พลันที่พรรคพลังประชารัฐ เปิดตัวนโยบายเพิ่มเงินในบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ หรือบัตรคนจน เป็นเดือนละ 700 บาท
ก็มีเสียงวิจารณ์ทันทีว่าเป็นการเกทับนโยบายค่าแรงขั้นต่ำ 600 บาท ของพรรคเพื่อไทย ที่ประกาศไป ก่อนหน้า
ทั้งสองนโยบายเกินจริง หรือมีความเป็นไปได้ แค่ไหน อย่างไร มีความเห็นจากนักวิชาการด้านเศรษฐศาสตร์
ณรงค์ เพ็ชรประเสริฐ
คณบดีคณะเศรษฐศาสตร์ ม.รังสิต
นโยบายบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ 700 บาทเป็นไปได้หรือไม่นั้น คำถามแรกต้องถามว่าจะเอาเงินที่ไหนมาจ่าย คนที่ทำงานในภาคเกษตรกรรมมีประมาณ 1.2 ล้านคน ครึ่งหนึ่งได้เงินเดือนไม่ถึง 1.5 หมื่นบาท
บัตรคนจนที่บอกว่าจะแจกเดือนละ 700 บาท เคยคิดหรือไม่ว่าคนที่มีเงินเดือนไม่ถึง 1.5 หมื่นบาท มีกี่สิบล้านคน และตอนแจกบัตรนั้นไปแจกใคร ตีความกันอย่างไรว่าคนไหนเป็นคนจน ส่วนตัวนั่งอยู่ที่คณะคนที่จบปริญญาตรียังได้ไม่ถึง 1.5 หมื่นบาท จะถือว่าเข้าเกณฑ์รับบัตร มีสิทธิลงทะเบียนหรือไม่ แค่ประกาศนโยบายก็มีปัญหาแล้ว
นโยบายลักษณะนี้ไม่ได้เรียกว่าค่าจ้างขั้นต่ำ แต่เรียกว่า “รายได้ขั้นต่ำ” เพราะคำว่าค่าจ้างคือ คนต้องถูกจ้าง ทำงานแล้วถึงต้องจ่าย และค่าจ้างรัฐบาลก็ไม่ได้เป็นผู้จ่าย แต่เป็นผู้ประกอบการที่จ่าย รัฐบาลเป็นเพียงผู้ออกกฎหมายควบคุม
ในแง่ปฏิบัตินโยบายค่าแรง 600 บาทของพรรคเพื่อไทยเป็นไปได้มากกว่า เพราะเขาใช้คำว่าค่าจ้างขั้นต่ำ หมายความว่าลูกจ้างเท่านั้นถึงจะได้ แต่คำว่าบัตรคนจนแจกเดือนละ 700 บาท และแจกคนมีเงินเดือนไม่ถึง 1.5 หมื่นบาท นึกไม่ออกเลยว่าในสภาพความเป็นจริงจะทำได้อย่างไร
เพราะคนที่มีเงินเดือนต่ำกว่า 1.5 หมื่นบาท เต็มไปหมด จะแจกหมดหรือไม่ จะครอบคลุมทั้งหมดหรือเปล่า ทั้งเกษตรกร คนจบปริญญาตรีและลูกจ้าง จะเอาเงินที่ไหนมาแจก ภาษีก็ไม่กล้าขึ้น หรือจะกู้มาแจกอีก
หากกู้มาแจก ตอนนี้หนี้สาธารณะทะลุไปถึงเกือบ 70 เปอร์เซ็นต์ของจีดีพี ทะลุเพดานไปเรียบร้อยแล้ว ขณะนี้เรามีหนี้สาธารณะประมาณ 10 ล้านล้านบาท ถ้ามีความสามารถใช้หนี้ปีละ 1 แสนล้านบาทต้องใช้เวลา 100 ปีในการใช้หนี้ ยังมากู้มาแจกอีกหรือ
การเอาเงินมาแจกคนจนเดือนละ 700 บาทและจำกัดความว่าบัตรคนจนที่ให้กับคนที่มีรายเดือนต่ำกว่า 1.5 หมื่นบาท น่ากลัว เมื่อคำตอบไม่ชัดยังไงก็มีปัญหา
