หยุดด้อยค่า ‘อรรถกถา’ ของพระพุทธเจ้า!
ฝึกจิต
ในปัจจุบันมีคนสนใจศึกษาพระไตรปิฎกจำนวนมากขึ้น เนื่องจากการเข้าถึงข้อมูลผ่านโซเชี่ยลมีเดียที่สะดวกง่ายดายขึ้น แต่ก็มีบางกลุ่มที่ศึกษาแล้วตีความว่า “ควรจะฟังแต่คำของพระพุทธเจ้าเท่านั้น” คำของพระมหาเถระ ไม่ว่าจะเป็นคำของพระสารีบุตร คำของพระอสีตสาวก และอรรถกถา ก็ยิ่งเป็นสิ่งที่เชื่อถือไม่ได้ หรือ เป็นเรื่องที่แต่งเติมขึ้นใหม่!
ทั้งที่จริง สิ่งนี้เกิดจากความเข้าใจที่คลาดเคลื่อนไปมาก! เพราะไม่ว่าจะเป็นคำพระพุทธเจ้า หรือคำพระอรหันต์ในสมัยพุทธกาล ที่มีอยู่ในพระไตรปิฎก ล้วนถูกร้อยกรองขึ้นเป็นหมวดหมู่ในการทำสังคายนาพระธรรมวินัยครั้งที่ 1 หลังจากพระพุทธเจ้าปรินิพพานแล้วได้ 3 เดือน โดย พระอรหันตเถระในสมัยพุทธกาล ที่ทันได้ฟังพระสัทธรรมจากพระพุทธเจ้า จำนวน 500 องค์ เป็นผู้ร่วมกันพิจารณา
ดังนั้นเนื้อหาในพระไตรปิฎก จึงเป็นสิ่งที่สมบูรณ์แบบชนิดที่ “ตัดก็ขาด ต่อก็เกิน!” แม้บางพระสูตร เช่น สังคีติสูตร หรือ ปฏิสัมภิทามรรค จะเป็นคำของพระสาวกอย่าง พระสารีบุตร ไม่ใช่คำของพระพุทธเจ้า แต่ก็เป็นสิ่งที่แสดงเมื่อพระพุทธเจ้ายังอยู่ และที่สำคัญ คือ พระพุทธเจ้าก็ให้การรับรองด้วยพระองค์เองด้วย! จึงเป็นอันว่าเนื้อหาในพระไตรปิฎกนับว่าครบถ้วนบริบูรณ์ทุกประการ
ส่วนของอรรถกถา ที่ใครหลายคนอ้างว่า เป็นอัตโนมติ ความคิดเห็นส่วนตัวของพระอรรถกถาจารย์ หรือ เป็นสิ่งที่แต่งเติมขึ้นใหม่! นั่งเทียนเขียนขึ้นเอง! ข้อนี้ก็นับว่าเข้าใจผิดไปไกลลิบ… โดยเฉพาะท่านที่โดนกล่าวตู่มากเป็นพิเศษ คือ พระพุทธโฆสะ หรือคนไทยมักเรียกท่านว่า พระพุทธโฆษาจารย์ ผู้มีชีวิตอยู่ราวพุทธศตวรรษที่ 10 ซึ่งจริงๆ ท่านเป็นเพียงผู้แปลอรรถกถาดั้งเดิม มาจากภาษาสิงหล มาเป็นภาษาบาลี ซึ่งอรรถกถาดั้งเดิมนั้น ถูกนำไปสู่เกาะลังกา ตั้งแต่คราวที่ทำสังคายนาพระธรรมวินัยครั้งที่ 3 เสร็จสิ้นใหม่ๆ โดย พระมหินทเถระ
ส่วนสิ่งที่ท่านเขียนอรรถาธิบายขยายความพระไตรปิฎกก็มีอยู่เช่นกัน แต่ท่านจะระบุไว้ชัดเจนว่า ท่านมีความเห็นเช่นนี้ๆ คือ จะเขียนว่าเป็นความคิดเห็นของท่าน เพื่อไม่ให้ปนกับอรรถกถาดั้งเดิมจนคนแยกไม่ได้
ส่วนคัมภีร์ที่รจนาขึ้นใหม่ก็มีเช่นกัน เช่น คัมภีร์วิสุทธิมรรค อันนับเป็นผลงานเขียนที่ไพเราะด้วยอักขระภาษา งดงามด้วยเนื้อหา และทรงคุณค่าอย่างลึกซึ้ง เกี่ยวกับการปฏิบัติธรรมเพื่อการหลุดพ้นจากทุกข์ ด้วยเหตุนี้ทั้งนักวิชาการตะวันตกและชาวพุทธเถรวาทต่างยอมรับว่าท่านเป็นอรรถกถาจารย์ที่สำคัญที่สุดของพุทธนิกายเถรวาท!
