกว่า เพราะถ้าบอกว่าแก้รัฐธรรมนูญเพื่อต่ออายุนายกฯ เพิ่มอีก เพื่อให้ครบวาระ 4 ปี การเมืองจะวุ่นวาย การเมืองไทยในระบบรัฐสภาจะลงท้องถนนอีก

ถ้าคิดว่ารัฐสภาเป็นตัวแทนของประชาชนได้ ทางออกก็ควรให้รัฐสภาเป็นกลไกทำงานดีที่สุด เพราะเวลาการเมืองลงสู่ท้องถนนไม่ใช่จะหาทางจบได้ง่ายๆ ฉะนั้นใช้รัฐสภาเป็นเวทีสร้างสมานฉันท์ได้ดีที่สุด

เดชรัต สุขกำเนิด
คณะเศรษฐศาสตร์ ม.เกษตรศาสตร์

การเปิดตัวของพรรครวมไทยสร้างชาติ ยังไม่เห็นแนวทางที่ชัดเจน และแรงดึงดูดใจไม่ใช่ที่ตัวบุคคลคือ พล.อ.ประยุทธ์ เพียงอย่างเดียว ต้องดูทิศทางเรื่องนโยบายซึ่งแต่ละพรรคก็เร่งเปิดตัว แต่รวมไทยสร้างชาติยังไม่เห็นชัดในเรื่องนี้

การเปิดตัวพล.อ.ประยุทธ์ อาจดูหวือหวาแค่ช่วงแรก แต่ไม่ใช่แม่เหล็กที่จะมีแรงดึงดูดให้คนเข้ามาสนใจ เพราะยังไม่มีใครนำประเด็นเชิงนโยบายของพรรคมาพูดต่อ แตกต่างจากกรณีของพรรคก้าวไกล พรรคเพื่อไทย ที่มีประเด็นเห็นด้วย เห็นต่างเกี่ยวกับนโยบายที่พรรคเปิดออกมา

นอกจาก พล.อ.ประยุทธ์ ต้องมีจุดขายเพิ่มเข้ามา ประเด็นแรกที่ยังขาดคือ เรื่องนโยบายว่าอนาคตจะทำอย่างไร และจุดยืนของพรรคจะผลักดันเรื่องอะไรนอกจากการชูตัวบุคคล

ประเด็นที่สอง พล.อ.ประยุทธ์ ในวันเปิดตัวไม่ได้อธิบายให้ชัดเจนว่าช่วงเวลา 8 ปีที่ผ่านมา ทำอะไรไปบ้าง มีข้อจำกัดอย่างไร และ 2ปีที่เหลือต่อจากนี้ จะเปลี่ยนแปลงไปจากเดิมอย่างไร แต่พูดเพียงว่าจะทำต่อไป การทำแบบนี้ไม่สามารถขยายฐานคนที่จะเลือกหรือคนที่เห็นด้วยได้

เพราะอยู่มา 8 ปี ยังไม่เห็นความเปลี่ยนแปลง หากจะอยู่ต่อไปจะเห็นความเปลี่ยนแปลงเกิดขึ้นได้อย่างไร คนที่จะเป็นนายกฯ ไม่ได้พูดตรงนี้ จึงเป็นจุดที่น่าผิดหวังที่สุดในการเปิดตัวของพล.อ.ประยุทธ์

ทุกพรรคให้ความสำคัญเรื่องของนโยบาย ส่วนรวมไทยสร้างชาติไม่ใช่ว่านโยบายไม่ดี แต่ที่ผ่านมาแทบไม่ได้พูดเชิงนโยบายอะไรออกมาเลย
ถ้ามีการอภิปรายทั่วไปตามมาตรา 152 กระแสมุมกลับที่มีต่อพล.อ.ประยุทธ์ จะชัดเจน เพราะทุกคำถามจะพุ่งตรงไปหา พล.อ.ประยุทธ์ ว่า 3-4 ปีที่ผ่านมา หรือ 8 ปีที่ผ่านมา ปัญหาต่างๆได้รับการแก้ไขหรือไม่

และในอีกไม่กี่เดือนที่ผ่านมายังมีหลายเรื่องในฐานะนายกฯ ต้องตอบแต่ไม่ได้แสดงบทบาท หรือมีท่าทีที่ความชัดเจน ทั้งเรือรบหลวงสุโขทัย คดีทุนสีเทาและอธิบดีบางคนเรียกรับเงิน