ถามว่านโยบายนี้ดีหรือไม่ก็ต้องตอบว่าดี ในแง่ของการเพิ่มกำลังซื้อ เพราะขณะนี้เศรษฐกิจไทยพึ่งกำลังซื้อ 50 เปอร์เซ็นต์ การเพิ่มให้คนมีรายได้ดีมากสำหรับการ กระตุ้นเศรษฐกิจหากทำได้ เหมือนในยุโรปเช่น เยอรมนี จะแจกรายได้ขั้นต่ำคนละ 400 ยูโร แต่หากเป็นลูกจ้างก็ใช้ประกันสังคม
ส่วนค่าจ้างขั้นต่ำ 600 บาท ถือเป็นเงินเดือน หมายความว่าเงินเดือนเพิ่มขึ้นและรัฐบาลไม่ต้องจ่าย เป็นหน้าที่ของนายจ้างต้องจ่าย การจะทำให้นายจ้างจ่ายค่าแรงวันละ 600 บาทเป็นไปได้ หากเกิดความเปลี่ยนแปลงในการทำธุรกิจให้มีกำไร มากขึ้น
ที่ประกาศว่าจะผลักดันให้ได้ในปี 2570 เพื่อไทยวางเกมไว้แล้ว ภายใน 4 ปีค่าแรงก็อาจถึง 600 บาท อยู่แล้ว จึงมีความเป็นไปได้ง่ายกว่า ส่วนการเพิ่มเงินบัตรคจนที่จะทำทันทีเมื่อเป็นรัฐบาลนั้น ท้ายที่สุดพรรคการเมืองก็ต้องแฉกันเองว่าใครหลอกใคร ที่สำคัญเขาก็หลอกมาก่อนแล้วไม่ใช่หรือ เรื่องค่าจ้างวันละ 400 บาท
คู่แข่งก็ต้องหยิบของเก่ามาพูดว่าของเก่าที่คุณบอกไว้ยังทำไม่ได้เลย วันนี้ยังมาบอกว่าจะแจกเดือนละ 700 บาท จะหลอกอีกหรือเปล่า กลายเป็นการโกหกไปเรื่อยๆ หรือไม่
นโยบายประชานิยมที่ต้องทำและคิดว่าแก้ปัญหาได้ไม่ใช่การแจกเงิน แต่เป็นการแบ่งตลาดให้คนตัวเล็กตัวน้อย ไม่ใช่แค่คนตัวใหญ่ น่าจะเป็นการแก้ไขปัญหาที่ยั่งยืนมากกว่า
สมชาย ภคภาสน์วิวัฒน์
นักวิชาการด้านเศรษฐศาสตร์และการเมือง
เรื่องบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ หรือ บัตรคนจน 700 บาท มองได้สองแง่ ในแง่หนึ่งเศรษฐกิจโดยภาพรวมแม้ไทยจะอยู่ในช่วงของการฟื้นตัวเป็นปีที่สาม แต่ก็เป็นการฟื้นตัวที่ยังอ่อนแออยู่ ขณะที่เงินเฟ้อรวมถึงราคาพลังงานยังสูงเช่นกัน ส่วนหนี้ครัวเรือนแม้จะลดลงจาก 91% เหลือ 88% ต่อจีดีพีแต่ถือว่าสูงอยู่
ยิ่งไปกว่านั้นอัตราการเติบโตทางเศรษฐกิจยังไม่ได้กลับเข้าสู่ภาวะปกติ แสดงว่าประชาชนโดยเฉพาะผู้ยากไร้ยังอยู่ในจุดที่ลำบาก จึงไม่แปลกใจที่มีการออกนโยบายส่วนหนึ่งเพื่อบรรเทาความเดือดร้อน เหมือนหลายๆ ประเทศ
อีกแง่หนึ่งกำลังจะเข้าสู่การเลือกตั้ง จึงมีการออกนโยบายเพื่อสร้างความรู้สึกดีๆ สำหรับคนที่ได้รับการแจก ให้ประชาชนรู้สึกว่าได้รับการดูแล แต่จะสามารถแปลงเป็นคะแนนเสียงได้หรือไม่นั้นก็เป็นอีกเรื่องหนึ่ง การจะแปลงเป็นคะแนนเสียงได้ขึ้นกับมาตรการเดียวคงไม่ได้ ต้องดูเป็นองค์รวมว่าจะออกนโยบายที่ทำให้เศรษฐกิจฟื้นตัวได้ขนาดไหน แนวนโยบายเป็นอย่างไรบ้าง
สำคัญที่สุดคือลักษณะการแจกแบบนี้ต้องทำในลักษณะที่อยู่ในภาวะจำเป็น และต้องจำกัดเป้าหมายโดยเฉพาะ และใช้ในระยะเวลาที่จำกัด ไม่ใช่แจกกันทั่วไปหมด เมื่อถึงจุดหนึ่งต้องเลิกใช้ แต่ถ้าใช้ในกรณีเศรษฐกิจยังไม่ฟื้นตัวต้องอยู่ในขอบเขตที่จำกัด