คัมภีร์อรรถกถานั้น ส่วนหลักเป็นสิ่งที่มีมาตั้งแต่ในสมัยพุทธกาล โดยบางส่วนยังเป็นคำของพระพุทธเจ้าเองด้วย! ซึ่งข้อมูลเหล่านี้มิใช่สิ่งที่หายาก ถ้าลงแรงสืบค้นก็ย่อมสามารถพบความจริงได้ โดยเฉพาะข้อมูลของอรรถกถานั้น เป็นเรื่องที่ยอมรับร่วมกันและใช้ข้อมูลเดียวกันของทั้งประเทศไทย พม่า ศรีลังกา และอินเดีย
ประเภทของอรรถกถา ประกอบด้วย
1. เป็นส่วนที่เกิดขึ้นจากพุทธพจน์ หรือ พุทธวจน โดยตรง เรียกว่า “ปกิณกเทศนา” ซึ่งพระพุทธเจ้าทรงแสดงอธิบายหลักธรรมที่เข้าใจยากให้กระจ่างชัดด้วยพระองค์เอง เนื่องจากบางครั้ง ในครั้งแรกพระองค์แสดงเพียงหัวข้อธรรม ผู้สดับที่ฟังมีปัญญามากก็สามารถบรรลุธรรมได้ทันที ต่อมาพระองค์จึงทรงเมตตาขยายพระสัทธรรมนั้นให้แก่ผู้ศึกษาเพื่อความกระจ่างแจ้งอีกครั้ง เมื่อถึงการทำปฐมสังคายนา พระเถระผู้ใหญ่ มีพระมหากัสสปเถระ พระอุบาลีเถระ พระอานนทเถระ เป็นต้น ได้ร้อยกรองพระธรรมวินัย โดยไม่ได้สงเคราะห์ปกิณกเทศนาเข้าในพระไตรปิฎกด้วย เพราะถือว่าเป็นคำอธิบายอีกทอดหนึ่ง แต่ท่านได้สังคายนาปกิณกเทศนานั้น เมื่อร้อยกรองพระไตรปิฎกเสร็จสิ้นลง โดยเรียกว่า “มหาอรรถกถา” ซึ่งส่วนนี้นับว่ามีความสำคัญที่แทบไม่ต่างจากพระไตรปิฎก
2. เป็นส่วนที่เกิดขึ้นจากพระอรหันตเถระในสมัยพุทธกาล เช่น พระสารีบุตร ผู้ได้รับการยกย่องจากพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ให้เป็นธรรมเสนาบดีและเอตทัคคะผู้เป็นเลิศด้านปัญญา หรือพระอานนท์ ผู้ได้รับการยกย่องจากพระสัมมาสัมพุทธเจ้าว่าเป็นพหูสูต และได้รับการถ่ายทอดพระสัทธรรมจากพระสัมมาสัมพุทธเจ้าโดยตรงในทุกหมวดหมู่ ซึ่งเนื้อหาส่วนนี้มีทั้งการชี้แจงขยายความข้อธรรมที่สำคัญและ บอกเล่าบริบทเหตุการณ์แสดงธรรมของพระพุทธเจ้า ว่าแสดงที่ไหน อย่างไร เมื่อไหร่ กับใคร เพราะเหตุใด เป็นต้น