หากถามเรื่องจำนวนส.ส.ที่พรรครวมไทยสร้างชาติจะได้ ส่วนตัวไม่เชี่ยวชาญเรื่องการประเมิน แต่คิดว่าถ้าเป็นอย่างที่เป็นอยู่โอกาสที่จะเป็นพรรคที่เป็นแกนนำจัดตั้งรัฐบาลคงยาก และถ้าได้ตัวเลขไม่เยอะ การจะไปรวมตั้งรัฐบาลแล้วให้ ส.ว.โหวตให้ ถ้าได้น้อยกว่า 50 เสียงแล้วจะให้พล.อ.ประยุทธ์ ขึ้นเป็นนายกฯ คิดว่าสังคมไทยไม่ยอมรับ

ถ้าลุ้นให้ได้ส.ส. 25 เสียง แล้วจะได้เป็นนายกฯน่าจะตีโจทย์ผิด หรือถ้าได้มา 30 ที่นั่ง ซึ่งเกิน 25 เสียง ก็ยังไม่คิดว่าพล.อ.ประยุทธ์ จะได้เป็นนายกฯต่อ ถ้าจะได้เป็นต่อคงต้องมีตัวเลขใกล้หลักร้อย

แต่ศักยภาพของพรรค นโยบาย วิธีการเปิดและพูดของพล.อ.ประยุทธ์ น่าจะลุ้นอยู่ที่ตัวเลข 25 และถ้าคิดว่าได้เกิน 25 จะเป็นนายกฯได้นั้นตีโจทย์ผิดอย่างมาก เพราะมีหลายด่านและสังคมไม่ยอมรับ ถ้ามีส.ส.ตัวเลขหลักสิบคงว่าไม่มีทางได้เป็นนายกฯ ถ้าได้กว่า 100 เสียง ยังพอเป็นไปได้

สำหรับข้อกังวลหาก พล.อ.ประยุทธ์ ได้กลับมาเป็นนายกฯ แต่เหลือเวลาปฎิบัติหน้าที่แค่2ปี คิดว่าทางที่ พล.อ.ประยุทธ์ ควรทำคือการแก้ไขรัฐธรรมนูญ แม้ไม่ใช่ทางที่ดีที่สุด เพราะวิธีอื่นอาจมีแรงย้อนกลับมาได้

การเลือกตั้งครั้งนี้คาดเดาได้ยากว่าอุปสรรคจะมาแนวไหน แต่อาจมาเป็นซีรีส์แน่นอน เพราะเวลานี้กฎหมายลูกสองฉบับยังไม่ได้ประกาศใช้ เรื่องเขตเลือกตั้งยังชะลอ ขณะที่บางส่วนอาจได้สัญญาณภายในและมั่นใจเรื่องแบ่งเขต

ส่วนที่ กกต.ยอมรับว่าเทคโนโลยีรายงานผลยังไม่สมบูรณ์ และมีประเด็นวันหยุดยาว 5 พ.ค. ซึ่งไม่แน่ใจว่าจะไปใกล้วันเลือกตั้งมากน้อยแค่ไหน จึงเป็นการเลือกตั้งที่สังคมไทยต้องจับตามองและส่งเสียงให้เห็นถึงประเด็นความไม่ชอบธรรม

ธนพร ศรียากูล
นายกสมาคมรัฐศาสตร์แห่ง ม.เกษตรศาสตร์

หลังสมัครเป็นสมาชิกรวมไทยสร้างชาติ พล.อ.ประยุทธ์ คงไม่มีทางเลือกอื่น นอกจากต้องหาคนไปช่วยแบก คนที่จะช่วยแบกต้องมีอยู่ 2 ลักษณะ คือ 1.ลักษณะแบบนายสุชาติ ชมกลิ่น รมว.แรงงาน ที่เป็นนักรบในสนามเลือกตั้งจริงๆ จะเรียกว่าบ้านใหญ่หรืออะไรก็ได้ หรือลักษณะแบบกลุ่มสามมิตร

2.ลักษณะของคนที่มีความเป็นมืออาชีพ มีหน้ามีตาที่ดี เพื่อทำให้องค์ประกอบของพรรครวมไทยสร้างชาติ คล้ายคลึงกับพรรคพลังประชารัฐเมื่อปี 2562 ซึ่งตอนนั้นคนหน้าตาดี คือกลุ่ม 4 กุมาร และมีนักเลือกตั้งมืออาชีพแบบพวกบ้านใหญ่ทั้งหลาย