ส่วนจะได้ประโยชน์ทางการเมืองหรือไม่ จะแปลงเป็นคะแนนเสียงได้หรือเปล่ายังขึ้นกับอีกหลายปัจจัย ซึ่งไอเดียแค่นี้ยังไม่พอ พรรคพลังประชารัฐต้องพัฒนาแนวนโยบายอีกหลายเรื่อง ซึ่งทุกพรรคก็สู้กันด้วยแนวนโยบายมากมาย ดังนั้นนโยบายบัตรสวัสดิการแห่งรัฐจึงเป็นเพียงแค่กลยุทธ์หนึ่งเท่านั้น
ขณะที่นโยบายขึ้นค่าแรงขั้นต่ำ 600 บาทในปี 2570 ของพรรคเพื่อไทย ก็มีลักษณะเอาประชาชนเป็นตัวตั้ง ส่วนนโยบายคล้ายประชานิยมซึ่งไม่ได้ทำทันที ต้องรออีก 5 ปี เพราะถ้าทำทันทีจะมีปัญหา เป็นนโยบายที่เหมือนให้ของดีๆ ให้มองอนาคต ส่วนจะทำได้มากน้อยขนาดไหนต้องรอดูสภาพเศรษฐกิจจากนี้
ซึ่งอัตราการเติบโตทางเศรษฐกิจของไทยหากขยายตัวกว่า 3 เปอร์เซ็นต์ การจะไปถึงจุดนั้นก็อาจเป็นไปได้ เพียงแต่ต้องเป็นไปตามเงื่อนไขเศรษฐกิจแต่ละช่วง เพราะ5 ปีนี้ยังห่างไกลจากปัจจุบัน นี่ก็เป็นนโยบายส่วนหนึ่งให้ประชาชนรู้สึกดีๆ จะทำได้หรือไม่ก็เป็นอีกเรื่องหนึ่งเช่นกัน
การจะทำแบบนี้ต้องควบคู่ไปกับนโยบายอื่น เช่น นโยบายเงินเดือนปริญญาตรี 25,000 บาท ทั้งสองกรณีทำได้โดยไม่ติดขัดถ้าหากอธิบายได้ด้วยเงินเฟ้อ หากเงินเฟ้อต่ำแต่ขึ้นเงินเดือนสูงเกินเงินเฟ้อ ก็จะมีปัญหาด้านต้นทุน
ส่วนการขึ้นเงินเดือนไปที่ 25,000 บาท ซึ่งขึ้นไปเยอะพอสมควร และจะไปสร้างแรงกดดันต่อการขึ้นเงินเดือนให้คนที่ทำงานอยู่แล้ว ผลกระทบจะเป็นลูกโซ่ ดังนั้นการอธิบาย เรื่องแบบนี้ ต้องมองเป็นองค์รวมเช่นเดียวกัน จะมองเพียง จุดเดียวยังไม่พอ
ในแง่การเมืองมีหลักการอยู่ข้อหนึ่ง คือสิ่งที่เราทำอยู่ไม่สำคัญ สำคัญว่าคนที่ได้รับนั้นมองอย่างไร พูดง่ายๆ คือสิ่งที่เราคิดว่าทำดีแล้ว แต่คนอาจมองอีกด้านหนึ่ง ซึ่งนักการเมืองกำลังคิดอย่างหนึ่ง แต่ถามว่าสิ่งที่กำลังทำอยู่นั้นตรงกับ เป้าหมายหรือไม่ เป็นเรื่องที่ต้องคิดถึง ดังนั้นสิ่งที่กำลังหาเสียงอยู่ตรงนี้ขึ้นอยู่กับว่าตรงใจประชาชนหรือไม่ นอกจากตรงใจแล้วทำได้จริงหรือไม่ซึ่งต้องรอดูต่อไป
นอกจากนี้ ประชาชนยังต้องดูแนวนโยบายเรื่องอื่นๆ เช่น ภาคการเกษตรจะดีขึ้นไหม เศรษฐกิจจะขยายตัวดีขึ้นหรือไม่ ยังไม่ต้องไปพูดถึงเรื่องการเมือง เรื่องของการแก้รัฐธรรมนูญ
ดังนั้น ถ้าจะพูดถึงแค่นโยบายบัตรคนจน หรือค่าแรงขั้นต่ำ 600 บาท เพียงอย่างเดียว คงไม่เพียงพอที่จะบอกว่าพรรคไหนจะได้เปรียบมากกว่ากัน ต้องมองแบบ องค์รวม