เพื่อให้อนุชนรุ่นหลังได้เข้าใจพุทธาธิบายและบริบทของเหตุการณ์นั้นได้อย่างถูกต้อง ไม่วินิจฉัยตามทัศนคติ หรือระดับปัญญาของตน ซึ่งสูงต่ำไม่เท่ากัน พระเถระในสมัยสังคายนาครั้งแรก จนถึงสังคายนาครั้งที่ 3 ได้บรรจุคำอธิบายของพระสาวกเหล่านั้นไว้ในคัมภีร์มหาอรรถกถาร่วมกับปกิณกเทศนาเพื่อให้คัมภีร์มหาอรรถกถาเป็นคำอธิบาย พระไตรปิฎกอย่างบริบูรณ์เพียบพร้อมด้วยพุทธภาษิตและสาวกภาษิต
3. ส่วนที่เป็นความคิดเห็นของอรรถกถาจารย์ในยุคหลัง คือ การจากการอธิบายขยายความเพิ่มเติมเนื้อหาธรรม ซึ่งมักเกิดขึ้นจากการที่อาจารย์อธิบายเนื้อหาธรรมในพระไตรปิฎกแก่ลูกศิษย์ แล้วเรื่องราวมีความละเอียดชัดเจนยิ่งขึ้น จึงมีการจดบันทึกไว้เป็นลายลักษณ์อักษร หรือเป็นการตั้งใจเขียนอรรถาธิบายขยายความธรรมะไว้ด้วยตนเอง โดยคำอธิบายเหล่านี้ได้รับการยอมรับในช่วงเวลานั้น จึงธำรงรักษาคัมภีร์อรรถกถาของครูบาอาจารย์นั้นๆ สืบมา ซึ่งส่วนใหญ่จะมีการระบุชื่อผู้แต่งอรรถกถานั้นไว้ เพื่อมิให้ปนกับอรรถกถาดั้งเดิม
ด้วยเหตุนี้ “อรรถกถา” จึงถือว่าเป็นเนื้อหาสำคัญส่วนหนึ่งในพระพุทธศาสนา ถ้าใครรู้ไม่แตกฉาน รู้ไม่ทั่วถึง แล้วไปตัดทอน ด้อยค่า หรือพยายามทำลายความน่าเชื่อถือ ก็จะกลายเป็นการทำลายพระสัทธรรมไป ดังที่พระพุทธเจ้าตรัสไว้ว่า
“ภิกษุทั้งหลาย ภิกษุพวกที่คัดค้านอรรถและธรรมโดยสูตรซึ่งตนเรียนไว้ไม่ดี ด้วยพยัญชนะปฏิรูปนั้น ชื่อว่าปฏิบัติแล้วมิใช่ประโยชน์แก่ชนเป็นอันมาก เพื่อทุกข์แก่เทวดาและมนุษย์ทั้งหลาย อนึ่งภิกษุนั้นยังจะประสบบาปเป็นอันมาก และได้ชื่อว่าทำพระสัทธรรมให้อันตรธานไปอีกด้วย!”
ดังนั้น ถ้าใครพยายามด้อยค่าของพระสูตรบางพระสูตร หรือ ด้อยค่าของอรรถกถา ก็ต้องเผื่อใจไว้พลาด เผื่อใจไว้เจ็บด้วย เพราะหน้าที่ในการจะบอกว่า “สิ่งนี้ใช่ สิ่งนี้ไม่ใช่ สิ่งนี้แต่งขึ้นใหม่” ย่อมไม่ใช่หน้าที่ของบุคคลใดบุคคลหนึ่ง หรือกลุ่มใดกลุ่มหนึ่ง หากแต่เป็นเรื่องที่คณะสงฆ์กลุ่มใหญ่ผู้ได้รับการยอมรับจากทั่วแผ่นดิน เป็นผู้มาประชุมกัน พิจารณาตรวจทานอย่างถี่ถ้วน แล้วจึงสามารถตัดสินชี้ขาดได้อย่างไม่มีโทษใดๆ
พระเฉลิมชาติ ชาติวโร
พระธรรมทูตเชิงลึกแดนพุทธภูมิ
สถาบันโพธิคยาวิชชาลัย ๙๘๐