ปัญหาวันนี้ คือรวมไทยสร้างชาติไม่มีขุนพลทั้ง2ลักษณะที่กล่าวถึง ซึ่งเกณฑ์ขั้นต่ำของส.ส.ที่จะทำให้ พล.อ.ประยุทธ์ไปต่อได้ ก็ต้องมี 2 องค์ประกอบนี้เหมือนปี 2562 แต่ถ้าพล.อ.ประยุทธ์ รู้สึกว่าไม่ไหว บารมีไม่มี มีข้อจำกัดเยอะ อย่างไรก็ต้องได้บุคลากรที่มีลักษณะเฉพาะทางใดทางหนึ่งมาช่วย

ถ้าจะเอาให้ง่ายขึ้น ถ้าเลือกเอานักรบที่อยู่ในสนามเลือกตั้ง เพราะต้องการส.ส.เขตมากกว่า ส.ส.บัญชีรายชื่อ ก็ต้องสร้างแรงจูงใจให้พวกบ้านใหญ่เข้ามาอยู่ด้วย พูดกันตรงๆ คือเพิ่มแรงดูด

เช่น การตั้งนายสุชาติ เป็นรมว.มหาดไทย ให้เป็นเลขาฯพรรค ส่วนกลุ่มสามมิตร ให้นายสุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ เป็นรมว.พลังงาน เป็นการสร้างความเชื่อมั่นให้นักเลือกตั้งมือโปรเข้ามาร่วมงาน

พล.อ.ประยุทธ์ ต้องทำตัวเหมือนเล่าปี่ตอนเผชิญขงเบ้ง คนไหนเป็นคนดีคนเก่ง มีภาพลักษณ์ที่ดี พล.อ.ประยุทธ์ต้องไปพบ จะยากลำบากขนาดไหนก็ต้องไปพบ เพราะนี่คือห่วงชูชีพที่จะทำให้พล.อ.ประยุทธ์ มีชีวิตรอดทางการเมือง รวมถึงต้องหาจุดขายอื่นๆ เช่น นโยบายพรรค

วันเปิดตัวไม่อาจมองเห็นความหวังจากขุนพลของรวมไทยสร้างชาติที่อยู่บนเวทีได้แม้แต่คนเดียว คนเหล่านั้นอาจเคยเป็นความหวังเมื่อ 30 ปีที่แล้ว แต่ไม่ใช่ในอีก 30 ปีต่อไป คือเหตุผลว่าทำไมต้องมีคนที่มีลักษณะเป็นมืออาชีพ หรือคนรุ่นใหม่มาร่วมงานด้วย

หรือ พล.อ.ประยุทธ์ไปหาแล้วแต่เขาไม่เอาด้วย เพราะสังเกตได้จากการตั้งที่ปรึกษา 3 คน ต้องใช้คำว่าหมดตัวแล้วจริงๆ เป็นนายกฯมา 8 ปีตั้งได้แค่นี้ หมดท่า เพราะทั้ง 3 คน นอกจากจะเป็นคนของเมื่อวานทั้งอายุและประสบการณ์ ยังเป็นคนที่สังคมอึดอัด ไม่ได้ทำให้เกิดความได้เปรียบทางการเมืองเลย

ส่วนจำนวนส.ส.ที่รวมไทยสร้างชาติจะได้ ถ้าองค์ประกอบไม่ครบโอกาสจะได้ 25 เสียง ต้องบอกว่าเลือนลางเต็มที แต่ถ้าตั้งหลักได้ หาบุคลากรที่มีลักษณะดังที่กล่าวมาร่วมงานได้ โอกาสจะได้ถึง 50 เสียง ย่อมเกิดขึ้นได้

ถ้ารวมไทยสร้างชาติได้ส.ส.ต่ำกว่า 70 เสียง จะทำให้ ส.ว.เกิดความอึดอัด เวลาไปจัดตั้งรัฐบาลอาจได้เป็นนายกฯคนเดียว แต่รัฐมนตรีจะมาจากพรรคอื่นหมด จะบริหารงานอย่างไร

ส่วนถ้าได้กลับมาเป็นนายกฯครบ 2 ปีแล้วจะทำอย่างไรต่อ มีวิธีคิดหลายอย่าง หากมีกลุ่มขวาจัดร่วมลงชื่อกันแสนคนเสนอญัตติขอแก้รัฐธรรมนูญก็ได้ หรือถ้าจะเอาง่ายที่สุดและไม่เกิดแรงกระเพื่อมมาก ก็ให้เป็นหน้าที่ของพล.อ.ประวิตร เป็นทางเลือกที่ดีที่สุดของระบอบคสช.

 

ติดตามข่าวสด

ข่าวเด่นประจำวัน