อนุสรณ์ ธรรมใจ
กรรมการหลักสูตรเศรษฐศาสตร์สาธารณะฯสถาบันพระปกเกล้า
สำหรับจุดอ่อนจุดแข็งของบัตรคนจน 700 บาท จุดอ่อนต้องใช้งบประมาณเพิ่มเติมอีกประมาณเกือบ 3 เท่าตัวของงบประมาณเดิมของบัตรสวัสดิการคนจนที่ทำอยู่ ซึ่งรัฐบาลอาจต้องไปปรับลดงบประมาณส่วนอื่นมาใช้ เพราะกรอบงบปี 2567 ไม่ได้รวมงบประมาณค่าใช้จ่ายส่วนนี้ไว้
ส่วนจุดแข็ง มองว่ามุ่งเป้าไปที่ครอบครัวผู้มี รายได้น้อย เป็นสวัสดิการโดยรัฐแต่ยังไม่ใช่ระบบรัฐสวัสดิการ
ถามว่าจะทำได้ทันทีเลยหรือไม่นั้น มองว่าทำได้ทันทีแต่ต้องไปจัดงบประมาณใหม่ หากไม่ปรับโครงสร้าง งบประมาณและรักษาการขาดดุลไว้ที่ระดับเดิมตามที่กำหนดเอาไว้ อาจจะใช้วิธีลดงบประมาณส่วนอื่นมาปรับใช้ในส่วนของบัตรคนจนแทน
หรือใช้วิธีเก็บภาษีเพิ่มเพื่อนำมาใช้จ่ายส่วนนี้ หาก ไม่ต้องการขาดดุลงบประมาณเพิ่ม หากทำงบประมาณขาดดุลก็สามารถกู้หรือก่อหนี้สาธารณะมาใช้ในโครงการเพิ่มเงินบัตรคนจนตามนโยบายได้
ส่วนที่มองกันว่าการออกนโยบายนี้มาเพื่อเกทับนโยบายค่าแรงขั้นต่ำของพรรคเพื่อไทยนั้น เป็นการแข่งขันทางนโยบายเพื่อให้สามารถเอาชนะใจผู้มีสิทธิเลือกตั้ง เป็นเรื่องสร้างสรรค์ เป็นข้อดีของประชาธิปไตยเลือกตั้ง ที่ต้องแข่งกันเอาใจและทำดีต่อประชาชน
แต่ผู้มีสิทธิเลือกตั้งก็ต้องรู้เท่าทันว่าประชานิยม หรือสวัสดิการต่างๆนี้จะเอางบประมาณส่วนไหนมาสนับสนุน ละเมิดต่อหลักการนโยบายสาธารณะที่ดีหรือไม่ อยู่ในกรอบวินัยการเงินการคลัง หรือกรอบการดำเนินนโยบายเศรษฐกิจมหภาคที่ดีหรือไม่
ส่วนนโยบายค่าแรงขั้นต่ำ 600 บาทของพรรคเพื่อไทย ไม่ได้ใช้เงินงบประมาณ เป็นเรื่องของไตรภาคีที่ต้องพิจารณาผลักดันให้เป็นไปตามเป้าหมาย มีข้อดีมาช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจ ลดปัญหาความเหลื่อมล้ำและสร้างความเป็นธรรมทางเศรษฐกิจ และสามารถทำได้ ไม่เกินจริง
แต่ข้อด้อยคือ อาจทำให้ต้นทุนผู้ประกอบการเพิ่มขึ้นในระยะสั้น มีแรงกดดันเงินเฟ้อจากการขึ้นค่าแรงได้ ต้องดูยาวๆ ดูว่าประชาชนจะตัดสินใจอย่างไร
เวลานำนโยบายหนึ่งที่ใช้งบประมาณ กับอีกนโยบายที่ไม่ใช้งบมาเปรียบเทียบกันยาก แต่ถ้าถามว่าอันไหน ส่งผลต่อการกระตุ้นเศรษฐกิจมากกว่ากัน ก็บอกได้เลยว่า ขึ้นค่าแรง ส่วนเพิ่มเงินสวัสดิการบัตรคนจนนั้นช่วยบรรเทาความเดือดร้อนทางเศรษฐกิจ
ทั้งสองนโยบายช่วยกระตุ้นการบริโภคภายใน แต่ประสิทธิภาพในการกระตุ้นต่างกัน ส่วนตัวมองว่าทั้งสองนโยบายสามารถมีความเป็นไปได้ทั้งคู่